ฤดูฝนของเรา
เสียงฝนที่ตกต่อเนื่องตั้งแต่เช้ามืดทำให้แคมปัสมหาวิทยาลัยเหมือนโลกอีกใบที่ชุ่มฉ่ำและเงียบเหงา กวินทร์ดึงฮู้ดเสื้อแจ็กเก็ตขึ้นคลุมหัว เดินลัดสนามเปียกชุ่ม สะพายกระเป๋าใบใหญ่ที่ข้างในมีสมุดสเก็ตช์และกล่องสีที่ใช้งานจนเปื้อนมือ ก่อนเขาจะเข้าตึกเรียนวิชาทฤษฎีศิลปะ เขาก็ก้มหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาใครๆ ตามนิสัยเดิม ๆ ของเขา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ที่มุมหนึ่งของตึกเรียน วาวา หนุ่มร่างบางตากฝนอยู่กับไม้กวาด ช่วยภารโรงเคลียร์เศษใบไม้และกระดาษฝรั่งเปื่อยยุ่ยจากทางเดิน เธอฮัมเพลงฝรั่งเศสเบา ๆ เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง วาวาคือดาวเด่นของนักศึกษาฝรั่งเศสแลกเปลี่ยน ทั้งสดใสและลึกลับในเวลาเดียวกัน
กวินทร์หยุดมองเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะเบี่ยงสายตา กลิ่นไอฝนผสานกลิ่นสีน้ำทะลุออกจากกระเป๋า จุดประกายความวุ่นวายในใจแบบไม่ตั้งใจ เขาเดินต่ออย่างรีบเร่ง แต่ก็ต้องหยุดเมื่อเสียงไม้กวาดปัดโดนรองเท้าตนอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“ขอโทษนะ…” วาวาเอ่ยเสียงแผ่ว ใบหน้าขาว ๆ เปียกฝน มีประกายอยากจะหัวเราะในดวงตา
กวินทร์ส่ายหน้า สบตาเธอเพียงแวบเดียวแล้วเบือนหนี “ไม่เป็นไรครับ”
“นายชื่ออะไรเนี่ย…เห็นในวิชาวาดสีน้ำเหมือนกันใช่มั้ย?” วาวายิ้ม แต่คำพูดนั้นกลับมีบางอย่างเจือความพยายาม
“…กวินทร์” ชายหนุ่มลังเล คำตอบเบาดั่งเสียงฝน
วาวาพยักหน้า “วาวา ยินดีที่ได้รู้จักนะ กวินทร์” เธอหรี่ตามองฟ้าครึ้ม คล้ายกำลังคิดอะไรอยู่
เสียงกริ่งเข้าเรียนดังขึ้น กวินทร์รีบเดินต่อ ทิ้งความรู้สึกประหลาดใจไว้ข้างหลัง ฝนยังคงตกต่อเนื่อง คล้ายกับว่าจะไม่มีวันหยุด
คาบวาดภาพนิ่งของวันนี้ อาจารย์หวานใจดีถามเรื่องแบบบ้านที่นิสิตเลือก กวินทร์นั่งท้ายห้องขีดเขียนร่างภาพเงียบ ๆ พยายามเก็บตัวเองไว้ในมุมปลอดภัย วาวานั่งโต๊ะหน้าสุด พูดจาคล่องแคล่ว ขณะตอบคำถามเรื่องบ้านที่ปารีส
“นายไม่อยากอวดรูปเหรอ? เห็นมือสวยดี” เพื่อนร่วมห้องพูดแซว กวินทร์เงียบแล้วก้มวาดรูปต่อ
เที่ยงวันฝนตกเบาลงแล้ว กวินทร์ย้ายมานั่งวาดรูปในโรงอาหารเก่า มุมเงียบสุดที่ไม่มีใครนั่ง จู่ๆ วาวาก็ปรากฏกายพร้อมถุงขนมปังสด รอยยิ้มบาง ๆ บนหน้าตรงข้ามเขา
“ขอนั่งด้วยได้ไหม ในนี้ฝนน้อยดี” เธอไม่รอคำตอบนั่งลงทันที แล้วหยิบขนมออกมาแบ่ง “ลองกินดูสิ ขนมปังฝรั่งเศสของจริง”
กวินทร์รับมาด้วยความเก้ ๆ กัง ๆ “ขอบคุณครับ”
“นายดูเงียบ…ถ้าอยู่ในฝรั่งเศสต้องถูกชวนคุยทั้งวันแน่”
“…ผมไม่ถนัดพูด” กวินทร์ตอบเสียงเบา
“ตอนฉันอยู่ปารีส ฉันก็ไม่ค่อยอยากพูดกับใคร…พูดไปก็ไม่เข้าใจ” วาวาหัวเราะแบบไม่มีเสียง สายตาวาบเศร้าเพียงครู่เดียว
เวลาผ่านไปทั้งคู่เริ่มปรับตัวเข้าหากันบ้าง วันต่อมาฝนยังตกแต่เบาลง กวินทร์เดินไปห้องสมุด แต่บังเอิญพบวาวากำลังคุยโทรศัพท์เป็นภาษาฝรั่งเศส สีหน้าเครียดผิดปกติ พอเห็นกวินทร์ เธอรีบวางสาย ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“คุยกับพ่อแม่เหรอ?” เขาถามแบบไหลลื่นน้อยกว่าปกติ
วาวาหน้าชาไปชั่วครู่ “เปล่าหรอก…แค่เรื่องบ้านนิดหน่อย”
“มีอะไร ก็บอกได้นะ” กวินทร์ค่อย ๆ เปิดใจ ขณะที่สายฝนกระทบกระจกเป็นริ้วน้ำใส
วาวาเม้มปากแล้วยิ้มกลบเกลื่อน “ขอบใจนะ…แต่ฉันไม่เป็นไร”
บรรยากาศค่อย ๆ เปลี่ยน ทั้งสองเริ่มเดินทางกลับบ้านด้วยกันบ่อยขึ้น ฝ่าฝนในตอนเย็น วาวาชวนแวะร้านหนังสือมือสองหน้าโรงละคร ขณะที่กวินทร์ตั้งใจเลือกสมุดวาดภาพให้ตัวเอง วาวาก็หยิบวรรณกรรมฝรั่งเศสมามอบให้
“อยากอ่านบ้างไหม? ถ้าฝึกล่ะก็ วันหนึ่งจะอ่านเข้าใจ”
“บางอย่าง…ฉันก็ว่า ไม่อยากเข้าใจมันเท่าไหร่” กวินทร์ว่าทิ้งท้ายแบบไม่ตั้งใจ
วาวายิ้มขื่นขม ทำท่าเหมือนไม่ได้ยิน
วันหนึ่งในคาบเรียน กวินทร์ใช้เวลาสเก็ตช์ภาพวาวานั่งริมหน้าต่าง ตากฝนตีกรอบนอกหน้าต่าง ภาพสะท้อนในแก้วน้ำจืดข้างมือของวาวาเหมือนภาพซ้อนสองโลก กวินทร์เขียนข้อความใต้ภาพไว้อย่างไม่รู้ตัวว่า “คนที่ดูเข้มแข็ง แต่ตาเศร้าที่สุดในห้องนี้”
หลังคาบ วาวาขอดูรูป กวินทร์หลบตา ปฏิเสธเล็กน้อยแล้วส่งให้ด้วยมือที่สั่นจาง วาวานิ่งไปขณะดู ภาพความเปียกปอนในตัวเองทำให้เธอหายใจเข้า ยิ้มละไมแบบไม่จริงใจนัก
“นี่ฉันดูเศร้ามากเลยเหรอ?”
“บางครั้ง…มันเห็นออกมาเอง” กวินทร์ตอบเบา ๆ
“เวลาเหงา ฉันมักฮัมเพลง…นายอยากฟังไหม?”
ทั้งคู่ต่างนิ่งเงียบอีกครั้ง ท่ามกลางสายฝนที่นอกหน้าต่าง
ช่วงนี้วาวาต้องเตรียมนิทรรศการส่งอาจารย์ ต่างจากกวินทร์ที่วาดภาพอยู่บ้าน ทั้งสองเริ่มส่งข้อความหากันถี่ขึ้น มีน้ำหนักของคำที่บรรจงเลือก เปลี่ยนจากบทสนทนาสั้น ๆ สู่การแชร์เพลง วิดีโอ และรูปภาพต่อกันแบบอ้อม ๆ
“วันนี้ฟ้าที่ปารีสก็ฝนตกนะ” วาวาส่งรูปฝนพรำจากเพื่อนเก่าที่บ้านมาให้กวินทร์
กวินทร์กล้าแหย่ “ดูเหมือนเราวงฝนชอบตามนายเนอะ”
“ฝนทำให้คนคิดถึงบ้าน…แต่บางทีก็ทำให้คนอยากอยู่กับใครบางคน” วาวาตอบแบบมีนัยยะแฝง
วันหนึ่งวาวาชวนกวินทร์ไปเดินงานศิลปะกลางแจ้ง แม้ฝนจะปรอย กวินทร์ลังเลก่อนตอบตกลง เขาพยายามเปิดใจมากขึ้น ขณะเดินดูนิทรรศการ วาวาหยุดมองภาพถ่ายครอบครัวในกรอบไม้เก่า
“นายโอเคกับครอบครัวเหรอ?” เธอถามเบา ๆ
กวินทร์นิ่งไป เวลานาน ก่อนจะตอบเสียงแผ่ว “บ้านผม…ไม่ค่อยมีคำว่ายินดีเท่าไหร่ สมัยเด็กพ่อแม่แตกแยกวุ่นวาย ผมเลยชอบอยู่เงียบ ๆ วาดรูป ไม่อยากคุยกับใคร”
วาวาหลุบตา “คล้ายกันเลย…ฉันกับพ่อแม่ก็ไม่สนิท เขาวางแผนชีวิตให้ฉันทั้งหมด ฉันเบื่อจะต้องเป็นคนที่ใครคาดหวัง”
สายตาทั้งคู่เจอกันในฝนสลัว ต่างคนสะดุดใจ และต่างก็อึดอัดกับความใกล้ชิดที่มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ใกล้ช่วงสอบปลายภาค มหาวิทยาลัยมีข่าวร้ายจากประเทศฝรั่งเศส ครอบครัววาวาประสบอุบัติเหตุ วาวาแทบไม่ได้ไปเรียน ดูหมดแรง ดวงตาแดงคล้ำ กวินทร์อยากให้กำลังใจแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เพียงแอบวางข้าวกล่องและข้อความ “ทุกอย่างจะผ่านไปได้” ไว้บนโต๊ะทำงานเธอ แล้วรีบเดินหนี
วาวาค้นพบ กล่องข้าวกับโน้ตใจความอ่อนโยนนั้น ทำให้น้ำตาเธอไหลโดยไม่ตั้งใจ
หลังเหตุการณ์นั้น ทั้งคู่ห่างกันชั่วระยะหนึ่ง กวินทร์ทุ่มเทกับการวาดภาพ จนท้อใจ ผลงานไม่ผ่านการคัดเลือก นิทรรศการถูกยกเลิก กวินทร์หลบเก็บตัวเงียบ วาวาพยายามหาเวลามาชวนออกไปเดินเล่น ปิคนิคท่ามกลางสวนเปียกน้ำแต่ก็ถูกปฏิเสธบ่อยครั้ง จนวันหนึ่งวาวาต้องเดินฝ่าสายฝนมายืนรอหน้าคอนโดกวินทร์
“นายจะซ่อนตัวอีกนานแค่ไหน?” เธอถามเสียงสั่น
กวินทร์ทำท่าอึกอัก ปากไว้ว่าฝนตกแรง ไปไม่ได้ วาวาหัวเราะขื่น “อย่าโทษฝนเลย นายแค่กลัว เฉกเช่นฉัน”
ทั้งสองโต้เถียงกัน วาวาประนีประนอมว่า “นายเป็นเหมือนสีเทา เหงาเฉยชา ส่วนฉันคือฝนที่ชอบหนี ต้องกลัวเปียกทุกวัน” หลังจากนั้นต่างแยกกัน ต่างคนต่างเจ็บ
คืนหนึ่งกวินทร์นั่งคนเดียว มองรูปวาดในอดีต ภาพใบหน้าของแม่สีจางอยู่ใต้ร่ม แสงไฟในห้องทำให้เขาคิดถึงวาวาจับใจ เขาติดต่อเธอ วาวารับสายเสียงแผ่ว ทั้งคู่สารภาพความกลัวในใจออกมา กวินทร์ยอมรับว่าตนหนีก้าวเดินต่อไม่ได้ ส่วนวาวารับว่าตนทำลายความสุขตัวเองซ้ำ ๆ เพราะกลัวปล่อยวางอดีตไม่ได้
หลังคุยกันยาว ทั้งคู่เริ่มฟื้นความสัมพันธ์ กวินทร์เฝ้าดูแลวาวาใกล้ชิดขึ้น ชวนทำโปรเจ็กต์พิเศษ วาดรูปฝนและความเหงาร่วมกัน จนได้ผลงานชุดใหม่ที่ต่างจากเดิม
ถึงวันแสดงงานนิทรรศการ ฝนตกหนัก ผู้คนจำนวนน้อย กวินทร์และวาวาเปิดวิดีโอเล่าเรื่อง การเติบโตผ่านฤดูฝนในชีวิตตนเอง น้ำเสียงสั่นไหวแต่จริงใจ ในที่สุดกวินทร์มอบรูปวาดสุดท้ายให้วาวา ภาพรอยยิ้มของเธอที่ไม่ได้เศร้าอีกแล้ว
“ขอบคุณที่อยู่กับฉันในฤดูฝน” วาวาพูดเสียงเบาขณะซ่อนน้ำตา
กวินทร์ยิ้มช้า ๆ “ขอบคุณที่กล้าเดินเข้าไปหาฝน…เพื่อฉันเหมือนกัน”
ฤดูฝนจบ ความอบอุ่นใหม่เริ่มขึ้น ทั้งสองเรียนรู้ความกล้าเผชิญหน้ากับอดีต ได้เติมเต็มสิ่งขาดหายในใจ และเริ่มสานความสัมพันธ์อย่างอ่อนโยน เงียบงัน เติบโตไปด้วยกันช้า ๆ โดยไม่มีคำว่ารักทันที มีเพียงความเข้าใจที่ลึกซึ้ง…ในวันที่ฝนพรำกลายเป็นแค่สายฝนธรรมดา