แสงสุดท้ายของดาวเหนือ
ไฟสีส้มจางในหอพักชาย “ฟ้าสาง” ส่องแสงเงาไหวกระทบกำแพง จากการเล่นไพ่ใต้แสงไฟ ที่นั่งล้อมวงบนพื้นไม้เก่า ๆ มีเสียงหัวเราะดังแทรกท่ามกลางความเงียบงันของหมู่บ้านบนภูเขาอันโดดเดี่ยวเหนือยอดสน คืนนี้อากาศเย็นกว่าเดิม ลมหอบกลิ่นดินชื้นเจือกลิ่นสนขึ้นมาแตะจมูก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มึงได้ยินไหม” สกล พูดเสียงต่ำ เม็ดเหงื่อเกาะที่ขมับข้างขวา แม้อากาศจะเย็น “เสียงเดินนี่มันไม่ใช่แค่เราแล้วนะ…”
อานนท์เงี่ยหู ฟังเสียงฝีเท้าแผ่ว เสียงเนิบเนิบนั้นเหมือนไหลมาตามไม้ตามผนังราวกับสัมผัสได้ ตัวเขาเย็นวาบ เขาเหลือบมองเพื่อนในวง ทุกคนชะงัก ราเมศร์หัวเราะผ่านไปก่อนลูบผมตัวเอง “นอนเถอะ กูว่า ฝันไปกันใหญ่ละ”
คืนนั้น หลังฟ้าเงียบสนิท อานนท์นอนกระสับกระส่าย กลิ้งตัวไปมาแว่วเสียงกระซิบดังก้องในหู “อย่าหันไป…” เขาค่อย ๆ ลืมตามองเพดาน พบแต่เงาเคลื่อนไหววูบวาบเล็กน้อย จังหวะหัวใจเขาเต้นแรงขึ้น
รุ่งเช้า ขณะเดินลัดเลาะทางขึ้นโรงเรียน อานนท์กับสกลมองหน้ากัน เคยบอกจะไม่พูดเรื่องเมื่อคืนอีก แต่ความไม่แน่นอนติดค้างในหัวใจของอานนท์ ภาพเงาคืบคลานยังไม่จางหาย ทุกคนเดินฝ่าหมอกบาง ๆ ไปโรงเรียนประจำหมู่บ้าน พร้อมเสียงซุบซิบเรื่องข่าวลือเสียงปริศนายามค่ำ
ในห้องเรียน อานนท์จ้องออกนอกหน้าต่าง ความคิดวนอยู่กับเสียงเมื่อคืน ครูนิศารามองผ่าน ๆ ยิ้มแปลก “อานนท์ เป็นอะไร หน้าไม่สู้ดีเลย”
“นอนไม่ค่อยหลับครับ” เขาพูดเบา ๆ หลีกเลี่ยงไม่พูดถึงเรื่องเหนือธรรมชาติ เพื่อนข้าง ๆ แซวเบา ๆ “แอบเล่นไพ่จนดึกละสิ” อานนท์ยิ้มขม ๆ
เย็นวันเดียวกัน ขณะกินข้าวในโรงอาหาร หอพักฝั่งเด็กหญิงเดินสวนมา สายตาแพรว เพื่อนเก่าอานนท์จากกรุงเทพฯ มองมาอย่างแปลกใจ ก่อนจะเดินเข้าใกล้
“คืนนี้ว่างไหม พี่มีอะไรอยากเล่า”
อานนท์ลังเลแต่พยักหน้า ก่อนที่แพรวจะผลักกล่องนมให้ขำ ๆ “เผื่อคืนนี้จะนอนง่ายขึ้น” เขายิ้มตอบรับ แต่ในใจกลับผสมน้ำเสียงระแวงไม่จางหาย
ค่ำวันเดียวกัน ในหอพัก ฟ้ากำลังมืด หัวหน้าหอพักเดินตรวจ วางกฎเข้มงวดว่าคืนนี้ห้ามใครออกนอกเขตหลังสามทุ่มเด็ดขาด ราเมศร์ตกใจ “เคยออกตั้งหลายครั้ง ไม่เห็นเป็นไร…”
เสียงประตูหอปิดสนิท ทุกคนมองหน้ากันเงียบ ๆ ตะเกียงน้ำมันวางบนโต๊ะกระจก สกลสบตาอานนท์แล้วกระซิบ “คืนนี้…อยู่ด้วยกันนะ กูว่ามันไม่ปกติ”
ดึกสงัด เกิดเสียงฝีเท้าแปลกอีกครั้ง คราวนี้ดังชัดใกล้ขึ้น ราเมศร์ขยับตัวม้วนผ้าห่มแน่น อานนท์รวบรวมความกล้าเดินไปเปิดหน้าต่างแง้ม กลิ่นอายหมอกสนเข้ามากระทบใบหน้า
พลันนั้นเอง มีเงาดำวูบผ่านท่ามกลางม่านหมอก ขาเรียวบางเดินตัดสนามดินหน้าหอไป มันไม่ควรจะมีใครอยู่ตรงนั้นในยามนี้ เสียงหวีดร้องเฉียบพลันดังจากชายป่าด้านล่าง ทุกคนสะดุ้ง
เช้าวันใหม่ ข่าวลือลุกลาม ว่ามีเด็กหญิงหายตัวไปจากหอพักฝั่งหญิงเมื่อคืน แพรวเดินตัวสั่นเข้ามาหาอานนท์ กำมือแน่น น้ำตาคลอ
“ฟ้า…หายไป ไม่มีใครเจอ”
บรรยากาศโรงเรียนหนักอึ้ง มีการรวมกลุ่ม ไอ้ก้องเด็กปีเดียวกันคุยเสียงดัง “นี่มันเรื่องของคำสาปละมั๊ง กูได้ยินผู้ใหญ่คุยกันว่า ทุก ๆ 13 ปีจะมีเด็กหอหายตัว…”
อานนท์หันไปสบตาแพรว เธอสะเทือนใจแต่พยายามเก็บอาการ สกลกลืนน้ำลาย “เราจะนั่งรอจนถึงตาเรางี้เหรอ” ราเมศร์กระซิบถามน้ำเสียงสั่นเครือ
ในห้องสมุดของหมู่บ้าน อานนท์, สกล และแพรวนั่งร่วมโต๊ะ เอานิ้วชี้สืบค้นหนังสือเก่า ๆ ที่เกี่ยวกับตำนานหมู่บ้าน ป้าสิตาผู้บรรณารักษ์วัยกลางคนเดินมาในความเงียบ ดวงตาสีหม่นมองพวกเขา “อย่าไปขุดเรื่องที่ทำให้ใครบางคนยังเศร้าอยู่เลยลูก…”
แพรวยกมือสั่นเปิดหน้าหนังสือโบราณ เจอภาพลายเส้นเด็กหนุ่มหญิงยืนบนผา เหมือนกับบริเวณหอพักของพวกเขา เธอกระซิบ “ตำนานดาวเหนือ หมู่บ้านนี้รอดเพราะสังเวย…”
ครูนิศารามองผ่านกระจกเข้ามา “ถ้าใครเจออะไรผิดปกติ มาบอกครูได้เสมอนะ อย่าไปเสี่ยงเอง…” คำเตือนให้บรรยากาศหนักขึ้น ซ้ำเติมความกลัวของอานนท์ และเพื่อน ๆ
ทุกคนกลับหอพักคืนวันนั้นอย่างเงียบงัน ภายในห้อง อานนท์นั่งมองมือของตัวเอง สกลพูดเบา ๆ “ถ้ามีทางหยุดคำสาปนี้…มึงกล้าทำไหม”
ราเมศร์ถอนใจหนัก ๆ “กูไม่อยากหายไป ไม่มีใครอยาก กลัวว่าพ่อแม่จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามึงสาบสูญหรือเปล่า…” ราเมศร์เสียงสั่นชัดมากจนใครก็สัมผัสได้
แพรวส่งข้อความมากลางดึก “พบเบาะแสบางอย่าง ใต้เรือนโรงอาหารเก่า มีถ้ำซ่อนอยู่ พรุ่งนี้เจอกันตรงนั้น 6 โมงเช้า…อย่าบอกใคร” อานนท์ชั่งใจ แต่กลับรู้สึกถึงความเร่งรัดที่ประหลาด
เช้าตรู่ หมอกแน่นทั่วหมู่บ้าน อานนท์กับสกลเดินอย่างเงียบ ๆ สบตากันแวบหนึ่ง ต่างคนต่างกลัวแพ้ความอยากรู้ ราเมศร์ตามมาทันสามแยกหน้า อานนท์ทำหน้ากังวลแต่พยักหน้ากับเพื่อนทั้งสองอย่างปลงใจ
ใต้โรงอาหารเก่า กลุ่มทั้งสี่เดินดูอย่างละเอียด ยันพื้นไม้แล้วพบช่องทางลับเล็ก ๆ เดินนำเข้าไป ข้างในเป็นถ้ำเล็ก ๆ กลิ่นชื้นปะปนกับอากาศเย็น เดินลึกเข้าไป พบกำแพงหินมีสลักลายคล้ายกับภาพในหนังสือโบราณที่แพรวจดไว้
ทุกคนจ้องภาพนั้นนิ่ง ไม่มีใครกล้าเอื้อนเอ่ย สกลหายใจถี่ เจอเศษผ้าขาดเล็ก ๆ เคลือบด้วยคราบดำสลัว ราเมศร์กระซิบ “นี่มันชุดยูนิฟอร์มห้องรวมฝั่งเด็กหญิงนะ…”
ความหวาดกลัวลามถึงจุดแตก อานนท์ทนไม่ได้ ทุ่มถามเสียงดัง “ถ้าเรารู้ว่า การหายไปแต่ละคนคือการสังเวยคำสาปของหมู่บ้านจริง ๆ พวกเราจะช่วยกันได้ไหม? หรือเราต้องหนีเหมือนทุกคน” ไม่มีใครกล้าตอบทันที
สายวันเดียวกัน เสียงไซเรนตำรวจดังเป็นระยะ ๆ เกิดกลุ่มผู้ใหญ่ประชุมลับ ทุกคนสังเกตเห็นผู้ใหญ่บ้านใบหน้าเคร่งเครียด เด็ก ๆ มองตากันอย่างระแวงร้าวรานภายในใจ
คืนต่อมา หมอกหนาตัวขึ้นจนแทบมองไม่เห็นแสงเดือน อานนท์ยืนอยู่ที่ระเบียง ร่างของแพรวปรากฏเดินเคียงข้าง ถอนหายใจก่อนพูดเบา ๆ “ตอนแรกคิดจะหนี แต่ตอนนี้…อยากสู้กับมัน พี่เหนื่อยมานานแล้วที่ต้องกลัวสิ่งที่ไม่รู้”
อานนท์เงียบอยู่นาน มุมปากสั่น เท้าแตะพื้นแน่น “ถ้าเราแพ้มัน ก็แปลว่าความกลัวชนะ ถ้าวันนี้พี่หายไป…อย่าปล่อยให้มันจบแค่นี้นะ” ความเศร้าทำให้มือทั้งสองแตะกันเบา ๆ
กลางดึก ทั้งหอพักดังก้องด้วยเสียงหวีดสุดท้าย เหมือนทุกอย่างหยุดนิ่ง สิ่งลึกลับเคลื่อนตัวรวดเร็วในความมืด ร่างหนึ่งถูกดึงหายไปในม่านสน หนุ่ม ๆ รีบกรูกันวิ่งออกมา สกลน้ำตาร่วง ราเมศร์เบิกตากว้าง เหงื่อเต็มตัว “แพรวยังอยู่!”
แต่ในหัวใจอานนท์ เขารู้ว่าแพรวเลือกเผชิญหน้า เขาวิ่งออกจากหอพัก ใจเต้นแรง มุ่งหน้าสู่ปลายผาหิน ชายป่าทางเดียวกับที่เห็นเงาคืนนั้น
ในความมืด ก้อนหมอกหมุนวน เงาดำปรากฏบนขอบผา อานนท์หยุดชะงัก น้ำตาคลอ “พอเถอะ! อย่าพาใครไปอีกเลย!” เสียงเขาแตกพร่า เงาดำนั้นเริ่มชะงัก มีแสงเรืองรองเหนือยอดผา เหมือนดาวตกส่องทะลุความมืดมิด
อานนท์เดินเข้าไปใกล้ กลัวแต่ยังฝืนขา ภาพเด็กที่หายไป ปรากฏในความมืด ทุกสายตาจับจ้อง อานนท์พูดเสียงสั่น “ขอโทษ…ที่ผ่านมาเรากลัวแต่เรื่องตัวเอง เราลืมคิดถึงใจของคนอื่น พวกเขาทุกคน…กลัวเหมือนกัน”
แพรวปรากฏร่างในหมอก หมดแรงซบพื้น อานนท์เข้าไปกอดไว้ สกลกับราเมศร์รีบเข้าประคอง กลุ่มเพื่อนร้องไห้ปนโล่งใจ เงาดำค่อย ๆ เลือนหาย แสงรุ่งสาดใส่ผา ตะวันเริ่มขึ้น
หมู่บ้านบนภูเขาอุ่นขึ้นด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ของเด็ก ๆ ผู้ใหญ่บ้านกับครูนิศาระเดินเข้ามา ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่แพรวจะกล่าว “ถ้าตำนานจะจบได้ ควรเป็นเมื่อตัวเรากล้าพูดความกลัว”
อานนท์สบตาเธอ แล้วเผยรอยยิ้มแรกในรอบหลายวัน สกลหัวเราะทั้งน้ำตา ราเมศร์โอบไหล่ทุกคนไว้
สุดท้าย เด็ก ๆ ตั้งกลุ่มเล่านิทานให้เพื่อนน้อง ๆ ฟังแทนตำนานเก่า หมอกจาง ท้องฟ้าใส เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ลอยขึ้นเหนือยอดสน หมู่บ้านบนภูเขาตื่นจากฝันร้าย ต้อนรับยามเช้าด้วยแสงเหนือที่อบอุ่นมากกว่าทุกวัน