คืนข้างแรมที่ห้วยมะขาม
เสียงรถกระบะคันเก่าสะเทือนล้อไปตามถนนลูกรังที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ลมเย็นยามพลบค่ำพัดใบไม้แห้งปลิวว่อนข้างทาง ข้างในรถมีหญิงสาวสี่คน—ฝ้าย, เนิส, ต้นหลิว, และแป้ง—นั่งกอดอกนิ่ง ๆ สลับกับเสียงเพลงคลื่นแทรกจากวิทยุเก่า ฝ้ายมองออกไปนอกหน้าต่าง กระพริบตาไล่ไอเย็นที่เกาะกระจก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พวกแกแน่ใจนะ ว่าต้องเป็นที่นี่จริง ๆ?” แป้งถามเสียงเบา น้ำเสียงมีร่องรอยของความลังเลแฝงอยู่
เนิสหัวเราะห้วน ๆ “บ้านร้างกลางป่าแบบนี้ ข้อมูลภาคสนามน่าสนใจจะตาย”
ต้นหลิวยกแผนที่ขึ้นดู “ถ้ามีผีบันทึกข้อมูลให้ด้วยก็ดีเลยเนอะ”
ฝ้ายยิ้มแห้ง ๆ แววตาไม่แน่ใจ “ที่หมู่บ้านเขาเตือนกันนักหนาว่าอย่ามา…”
เสียงเครื่องรถดับลง รถจอดหน้าบ้านไม้สองชั้นที่แทรกตัวอยู่ในเงาไม้ใหญ่ ตัวบ้านทรุดโทรม สีถลอก ประตูหน้าติดล็อกเก่า ฝุ่นจับหนาเต็มพื้น ฝ้ายก้าวลงจากรถพร้อมถอนหายใจยาว ๆ
ต้นหลิวลงมือไขกุญแจประตูที่ได้จากผู้ใหญ่บ้าน เสียงโลหะฝืดขูดกับสนิมดังสะท้อนในความเงียบ หญิงสาวสี่คนเดินเข้าไปในบ้าน ไฟฉายส่องไปเจอห้องโถงโล่ง กลิ่นอับและความเย็นเฉียบเหมือนโอบล้อมตัวทันที
ขณะที่พวกเธอแบ่งกันขึ้นไปชั้นบนและสำรวจห้องต่าง ๆ เสียงฝีเท้าสะท้อนตามมุมห้อง พื้นไม้โบราณดังเอี๊ยดอ๊าดทุกก้าว ต้นหลิวส่องไฟไปเจอภาพถ่ายเก่าในกรอบไม้ ตรงกลางรูปมีเด็กหญิงหน้าตาเศร้า นั่งข้างหญิงชราที่ยิ้มบาง ๆ
“ให้ตายสิ หน้าคุ้น ๆ นะ เหมือนลุงที่เจอที่ร้านของชำเมื่อกี้เลย” แป้งกระซิบ
ฝ้ายหยิบรูปขึ้นดูใกล้ ๆ ขนลุกวูบโดยไร้เหตุผล “หรือจะเป็นบ้านเก่าครอบครัวนั้น…ที่เขาเล่าว่าหายไปหมด”
เนิสหัวเราะแห้ง ๆ “อย่าคิดมากเลย บ้านร้างทุกที่ก็ต้องมีเรื่องเล่าแบบนี้”
คืนนั้น พวกเธอปูเสื่อในห้องโถง นั่งล้อมวงกินข้าวกล่อง เนิสพูดถึงแผนสัมภาษณ์คนในหมู่บ้านพรุ่งนี้ ต้นหลิวกลับไปนั่งจ้องรูปถ่ายบนฝาผนัง เหมือนจมอยู่ในความคิด
เสียงลมหวีดผ่านหน้าต่างไม้แตก ฝ้ายมองไปที่ประตูเหล็กด้านหลังบ้าน เห็นเหมือนเงาบางอย่างเคลื่อนไหววูบหนึ่ง แต่เมื่อเพ่งดู ก็ไม่มีอะไร
ตกดึก ทุกคนแยกย้ายเข้านอน เสียงนาฬิกาเก่าดังติ๊กตอกเป็นจังหวะเดียวในห้อง มันชวนให้รู้สึกเหมือนเวลาหยุดนิ่ง
ฝ้ายสะดุ้งตื่นกลางดึกได้ยินเสียงลากพื้นเบา ๆ จากชั้นบน เธอแอบฟังอยู่นาน เสียงนั้นค่อย ๆ เบาลงและเงียบหายไป แสงไฟฉายที่ต้นหลิววางไว้ข้างตัวเปิดค้าง ฝ้ายลังเลจะลุกไปดูหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ทำเพียงขยับผ้าห่มใกล้ตัวมากขึ้น
เช้าวันใหม่ แสงแดดส่องลอดไม้กระดานมาบนใบหน้าของฝ้าย เธอมองรอบห้อง พบเนิสนั่งเขียนบันทึกอยู่ ต้นหลิวกับแป้งเพิ่งตื่นนอน
“เมื่อคืนใครขึ้นไปชั้นบนหรือเปล่า?” ฝ้ายถาม
แป้งส่ายหน้า เนิสตอบทันที “ไม่มีใครขึ้นเลย ฉันยังนอนไม่หลับ ฟังเสียงฝีเท้าจากข้างบนเหมือนกัน”
ต้นหลิวเงียบไปสักพัก ก่อนพูดเสียงเรียบ “อาจจะเป็นสัตว์”
ทั้งสี่ตกลงกันว่าจะไม่พูดเรื่องนี้ต่อ แต่บรรยากาศในหมู่พวกเธอเริ่มขุ่นมัวขึ้น
ระหว่างที่ออกไปสัมภาษณ์ชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้ ๆ ทุกคนมีท่าทีหลบสายตาเมื่อเห็นพวกเธอ บางคนถึงกับปิดประตูบ้านทันทีที่เห็น แต่ชายชรารูปร่างผอมแกร็นหลังงอคนหนึ่งยืนดูอยู่ที่ปากซอย
เนิสเดินเข้าไปถามเรื่องบ้านหลังนั้น ชายชราไม่ตอบในทีแรก แต่เพียงสบตายาวนาน เขากลับกระซิบเสียงแหบ
“ทุกคนที่เข้าไป…จะไม่ได้กลับออกมาเหมือนเดิม จำไว้”
แววตาของเขาเหมือนปิดตายความลับบางอย่างก่อนจะเดินหายไปในเงามืดข้างบ้าน
แป้งถอนหายใจแรง ๆ “ทำไมทุกคนในหมู่บ้านเหมือนกลัวเรามากกว่าเรื่องบ้านร้างอีก”
ต้นหลิวยืนมองตามร่างชายชรา “หรือพวกเขาจะรู้อะไรที่เราไม่รู้…”
ฝ้ายจดบันทึกทุกอย่างแต่หัวใจเริ่มหวั่นไหวกับบรรยากาศแปลก ๆ เหล่านี้
เย็นวันนั้น ขณะกลับมาที่บ้าน ฝนตกโปรยปราย ห้องโถงอับชื้นมากขึ้น ทุกคนเริ่มพูดน้อยลง ต่างคนต่างเฝ้าสังเกตความผิดปกติเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ข้าวของที่วางไว้เปลี่ยนตำแหน่งเอง รูปถ่ายบนผนังที่เหมือนจะหันหน้ามาทางพวกเธอมากขึ้น
แป้งกระซิบกับฝ้ายขณะเดินขึ้นบันได “เมื่อคืนนี้…ฉันฝันว่าได้ยินเสียงร้องไห้จากห้องใต้หลังคา”
ฝ้ายขนลุกวูบ “ฉันเองก็ได้ยินเสียงเด็กวิ่งบนพื้นไม้เมื่อคืน…”
เนิสได้ยินพอดี รีบพูดแทรก “มันก็แค่เสียงลม หรือสัตว์อะไรสักอย่าง อย่าคิดมาก”
กลางดึกขณะที่ฝนตกหนัก ไฟในบ้านดับลงกะทันหัน ต้นหลิวส่องไฟฉายเดินสำรวจแต่พบว่าประตูหลังบ้านเปิดแง้มอยู่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ล็อกสนิท พวกเธอช่วยกันปิดประตู แต่ระหว่างนั้นได้ยินเสียงขูดไม้เบา ๆ จากใต้ถุนบ้าน
ทั้งสี่คนรวมตัวกันในห้องโถง สอดส่องไปรอบตัวด้วยไฟฉาย ต้นหลิวพูดเสียงต่ำ “เราไม่น่ามานอนที่นี่เลย…”
แป้งกอดเข่า ตัวสั่น “ถ้าพรุ่งนี้เช้าฝนหยุด เรากลับเลยดีไหม ฝ้าย”
ฝ้ายลังเลเล็กน้อยแต่พยายามเข้มแข็ง “ต้องเก็บข้อมูลอีกหน่อย…เราต้องทนอีกคืนเดียว”
คืนนั้นเอง มีเสียงเคาะเบา ๆ ที่ประตูหน้าบ้าน สี่สาวนั่งนิ่งแทบไม่หายใจ เสียงนั้นดังต่อเนื่องสามครั้งแล้วหายไป
เสียงหยดน้ำจากหลังคารั่วดังประสานกับเสียงฝีเท้าบางอย่างที่เดินวนรอบบ้าน สี่คนผลัดกันมองหน้ากันอย่างหวาดระแวง แต่ไม่มีใครกล้าออกไปดู ทุกอย่างกลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง
รุ่งเช้าข้าวของในบ้านเหมือนถูกเคลื่อนย้าย รูปถ่ายบนผนังหายไปหนึ่งใบ ฝ้ายตัดสินใจไปสำรวจห้องใต้หลังคาตามเสียงเมื่อคืน ต้นหลิวกับแป้งลังเลตามขึ้นไป ส่วนเนิสยืนเฝ้าข้างล่าง
ห้องใต้หลังคามืดทึบ ชั้นไม้ถูกปิดตายด้วยฝุ่นและใยแมงมุม ฝ้ายส่องไฟไปเจอสมุดบันทึกเล่มเก่าในกล่องไม้ เมื่อลองเปิดดู ทุกหน้ามีแต่ตัวหนังสือขยุกขยุยกับข้อความซ้ำ ๆ ว่า “อย่าลืมฉัน อย่าทิ้งฉัน”
ต้นหลิวพูดเบา ๆ “ใครกันที่เขียน”
แป้งเหลือบมองประตูห้องใต้หลังคาเหมือนจะได้ยินเสียงหายใจแผ่ว ๆ จากมุมห้อง แต่ไม่มีใครกล้าขยับเข้าไปดู
ขณะที่ทุกคนกำลังจะลงจากห้องใต้หลังคา ประตูชั้นบนก็ดังปึงเหมือนมีคนปิดอย่างแรง เสียงฝีเท้าหนีไปตามทางเดินไม้เก่า ๆ ฝ้ายรีบลงมาด้านล่าง พบว่าเนิสหายตัวไป
เสียงฝนเริ่มตกหนักขึ้นอีกครั้ง สามคนตะโกนเรียกเนิสแต่ไม่มีเสียงตอบรับ พวกเธอแยกย้ายกันค้นหาทั้งในบ้านและรอบนอก แต่ไร้วี่แววของเพื่อน
ฝ้ายเริ่มหวาดกลัวจนเสียงสั่น “เราจะทำยังไงดี…ถ้าเนิสไม่ได้อยู่ในนี้…”
ต้นหลิวกัดฟันแน่น พยายามข่มน้ำตา “ต้องออกไปขอความช่วยเหลือจากหมู่บ้าน”
แต่ประตูบ้านกลับปิดล็อกเองอย่างแน่นหนา ทุกคนพยายามงัดแต่ก็ไร้ผล
สามคนต้องคืนกลับสู่ห้องโถง เงียบงันและกดดัน ความกลัวกัดกินทุกคนอย่างช้า ๆ ฝ้ายมองไปที่สมุดบันทึก เปิดเจอหน้าสุดท้ายซึ่งมีลายมือที่ต่างจากหน้าก่อน ๆ สั้น ๆ ว่า “ฉันยังอยู่ตรงนี้”
แป้งขนลุกวูบ “หรือเนิสจะ…”
ต้นหลิวสั่นศีรษะ “เราแค่คิด…มากไปเอง…”
คืนนั้นเอง ขณะทุกอย่างเงียบสนิท ฝ้ายได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ ข้างหู ราวกับเสียงเด็กผู้หญิงร้องขออะไรบางอย่าง เธอนอนไม่หลับจนเช้า
เช้าวันต่อมา ฝนหยุดตก สามคนเดินออกจากห้องโถงแต่ประตูหลังบ้านยังล็อกแน่น ฝ้ายเห็นรอยเท้าเปียกน้ำเล็ก ๆ พาไปที่ห้องใต้บันได เมื่อลองเปิดประตู พบเนิสนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ในห้องมืด เนิสเงยหน้าขึ้น น้ำตาไหลพราก แต่ไม่พูดอะไร
แป้งเข้าไปกอดเพื่อนแน่น “เกิดอะไรขึ้น เมื่อคืนไปอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
เนิสสั่นศีรษะ น้ำเสียงพร่า “ฉันไม่รู้…เหมือนมีใครลากฉันเข้าไป แล้วเสียงกระซิบ…”
ต้นหลิวเหลือบไปมองกล่องไม้ในห้อง เห็นตุ๊กตาผ้าเก่า ๆ แต่ไม่กล้าแตะต้อง
ฝ้ายพยายามรวบรวมสติ “เราต้องออกจากบ้านนี้ให้ได้”
เสียงเคาะเบา ๆ ดังจากหน้าต่างด้านล่าง สี่คนหันมองหน้ากันด้วยความระแวง
แป้งพูดเสียงเบา “ถ้าเราเผาสมุดบันทึกนั่น ทุกอย่างจะจบไหม”
ต้นหลิวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “แต่ถ้ามันไม่จบล่ะ? ถ้ามีอะไรมากกว่านั้น”
เนิสกอดสมุดแน่น น้ำตายังคลอ “มันบอกให้เราจำ…ถ้าเผา เราจะลืมมันไปจริง ๆ หรือเปล่า”
ฝ้ายตัดสินใจหยิบสมุดไปที่เตาครัว จุดไฟเผาหน้ากระดาษทีละแผ่น กลิ่นไหม้จาง ๆ ลอยไปทั่วห้อง ระหว่างนั้นได้ยินเสียงกระซิบเหมือนเสียงเด็กหญิงร้องไห้กลายเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวน ก่อนจะค่อย ๆ เงียบหายไป
เมื่อตื่นเช้ามืดต่อมา ประตูบ้านเปิดออกได้ พวกเธอเดินออกไปกลางป่าอย่างระแวดระวัง ไม่หันหลังกลับไปมอง สายลมเย็นกรุ่นและแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องลอดต้นไม้ใหญ่ ฝ้ายหันไปสบตาเนิสและเพื่อน ๆ แต่ไม่มีใครพูดอะไร
ขณะเดินห่างบ้านออกมาได้สักระยะ ฝ้ายรู้สึกเหมือนมีใครบางคนเดินตามหลัง ทุกคนหยุดฟังเสียงอย่างเงียบงัน ได้ยินเพียงเสียงลมและใบไม้ร่วง
หลายปีต่อมา บ้านหลังนั้นยังตั้งอยู่ท่ามกลางป่า ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไปอีกเลย บนผนังห้องใต้หลังคายังมีรอยข้อความ—”อย่าลืมฉัน”—จาง ๆ หลงเหลืออยู่ ขณะที่เสียงกระซิบเบา ๆ ยังคงวนเวียนไม่จางหาย…