ฤดูมืดของหัวใจ
ฝนกรุงเทพฯ คืนต้นเดือนพฤษภาคมเทกระหน่ำบนท้องถนน บรรยากาศคละคลุ้งกลิ่นฝุ่นชื้น พีทยืนใต้เพิงรถเมล์ใกล้สี่แยกดินแดง เสื้อเชิ้ตขาวของเขาเปียกโชก แววตาเครียดคล้ายมีบางอย่างหนักอึ้งในใจ มือข้างหนึ่งกำโทรศัพท์แน่น อีกข้างก็ติดนิสัยชอบล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์แสนเก่าตัวเดิม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ไม่ไกลจากนั้น แป้งกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาที่พักฝน เธอผมสั้น ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ท่าทางกระอักกระอ่วน ร่มลายเป็ดเหลืองที่เธอถือหักงอเพราะลมแรง เสื้อคลุมของเธอเลอะน้ำคราบเปื้อนสีน้ำเงินจากกระเป๋าผ้า เธอปรายตามองผู้คนรอบข้างก่อนตัดสินใจแทรกมายืนข้างๆ พีท เธอส่งยิ้มบางๆ พอเคอะเขิน
เสียงฝนตกกับเสียงรถประสานกันในความเงียบ ทั้งสองไม่ได้คุยกัน ทั้งถึงแม้จะเคยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันและเจอกันที่ค่ายอาสาเมื่อสามปีก่อนแต่ไม่เคยเป็นเพื่อนสนิท พีทเหลือบตามองแป้งด้วยสายตาสงสัยปนรู้สึกคุ้นเคย เขาลังเลก่อนพูดเบา ๆ “ร่มเสียเหรอ?”
แป้งพยักหน้าหงึกๆ ยังไม่มีเสียงตอบ ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อนิดหน่อย ไม่กล้าสบตา “ลมมันแรง… ไม่คิดว่าจะพังง่ายแบบนี้” เธอหัวเราะแผ่วเบา
“เมืองนี้มันก็แบบนี้แหละ ฝนตกที่ไร ท่วมทุกที,” พีทพึมพำ กอดอก มองถนน ตาคมส่อแววเหนื่อยล้า “มีธุระที่นี่เหรอ?”
แป้งสาวเท้าขยับเส้นผมที่เปียกติดแก้มออกอย่างเก้อ ๆ เหมือนไม่ถนัดกับความสนใจนั้นนัก “มาส่งงาน แถวนั้นเอง” เธอชี้ไปทางตึกใกล้สี่แยก พูดเหมือนไม่อยากให้บทสนทนายืดยาว
พีทยิ้มบาง ๆ พลางถอนใจ หยิบโทรศัพท์ออกมาดูอีกครั้ง “เราก็… เพิ่งสัมภาษณ์งานเสร็จนะ อย่างกับได้รางวัลปลอบใจเป็นฝนซัด”
แป้งหัวเราะสั้น ๆ “ทุกทีเลยเนอะ พอมีนัดสำคัญฝนต้องตก”
ความเงียบตกลงอีกครั้ง ราวกับช่วงต่อของฝนที่ซัดมา พีทอึกอัก ไม่รู้จะต่อยังไง สายตาสอดส่ายไปบนถนนเบื้องหน้า
“แป้งนึกออกนะว่าเคยเจอกันที่ค่ายปีสาม” แป้งพูดขึ้นเบา ๆ ขณะที่ฝนยังคงกระหน่ำ “แต่เหมือนเวลานั้น เราคงยุ่งกับโลกของตัวเองมากกว่า”
พีทพยักหน้าช้า ๆ “ใช่ แปลกดีที่มาเจอกันตอนนี้”
ฝนค่อย ๆ ซาลง รถเมล์วิ่งสวนผ่านเสียงดังลั่น พีทยืนกระชับกระเป๋าไว้แน่น แป้งหันมามองอดีตเพื่อนร่วมค่ายอีกครั้ง สายตาทีแรกดูเฉยชาแต่กลับมีความเปราะบางบางอย่างอยู่ข้างใน
ฝนหยุดแล้ว ทั้งสองเดินออกจากใต้เพิง พีทยกเป้ขึ้นสะพาย บรรยากาศเปลี่ยนทันที
“ไปทางไหน? จะเดินไปส่ง” พีทถาม กระแสเสียงจริงใจจนน่าประหลาดใจสำหรับเขาเอง
“ถนนข้างตึกโน้นเอง… ขอบคุณนะ แต่เราเดินกลับได้” แป้งปฏิเสธแต่เสียงก็ไม่ได้เด็ดขาดนัก จังหวะเงียบก่อนเธอยอมเดินไปพร้อมพีทอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
ทั้งสองเดินข้ามถนน รถสวนผ่านเสียงดัง ฝ่าแอ่งน้ำและแสงไฟจราจรที่กระพริบ ๆ ความเงียบใกล้เคียงกับสัญญาณไฟแดงตรงหน้า แต่อารมณ์ภายในกลับเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ได้พูด
“พีทสอบติดงานที่ไหนบ้างเหรอ?” แป้งถามหลังจากลังเลอยู่นาน เธออยากรู้มากกว่านี้แต่ก็กลัวว่าคำตอบจะทำให้ทั้งคู่ขยับออกห่าง
“สมัครไปทั่วเลย ยังไม่ได้ซักที่ — จริง ๆ ก็เหนื่อยมาก บางทีก็สงสัยว่าตัวเองเหมาะกับอะไรแน่” พีทยิ้มเศร้า กลอกตาหนี
แป้งฟังเงียบ ๆ ก่อนค่อย ๆ พูด “เราเองก็เหมือนกัน หางานพิเศษ ส่งงานไปหลายที่ — ยังไม่มีใครตอบเลย ชีวิตมัน… เหมือนโดนตั้งคำถามเฉย ๆ”
ทั้งสองหัวเราะเศร้า ๆ มือที่ซุกกระเป๋า และเสียงรองเท้าที่กระทบพื้นเปียกน้ำ ราวกับกำลังฟังเสียงความฝันอันเงียบงัน
“เราว่านะ… บางทีมันอาจจะไม่จำเป็นต้องรีบโตหรอก”
บทสนทนายุติลงด้วยการเดินต่อทั้งที่คำพูดยังติดค้างอยู่ในอากาศ สายลมเย็นลอดผ่านแนวตึกทิ้งรอยชื้นบนหัวใจของพวกเขา
หลังจากค่ำนั้น พวกเขาไม่ได้ติดต่อกันอีกเกือบเดือน แป้งกลับไปโฟกัสกับโปรเจกต์ศิลปะที่เปี่ยมความหวัง แม้เงินจะไม่พอใช้ เธอขายภาพเล็ก ๆ ตามตลาดนัดและอาร์ตมาร์เก็ต ส่วนพีทรับจ็อบเป็นพนักงานดูแลร้านหนังสือเล็ก ๆ ในห้าง ชีวิตเขาเริ่มนิ่งและเหงากว่าเดิม
คืนนั้นเองขณะที่พีทจัดชั้นหนังสือ ลูกค้าคนสุดท้ายเข้ามา — แป้งเดินเข้ามาอย่างเซอร์ ๆ เสื้อเชิ้ตสีซีดที่เปื้อนสีสเปรย์และใบหน้ามีรอยเหนื่อยล้าจากการเดินตลาด เธอกวาดตามองรอบร้านเหมือนหาบางอย่างที่หายไป
“หาอะไรอยู่?” เสียงพีทเบาแต่เต็มไปด้วยความสนใจ
“วาดรูปกลุ่มเด็ก ๆ ในตลาดนัด เพิ่งรู้ว่าชอบบรรยากาศแบบนี้ พอวาดไปก็คิดถึงหนังสืองานวาดของคุณปู่ที่เคยเล่าให้ฟัง… เลยอยากมาหาดูเผื่อมี”
พีทช่วยค้น ท่ามกลางเสียงเพลงคลาสสิกเปิดเบาๆ กับไฟสีส้มหวนใจ ทั้งคู่ยืนคุยสลับเงียบ รู้ตัวอีกทีโลกภายนอกเหมือนหายไป
“วันนี้เหนื่อยมั้ย?” พีทถามขณะหยิบหนังสือออกมาเล่มหนึ่ง ส่งให้แป้ง
“เหนื่อยมาก แต่ใจยังดีอยู่” แป้งยิ้มขอบคุณ สายตาเธออิงแอบไปที่มือของพีทชั่วครู่ เรื่องราวที่ไม่ได้พูดแทรกอยู่ในแววตาคู่นั้น
ทั้งสองชวนกันไปกินข้าวที่ร้านข้าวต้มใกล้ ๆ โต๊ะริมกระจกเปียกฝน พีทหัวเราะเมื่อเห็นแป้งสั่งไข่เจียวสองจานติดกัน เขาแซว “แข่งกับเจ้านายเหรอ?”
แป้งหัวเราะ เลือดฝาดขึ้นที่แก้ม “ก็แค่หิวมั้ง” ทั้งสองสบตากัน จากนั้น말กังวลถูกปล่อยลง
“พีท… ทำไมถึงชอบเรื่องราวเศร้า ๆ ในหนังสือ?”
“ไม่รู้เหมือนกัน เราว่า… คนอ่านมันแล้วเข้าใจว่าบางอย่างก็หายไปจริง ๆ มันเลยซื่อสัตย์ดี”
แป้งนิ่งเงียบ สายตาสะท้อนความกลัวบางอย่างก่อนพูดเบา ๆ “กลัวว่าที่ฝันไว้… มันหายไปโดยที่เราไม่รู้ตัว”
“กลัวเหมือนกัน เลยกลายเป็นคนไม่กล้า… ไม่กล้าหวังไกล” พีทสารภาพ
ความเงียบแผ่กว้างขึ้นมา ทั้งคู่ดูเคร่งขรึมแต่ก็เหมือนจะเข้าใจความเปราะบางในกันและกัน
หลังจากวันนั้น ทั้งคู่เริ่มแชทหาและคุยกันมากขึ้น — แต่เป็นการพูดคุยแบบคนที่ยังอาย และยังมีช่องว่าง พีทชวนแป้งไปร้านหนังสือ แป้งชวนพีทไปเวิร์กช็อปวาดภาพในสวนสาธารณะ ทั้งสองต่างขัดเขินและเงียบงันในบางครั้ง แต่ก็หัวเราะได้ง่ายกว่าก่อน
แต่ความสัมพันธ์ก็เต็มไปด้วยความลังเล ทั้งคู่ต่างหวั่นว่าอีกฝ่ายอาจจะกำลังเดินหายไปในชีวิตของตัวเองอยู่ดี
ในคืนหนึ่ง แป้งโทรหาพีทอย่างไม่ตั้งใจ สีหน้าขมุกขมัวระหว่างความเมาเล็กน้อยกับความเศร้า “เรา… รู้สึกเหมือนวาดรูปแล้วไม่มีใครเห็นค่า ทุกอย่างที่พยายามมันไม่มีความหมายเลย”
พีทลังเลสักพักก่อนตอบ “เราก็กลัวจะไม่มีใครเห็นเหมือนกัน กลัวทุกอย่างไร้ค่ามาก”
บทสนทนาเงียบขรึม ทั้งสองสบตากันว่างเปล่าผ่านสายโทรศัพท์ ราวกับทั้งหมดอยู่ไกลเกินเอื้อมถึง
หลังจากคืนนั้น แป้งห่างหายไป พีทเงียบไปอย่างไม่ตั้งใจ ไม่มีใครรู้ว่าระหว่างตารางงานกวนใจและความรับผิดชอบในบ้าน แป้งเริ่มรู้สึกหมดแรง เธอต้องหาเงินช่วยแม่ ราวกับความฝันโดนเหยียบซ้ำพัง
วันเวลาผ่าน พีทพยายามทักแต่ไม่ได้รับการตอบจากแป้ง เขารู้สึกเหงาและผิดที่ไม่กล้าบอกความรู้สึกตัวเองแรง ๆ กว่านั้น ทุกอย่างกลายเป็นความอึดอัดซ่อนลึก
กระทั่งวันหนึ่ง สาวใส่เครื่องแบบแม่บ้านโผล่มาที่ร้านหนังสือ พร้อมถุงของขวัญเล็ก ๆ แป้งเดินเข้ามา สีหน้าเหนื่อยล้าแต่ตาไม่ลดแสงความหวัง เธอยื่นรูปวาดให้พีท — เป็นรูปของโต๊ะหนังสือที่เขาชอบนั่งอยู่หลังเลิกงาน
“เราคิดถึงตรงนี้” แป้งพูดเบา ๆ “แต่ก็กลัวมาก ว่าถ้ามา… จะไม่มีที่ให้ยืนอีกแล้ว”
พีทรับรูปไว้ เงียบไปนานก่อนตอบ “เราก็กลัวเหมือนกัน กลัวเสียคนที่ตัวเองรู้สึกด้วยมากๆ เพราะคิดว่าตัวเองไม่ดีพอสำหรับเขา”
แป้งหัวเราะไห้ ดวงตาคลอด้วยหยดน้ำ “พีทรู้มั้ย… เราว่าเราอยากเดินไปข้าง ๆ กับบางคนที่ไม่สมบูรณ์ด้วยซ้ำ”
บทสนทนายืดออกด้วยเสียงหัวเราะและน้ำตาปะปน เงียบจนน่าอึดอัดสลับกับคำพูดเบา ๆ ที่เผยความกลัวและความหวังของทั้งคู่
หลังคืนวันนั้น พีทกับแป้งเริ่มกลับมาติดต่อกันมากขึ้น แต่ความสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องง่าย วันหนึ่งความฝันของแป้งชนกับความคาดหวังของครอบครัว เธอจำเป็นต้องลาออกจากงงานพิเศษหันไปช่วยกิจการที่บ้าน ต้องทิ้งภาพฝันไว้ชั่วคราว
พีทพยายามยืนข้างแป้งในวันที่ชีวิตเธอไม่ง่าย เขาชวนออกไปเดินเล่นในวันที่เหนื่อยล้า ไปนั่งริมแม่น้ำดูแสงไฟหลอดนีออนโยนเงาหยักบนผิวน้ำ เงียบกันอีกครั้ง
“วันนี้มันแย่หน่อย” แป้งสารภาพทั้งน้ำเสียงมึนงงและหมดหวัง
“เราไม่รู้จะพูดอะไรนอกจาก… อยู่ตรงนี้แหละนะ” พีทเอื้อมมือแตะหลังมือเบา ๆ
เวลาช่วงนั้นเป็นเหมือนรอยต่อของความใกล้และความห่างใจ ต่างคนไม่กล้าสารภาพความรู้สึกแต่ก็ไม่ยอมจากไป
จู่ ๆ โลกของพีทก็สั่นคลอน มีโทรศัพท์จากบริษัทใหญ่ดูแลกิจกรรมศิลปะ โทรเรียกเขาไปสัมภาษณ์เป็นทีมจัดนิทรรศการในต่างจังหวัด โอกาสเดียวในรอบปี และเป็นความฝันที่เขาเคยวาดฝันไว้นาน
พีทสับสน เขาอยากคว้าโอกาสแต่รู้ว่าต้องหายไปจากชีวิตแป้ง อารมณ์ขุ่นมัว ทันทีที่บอกความในใจกับแป้ง เธอนิ่ง เงียบอยู่นานก่อนพูดเสียงสั่น “เราดีใจกับพีท… แต่ก็กลัวเหลือเกิน”
“เราก็กลัวเหมือนกัน” พีทตอบ ซ่อนน้ำเสียงสั่นไหวไว้ พวกเขานั่งฟังเสียงลมริมแม่น้ำอย่างที่เคยแต่หัวใจเต็มไปด้วยความร้าวราน
คืนวันก่อนพีทเดินทางไปสัมภาษณ์ ทั้งสองเจอกันที่สวนสาธารณะ เขาเอารูปวาดเก่า ๆ ของแป้งที่เคยเก็บไว้มาคืน “เธอควรเก็บมันมากกว่าเรา”
“เราให้นายแล้ว… มันคือช่วงเวลาของเราจริง ๆ” แป้งพูดเสียงอ่อนโยน ตาแดง ๆ ราวกับจะอธิบายความพลัดพรากผ่านงานศิลปะ
ทั้งคู่ยืนเงียบจนน้ำค้างเกาะผมแล้วแสงไฟท้องถนนสาดสะท้อนความหวังที่คลุมเงาแห่งความกลัว
วันเดินทางมาถึง พีทหยิบรูปวาดใส่เป้ พร้อมสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง เขามองรอบ ๆ เมืองเก่าด้วยสายตาหนักแน่นขึ้นเมื่อคิดถึงสิ่งที่ปล่อยผ่านไปไม่ได้
“เราจะไป… แล้วจะกลับมา” เขาพิมพ์ข้อความส่งแป้ง ก่อนปิดโทรศัพท์
สองปีผ่านไป พีทประสบความสำเร็จในงานนิทรรศการ — แต่ในเมืองเดิมแป้งยังวุ่นวายกับชีวิต ช่วยกิจการครอบครัวและเริ่มกลับมาวาดรูปอีกครั้ง วันหนึ่งหลังตลาดวาย เธอได้รับโปสการ์ดลายเส้นคุ้นเคยจากเมืองเหนือ ตัวอักษรเขียนด้วยลายมือแข็ง ๆ “เราคิดถึงโต๊ะหนังสือเธอมากกว่าเมืองทั้งเมือง”
รุ่งเช้าวันถัดมา แป้งนั่งรถบัสออกจากตลาด เดินทางไกลขึ้นเหนือ สุดท้ายพวกเขาได้เจอกันที่ริมแม่น้ำในเมืองเล็ก ๆ ท่ามกลางลมฤดูร้อน
ไม่มีคำพูดหวานซึ้ง แค่เสียงหัวเราะสองคนดังแข่งกับเสียงน้ำไหล แป้งจับมือพีทแน่นเมื่อได้พบกันอีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มเศร้า ๆ ของคนเติบโตผ่านรอยแผล และพร้อมจะเดินไปข้าง ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนของชีวิต