ดอกไม้ใต้ท้องฟ้าเหล็ก
เสียงบี๊บแหลมดังซ้ำๆ อย่างไร้ความเมตตา แสงไฟดวงเล็กสีส้มกระพริบอยู่เหนือประตูหมายเลข 6 ไชยาเดินช้าๆ ไปบนพื้นเหล็กแวววาว รอยรองเท้าของเขาปรากฏเป็นเงารูปร่างเพี้ยนอยู่ข้างๆ เธอ รัจน์—หญิงสาวผมดำที่เดินนำหน้า—ไม่พูดอะไร เพียงหันมามองเขาด้วยสายตาอ่อนล้าจากการอดนอนสามคืนติด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไฟฉุกเฉินยังไม่หยุดเลย” รัจน์กล่าวเบาๆ ขณะตรวจข้อมูลบนแท็บเล็ต โทรศัพท์ไร้สายเหนือข้อศอกซ้ายของเธอสั่นพร้อมข้อความใหม่ “ระบบออกซิเจนเริ่มจะแปลก ๆ ล่ะนะ ช่างรวงพูดเมื่อเช้าด้วยแต่ไม่มีใครฟัง”
ไชยาหยุดดูจอข้างผนัง ตัวเลขออกซิเจนลดช้า ๆ เหมือนเครื่องจักรกำลังหายใจถี่ “จะลองรีเซ็ตระบบปั๊มอากาศมั้ย?” เขาถาม เธอส่ายหน้า
“ถ้ารีบไปก็แค่ซื้อเวลานิดเดียว เราต้องรู้ว่าระบบมันรั่วตรงไหน” คำพูดของรัจน์ไม่ได้เปล่งเสียงดังแต่ทว่าติดฝังในหัวใจของไชยา อดีตของเขาตลอดสองปีในสถานีนี้มีแต่ลมหายใจที่ถูกคุมขังอยู่ในกระบอกโลหะ
ประตูหมายเลข 6 เปิดออก เสียงไซเรนเบาบางเบียดเสียดเข้ามา ช่างรวงยืนมองพวกเขาจากอีกฟากหนึ่ง เขายิ้มแหย ๆ แววตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีแดง “ผมยังไม่เจอที่รั่ว แต่ผมเริ่มได้กลิ่นเหม็นไหม้แถวโซนเก็บพลังงาน—”
จู่ ๆ เสียงกลไกข้างหลังประตูอีกชั้นขู่คำรามเหมือนสัตว์ที่กำลังแอบซ่อนอยู่ ประตูเหล็กสั่นสะเทือนราวกับมีบางสิ่งทุบจากด้านใน ทุกคนหันขวับมองหน้ากัน ต่างคนต่างเงียบ เสียงหอบหายใจดังท่ามกลางความกลัวที่ขยายตัวจนสัมผัสได้
“บางทีมันไม่ได้เป็นแค่เรื่องระบบแล้ว” รัจน์พูดเสียงเบา ทุกคำพูดของเธอสั่นพร่าเล็กน้อย เงาประหลาดบนพื้นขยับเคลื่อนไปตามรอยเท้าทั้งสามคน ทั้งสถานีดูเหมือนจะหายใจพร้อมกันกับพวกเขา—แต่กลับรู้สึกราวกับว่าพวกเขาโดดเดี่ยวมากขึ้นกว่าเดิม
เวลาล่วงไปสองชั่วโมง พวกเขานั่งประชุมกับหัวหน้าสถานี อิงอร หญิงสูงวัยที่แก้มตอบและเสียงพูดแหบแห้ง เธอวางแผนปิดระบบบางส่วนเพื่อลดอัตราการสูญเสียออกซิเจน ทุกคนรุมล้อมรอบโต๊ะ กลิ่นกาแฟเจือขมปลอบใจใครไม่ได้
“เราต้องอยู่ในบล๊อก A กับ B เท่านั้น ห้ามออกจากโซนเวลากลางคืน” อิงอรเน้นเสียง หันมาสบตารัจน์ “ถ้ามีใครแอบเข้าไปตรวจสอบโดยไม่ได้รับอนุญาต ฉันจะต้องส่งข้อมูลไปยังสำนักงานใหญ่—เข้าใจนะ?”
รัจน์รับคำสั้น ๆ แต่ไชยากลับหลุบตามองโต๊ะ สองมือเขากำแน่น เขานึกถึงบ้านที่อุบลราชธานี ยังไม่ได้กลับไปเกือบห้าปีแล้ว และที่นี่ก็เป็นเหมือนบ้านอีกหลัง—หรือ…คุกกันแน่?
เมื่อออกจากห้องประชุม รัจน์ดึงแขนไชยาไปทางทางเดินด้านซ้าย เสียงรองเท้ากระทบกับพื้นเหล็กแผ่วเบา “นายได้กลิ่นอะไรมั้ยช่วงนี้?”
ไชยาพยักหน้า “คล้าย ๆ เหล็กกับสนิม แต่… เหมือนมีอะไรแหลม ๆ แบบไหม้ ๆ ด้วย”
รัจน์ปิดปากแล้วถอนใจ “ฉันฝันร้ายซ้ำ ๆ ว่ามีคนเดินบนเพดานเหนือห้องเราตอนกลางคืน” เธอหลบสายตาไปข้างหนึ่ง “กลัวว่ามันอาจจะไม่ใช่ฝัน”
เขานิ่งงัน “นายคิดว่ามันคืออะไร?”
“ฉันไม่แน่ใจ แต่ถ้าเราไม่หาคำตอบ เราอาจจะไม่มีเวลามากพอแล้ว ฉันไม่อยากตายที่นี่…”
เสียงร้องของท่อส่งอากาศดังขึ้นราวกับคำเตือน รัจน์ปล่อยแขนไชยา ทั้งคู่มองหน้ากันนิ่งนาน—ในตาของรัจน์เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและแรงขับดันลึกล้ำที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
ขณะนั้นเอง แสงไฟดับพรึบทั่วสถานี เหลือเพียงไฟสลัวจากฉุกเฉิน เสียงคนตะโกนดังมาจากโซน B หลายคนลุกลี้ลุกลน ปุ่มปลดล็อกทุกบานประตูถูกรีเซ็ตเป็นโหมดล็อกอัตโนมัติ รัจน์กับไชยาคว้ากันไว้แน่น ท่ามกลางสัญญาณเตือน ทุกคนกำลังถูกขังรวมกันกับสิ่งที่พวกเขายังไม่เข้าใจ
ฝน—วิศวกรรุ่นน้อง—ตะโกนจากอีกฝั่ง “ระบบหลักโดนแฮก! มีใครสักคนปิดการเชื่อมโยงกับโลก!” คำพูดสั้น ๆ ทำให้หัวใจรัจน์เย็นวาบ
“ใคร?” เสียงช่างรวงดังลอดออกจากมุมมืด รัจน์หันขวับไปมอง ท่ามกลางแสงสลัวสุดหวาดหวั่น “ใช่คนในสถานีเราหรือเปล่า?”
ฝนยืนกอดอกแน่น พูดเสียงสั่นสะท้าน “ถ้าใช่ มันต้องมีรหัสฉุกเฉิน… แสดงว่าไม่ใช่คนนอก แต่เป็นพวกเราเอง?”
ทุกคนชะงักเงียบ ไม่มีใครกล้าสบตา ความเงียบงันพลันรุนแรงเหมือนระเบิดไร้เสียง
ไชยาพยักหน้าช้า ๆ เขาเดินเข้าไปใกล้รัจน์ แล้วกระซิบเสียงเบา “คืนนี้เราต้องออกไปตามหาแหล่งรั่วให้ได้ รีบกลับมาให้ทันก่อนจะมีใครสงสัย ออกไปด้วยกันนะ”
รัจน์หายใจแรง เธอพยักหน้า ก่อนจะปล่อยมือที่กำแน่นกับข้อมือไชยาเบา ๆ แสงไฟฉายจากแท็บเล็ตวาดเงาอ่อนบนแก้มและลำคอของเธอ ใบหน้านั้น—แม้จะเหนื่อยล้าและมีร่องรอยน้ำตาเก็บไว้ในหางตา—กลับดูเด็ดเดี่ยวขึ้น
ยามเที่ยงคืนมาถึง รัจน์กับไชยาลอบออกจากโซน A เดินลอดทางเดินมืด เสียงหายใจดังคล้ายจะกลืนทั้งสถานี ริมฝีปากรัจน์สั่น เธอจับแขนไชยาแน่น ระหว่างเดิน เธอดึงบางสิ่งออกจากในกระเป๋า—หุ่นยนต์ตัวเล็กชื่อ “เปราะ” ลูกเล่นโปรแกรมเก่า ๆ ที่พ่อเคยมอบให้ตอนยังเด็ก
“ไม่ได้เปิดใช้งานนานแล้ว… ลองดูสักตั้ง” รัจน์กดปุ่มเปิด เปราะสั่นแล้วส่งเสียงติ๊ดเบา ๆ ล้อกลม ๆ กลิ้งบนพื้นเพื่อสำรวจอากาศ มันคลานนำทาง รอยร้าวสายเล็ก ๆ บนพื้นปรากฏอยู่ใต้ไฟฉายสลัว
“นั่น…” ไชยาก้มลงดู รำพึงในลำคอ “รอยแตก?”
รัจน์ย่อกายลงมอง เปราะแสดงสัญญาณเตือนออกมาเป็นสีแดงเข้ม “ที่นี่แหละ” เธอพึมพำ คุกเข่าลงแล้วแตะปลายนิ้วบนรอยร้าว รู้สึกถึงไอเย็นบางอย่างที่ลอดออกมาเหมือนลมหายใจของสัตว์ประหลาดไร้รูป
จู่ ๆ เสียงกลไกใกล้ ๆ ขู่อีกที เปราะหยุดนิ่ง ไฟดับในจังหวะเดียวกัน เสียงฝีเท้าของบางสิ่งเงียบงันแต่กลับใกล้เข้ามา รัจน์ก้มต่ำจนไหล่เธอสั่น ไชยาเลื่อนมือมากุมมือเธอไว้อย่างแน่น—หัวใจทั้งสองเต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกับแสงไฟกระพริบบนผนัง
เสียงบางอย่างกระซิบในท่อใกล้หัวพวกเขา ราชย์กลืนน้ำลาย เสียงนั้นเหมือนกำลังเรียกหาใครสักคน “เราไม่ควรอยู่ที่นี่ ใช่มั้ย?”
ไชยากระซิบตอบ “ถ้าไม่หาคำตอบคืนนี้ พรุ่งนี้อาจไม่มีออกซิเจนพอสำหรับทุกคน…”
รัจน์จำต้องตัดสินใจ ในวินาทีนั้นเธอหมดศรัทธากับความกลัวของตัวเอง กำมือแน่นหลับตาสูดลมหายใจลึก สัมผัสไหล่ไชยาแล้วพูดผ่านแรงสั่นในเสียง “ถ้าฉันไม่กลับออกไป นายรีบหนีออกไปให้ได้…”
“เราออกไปด้วยกันเท่านั้น” เขาพูดแน่น เสียงเบาจนแทบเป็นคำอ้อนวอน และในแสงไฟสลัวซึ่งพอให้มองเห็นเงาซ้อนทับของทั้งสองคน รัจน์ก็ยิ้มบาง ๆ เจือความกลัวและความเข้มแข็งไว้ในแววตาเดียวกัน
เสียงโลหะขู่อีกครั้ง พวกเขาดึงเปราะขึ้นมาแนบอกแล้วถอยกลับทางเดิม เสียงฝีเท้าและกระซิบอันน่าขนลุกยังคงดังอยู่เบื้องหลัง ทว่ารอบ ๆ กลับเงียบและหนาวเย็นเหมือนจักรวาลที่ไม่มีวันสว่าง
ในเช้าวันถัดมา หัวหน้าสถานีแจ้งรายงานใหม่—มีใครบางคนพยายามหยุดระบบอากาศ หัวใจทุกคนบนสถานีเริ่มหวาดหวั่นและไม่ไว้ใจกันเอง ความรู้สึกว่ามีกำแพงระหว่างมนุษย์ล่องลอยในแต่ละโซน รัจน์หงุดหงิด เธอชะเง้อมองออกไปนอกหน้าต่าง กลุ่มดาวโค้งผ่านกระจกโค้งโต นึกถึงอดีตที่ยังมีพ่อ ถ้าทั้งหมดนี้ผิดพลาด พ่อเธอคงไม่ให้อภัยได้แน่
ไชยาเห็นอีกฝ่ายเงียบนาน ยื่นกาแฟร้อนวางข้าง ๆ เธอ “ดื่มซะ ออกซิเจนอาจขาดแต่คาเฟอีนยังมีพอ” เขายิ้มฝืน
รัจน์ดื่มอึกใหญ่ “ถ้าเรารอดไปจากที่นี่ นายจะทำอะไรต่อ?”
ไชยานิ่งอยู่สักพัก “อาจจะกลับบ้าน ดูแลแม่เฒ่า… หรือไม่ก็ พานายไปฟังเสียงฝนที่ตะวันออกเฉียงเหนือ” เขาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นติดแววเศร้า
เสียงประกาศไซเรนดังขึ้นอีกครา ทุกคนต้องรวมตัวกันในห้องโถงกลาง หัวหน้าสถานีสั่งกักตัว รัจน์สบตากับไชยา แววตาท้าทายปะปนหวาดกลัวหมายถึง “เราจะไม่หยุดค้นหาความจริง”
คืนนั้น ไชยาไปรอรัจน์ที่จุดนัดพบ รอยเท้าขนาดเล็กนำมาตามทางเดินมืด เปราะคลานอยู่ข้างหน้า ระหว่างเดิน พวกเขาได้ยินเสียงคนร้องไห้จากในท่อระบายอากาศ เสียงนั้นเหมือนเด็กหรือคนแก่ ไชยาหยุดยืนนิ่งพร้อมชูนิ้วปิดปาก รัจน์หายใจขาดเป็นห้วงๆ กลั้นน้ำตาไว้
ทุกอย่างเงียบเชียบ ความกลัวกับความหวังปะทะกันในอก ไชยาพึมพำ “ฉันกลัว…”
รัจน์จับมือเขา “ฉันก็กลัวเหมือนกัน แต่ถ้าไม่เดินต่อไป เราอาจจะไม่มีเวลาพอสำหรับการเริ่มใหม่…”
พวกเขาฝ่าเข้าไปในโซนที่ห้ามเข้า เจอล็อกเกอร์ที่มีร่องรอยร้าว รอยเลือดเปื้อนใต้มือจับ ความจริงบางอย่างเริ่มปรากฏ—มีใครในสถานีซ่อนความลับที่อันตรายกว่าระบบรวน
เสียงเปิดประตูเบาๆ จากด้านหลัง ช่างรวงโผล่มานิ่ง ๆ เงาเข้มบนหน้าเขาบอกทุกอย่าง
“ฉันต้องตัดระบบ เพราะถ้าไม่ทำ ทุกคนจะตายตั้งแต่สองคืนก่อนออกซิเจนรั่วหลุดเกินค่าปลอดภัย…” น้ำเสียงสั่นเทา เขาหลบตา “แต่ฉันพลาด ฉันกลัว… กลัวจะถูกทอดทิ้งที่นี่”
รัจน์มองไชยา คนทั้งสามนิ่งกันอยู่สักพัก น้ำตาเริ่มไหลออกจากดวงตารวง เงียบอยู่ครู่ยาวราวกับเวลาหยุดนิ่ง
“เรายังมีเวลาก่อนไม่มีอากาศ ออกไปซ่อมที่รั่วด้วยกันนะ” ไชยากล่าวสั้นๆ
รวงถอนหายใจ ก้มหน้า “ถ้าพวกเธอไว้ใจ จะพาไปเอง”
เสียงแปลกปลอมเริ่มดังจากท่อทั้งสถานีอีก มิน้อยเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งวิ่งมาตะโกนบอกว่าทางเข้าหลักถูกเจาะเป็นรอยรั่วขนาดใหญ่ พวกเขาต้องรีบเข้าไปซ่อมในเวลาอันมีจำกัด
ทีมออกไปใต้โครงสร้างหลัก สวมอุปกรณ์ซ่อมฉุกเฉิน รัจน์ประสานมือกับไชยา ไม่พูดอะไร มีเพียงสายตาที่บอกว่าพร้อมเสียสละทุกอย่างเพื่อให้คนที่รักปลอดภัย
ในอุโมงค์มืด เสียงท่อแตกดังขึ้นอีกครา ก่อนพวกเขาจะทันลงมือ อิงอรปรากฏตัว ถือบอร์ดควบคุมหลัก เธอมองทุกคนด้วยสายตาเหนื่อยล้าจากความรับผิดชอบมานานหลายปี
“บางครั้งเราเลือกไม่ได้ว่าจะปกป้องใครหรือสูญเสียอะไร” ประโยคเดียวของเธอทำให้ทุกคนเงียบ ราชย์มองผ่านช่องกระจกไปยังดอกไม้พลาสติกต้นเล็กที่เติบโตในตู้ฟัก เธอกำลังรู้จักนิยามความเป็นบ้านใหม่แม้จะอยู่ใต้ท้องฟ้าเหล็ก
หลังการซ่อมแซมสำเร็จทุกคนกลับมานั่งรอบโต๊ะ ห้องโถงกลางเงียบสงัด รัจน์เอื้อมมือจับมือไชยา ช่างรวงนั่งนิ่งเพียงหายใจช้า ๆ อิงอรยิ้มอ่อน ลูบหัวมิน้อย ฝนกำลังร้องเพลงเบา ๆ
เสียงประกาศแจ้งเริ่มระบบใหม่ดังขึ้น ทุกคนลุกขึ้นมายืนตั้งแถวต่อหน้าแสงสว่างใหม่ที่ล่องลอยเหมือนรุ่งอรุณกลางอวกาศ รัจน์กับไชยาหันมาสบตากันในความเงียบ ไชยาเอื้อมมือไปจับแก้มเธอด้วยความรักที่เขาบอกไม่ได้จากคำพูด มีเพียงแววตาและบทเพลงท่ามกลางความเงียบที่เธอฟังจากเขาทั้งชีวิต
ขณะที่สถานีค่อย ๆ คืนสู่ความสงบ รัจน์พูดเบา ๆ ราวกับกลัวว่าความหวังจะสลาย “ถ้าเรายังรอด… ฉันจะปลูกดอกไม้ต้นใหม่ในที่แห่งนี้”
ไชยายิ้มกว้าง และในอ้อมกอด ของคนที่พบกันในปลักของความกลัว พวกเขาได้เรียนรู้ว่า—แม้ใต้ท้องฟ้าเหล็ก ชีวิตก็ยังมีความหมาย เพราะพวกเขาได้เลือกกันและกัน…จนถึงลมหายใจสุดท้าย