ในเงามืดเมืองหิมะ
ท้องฟ้าทางเหนือขาวโพลนเต็มไปด้วยสายหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างหนัก เมืองเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ชายขอบภูเขาสูง ถูกโอบล้อมไว้ด้วยภูเขาหิมะ บรรยากาศในเย็นวันนั้นอึมครึม หนาวเหน็บ และน่าอึดอัด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บัวขาวเดินลากเท้าฝ่าทางเดินที่เต็มไปด้วยกองหิมะ ท่อนผ้าพันคอสีกรมท่าของเธอสะบัดไปตามลม เธอหยุดนิ่งที่หน้าประตูหอพักหลังเก่า เสียงรองเท้านักศึกษาของใครบางคนสะท้อนในโถงทางเดิน เธอมองขึ้นเมื่อเห็นพรกับพลอย รุ่นน้องในคณะวิ่งสวนออกมา น้ำหูน้ำตาปริ่ม
“หายไปจริง ๆ เหรอ?” พรถามเสียงสั่น แขนเล็กสั่นเพราะความเย็นและความกลัว ไม่ใช่แค่เรื่องของฤดูหนาว
บัวขาวนิ่ง ช้า ๆ เธอพยักหน้าคำตอบยากจะกลั่นกรอง “ตำรวจเข้าไปดูห้องเขาแล้ว ไม่มีอะไรเหลือเลย”
“สรัลจะกลับมาใช่ไหม?” พลอยพูดในลำคอ ราวกับไม่มีใครกล้ายืนยันอะไร
บัวขาวสบตาพลอย เพียงแค่สบตาก็เหมือนจะเข้าใจดีว่าไม่มีใครมั่นใจเรื่องนี้เลย สรัล รุ่นพี่สาขามนุษยศาสตร์ หัวเราะเก่ง มีรอยยิ้มเขินเป็นประจำ สรัลผู้กลายเป็นเรื่องเล่าในเงามืดเมืองหิมะนับแต่นาทีนี้
เสียงรถตำรวจวิ่งผ่านหน้าต่าง เสียงเครื่องยนต์ลอดมาให้ได้ยิน บัวขาวมองไปผ่านม่านบางที่เป็นหยดน้ำแข็งเกาะ เธอขย้ำกระเป๋านักเรียนแน่น เหมือนพยายามระงับความสั่นไหวในใจ
ในค่ำคืนที่ยาวนาน มิตรภาพและความกลัวคลี่คลุมโถงหอพัก มีเพียงเสียงนาฬิกากับเสียงร้องสะอื้นช่วงสั้น ๆ ของรุ่นน้อง และดวงตาสะท้อนแสงไฟของบัวขาวที่มองไปยังอากาศเย็นจัดนอกหน้าต่าง
เมื่อทั้งสามแยกย้ายกลับห้อง บัวขาวหายใจช้า ๆ อยู่ในห้องคนเดียว ฝ้าไอน้ำจับกระจก เงาสะท้อนตนเองแสนเหงาปรากฎขึ้น เธอนั่งลงข้างเตียง พลิกดูโทรศัพท์เก่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าในมือ ข้อความสุดท้ายจากสรัล “คืนนี้ให้ระวังของแปลก ๆ อยู่ในหอ”
บัวขาวมือสั่น เธอพิมพ์ข้อความตอบกลับ “หมายถึง?” หยุดนิ่ง ไม่กล้ากดส่ง สุดท้ายก็ปล่อยไว้ทั้งอย่างนั้น เธอหันไปฝังหน้าในหมอน พยายามไม่คิดถึงรอยยิ้มของเด็กหนุ่มคนนั้นอีก
คืนนั้น ฝันร้าย ไม่ใช่เพราะสิ่งลึกลับ แต่เพราะเสียงในใจที่กระซิบเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีต เธอเคยทิ้งเพื่อนที่กำลังหาทางออกไม่ได้ให้ต้องเผชิญสิ่งแปลกประหลาดเพียงลำพัง ความรู้สึกผิดกัดกินจิตใจบัวขาวทุกคืน
เสียงโลหะเสียดสีกับบานหน้าต่างดังขึ้น บัวขาวชะงัก เธอรีบลงไปที่โถงกลาง ของที่ตกพื้นกลิ้งเสียงดัง เงาดำวูบผ่านมุมห้องครัว เธออ้าปากจะเรียกใครสักคน แต่กลับเหลือเพียงความเงียบงัน อากาศเย็นเฉียบแทงเข้ากระดูก
ทันใดนั้น ประตูหอพักเปิดออก เด็กหญิงคนหนึ่งในชุดกันหนาวหลวม ๆ ปรากฏตัวในความมืด เด็กใหม่ในหอที่เพิ่งย้ายมา “ชลินทร์” เธอเดินนิ่ง ๆ มาหยุดมองหน้า เงียบไปนานก่อนพูดออกมาด้วยเสียงเรียบ “เมื่อกี้มีใครอยู่ตรงบันไดหรือเปล่า”
บัวขาวนิ่ง เธอเม้มปากตัดสินใจแล้วสั่นศีรษะ “ไม่มี ใครจะมาเดินดึกแบบนี้”
ชลินทร์เพียงพยักหน้าช้า ๆ เธอเดินผ่าน ทิ้งกลิ่นอายแปลกประหลาดไว้ในอากาศ ชั่วขณะนั้น บัวขาวกับชลินทร์มองกันนิ่ง ๆ ไม่มีคำพูดใด ๆ โลกเงียบลงจนได้ยินเสียงหิมะตกถี่ขึ้นข้างนอก
รุ่งเช้า สถานีตำรวจในเมืองเล็ก ๆ มีคนพลุกพล่านแค่ไม่กี่คน ผู้หมวดกิตติกำลังพิมพ์รายงาน พลางพูดกับสายสืบ “เด็กปีสองจากมหาวิทยาลัยเพิ่งหายตัวไป มันแปลกใช่ไหม?”
อีกฝ่ายยักไหล่ “เมืองนี้เคยมีคนหายตัวไหม?”
“เปล่า นานมาแล้ว ตอนยังเด็ก จำได้ว่ามีกรณีคล้ายกัน”
ทั้งห้องเงียบลง กิตติถอนหายใจ มองออกไปนอกหน้าต่างที่มีหิมะปกคลุม ดวงอาทิตย์ส่องแสงผ่านม่านเมฆ บรรยากาศกดดันอย่างไม่ทราบที่มา
บัวขาวเดินไปเรียนตามปกติ เพื่อนในชั้นเรียนเริ่มพูดถึงเรื่องหายตัวไปของสรัล ทั้งหมดซุบซิบกันเบา ๆ สายตาเสมองมาทางเธอ ทุกคนรู้ว่าสรัลสนิทกับเธอ แต่ไม่มีใครกล้าถามตรง ๆ บัวขาวนั่งเงียบขณะอาจารย์เรียกเธอมาตอบคำถาม เธอสบตากับอาจารย์พิศ ประหนึ่งขอให้เข้าใจว่าเธอยังไม่พร้อมเผชิญหน้ากับความจริง
คาบเรียนจบ พรกับพลอยเข้ามาหา
“เราว่า… สรัลน่าจะยังอยู่แถวนี้” พรพูดกระซิบ
“ถ้าใครซ่อนใครไว้จริง ๆ… จะซ่อนได้ที่ไหนเล่า เมืองนี้แค่นี้เอง” พลอยค้านเสียงเบา
บัวขาวไม่พูดอะไร เธอล้วงมือในกระเป๋า รู้สึกถึงความหนาวของโลหะเย็นเครื่องรางที่สรัลเคยให้ไว้ กล่าวสั้น ๆ “คืนนี้เราอยากไปดูห้องสรัลอีกครั้ง”
สายตาทั้งคู่สะท้อนความลังเล แต่สุดท้ายก็ตกลงด้วยความกลัวและอยากรู้เท่ากัน
ตกค่ำ ห้องของสรัลในหอเงียบสงัด มีกลิ่นหอมเย็นของน้ำหอมประจำตัวเขาติดอยู่ พรเริ่มค้นหาเอกสาร พลอยเปิดลิ้นชัก ขณะที่บัวขาวเอื้อมหยิบสมุดโน้ตบนโต๊ะ เสียงพลิกกระดาษดังในความเงียบ
พรสะกิดเบา ๆ “เจออะไรไหม”
สมุดโน้ตหน้าแรกเขียนไว้ว่า “ถ้าเธอได้อ่านข้อความนี้ แปลว่าฉันไม่กลับมา”
บัวขาวใจเต้นแรง เธอกลั้นหายใจ กลัวความจริงบางอย่างจะโผล่ออกมาจากสมุดโน้ตนี้ พลอยผลักลิ้นชักลึกไปจนเจอกระดาษแผ่นหนึ่ง แผนที่วาดด้วยดินสอเส้นโย้เย้ “สถานที่ที่ร่องรอยหายสาบสูญ” เขียนไว้มุมกระดาษ
ทั้งสามจ้องหน้ากัน ความเงียบแผ่ซ่านทั่วห้อง โคมไฟกลางห้องกระพริบช้า ๆ ราวจะดับ
เสียงประตูห้องปิดดังปัง พวกเธอสะดุ้ง หันไปเห็นชลินทร์ยืนอยู่ หน้าตาไร้อารมณ์
“เราได้ยินเสียงคนคุยกันเลยมา” ชลินทร์เอ่ยเสียงเรียบ
บัวขาวตัดสินใจ “เธอเห็นอะไรเมื่อคืนไหม”
ชลินทร์ลังเลชั่วครู่ ก่อนตอบ “เห็น เหมือนมีใครนั่งอยู่ใต้บันได คิดว่าคือสรัล”
พรรีบถาม “เธอรู้จักสรัลด้วยเหรอ?”
ชลินทร์เม้มปาก ก่อนยกคิ้วขึ้นนิด “ไม่… แค่รู้สึกเฉย ๆ ว่ามันคือเขา”
ทุกคนในห้องเงียบลง ใจเต้นระรัวซ่อนความหวังเล็ก ๆ เอาไว้ ทว่าความกลัวกลับเติบโตขึ้นทุกนาที
บัวขาวกอดเครื่องรางแน่น การหายตัวไปของสรัลกลับกลายเป็นเงามืดที่ลุกลามคืบคลานเข้ามาในชีวิตของทุกคน เธอตัดสินใจจะไขความลับนี้ ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะต้องพิสูจน์ให้ตัวเองเห็น เธอยังกลัวอดีตอยู่ ทว่าไม่อาจปล่อยให้ความผิดพลาดจมอยู่ในหิมะอีก