เสียงเพรียกแห่งเหมันต์
เสียงลมเย็นจัดพัดผ่านหิมะที่ปกคลุมหมู่บ้านอิชิระ อากาศขาวโพลนจนแทบมองอะไรไม่เห็น มีเพียงกระท่อมไม้เก่าแก่ที่ตั้งเรียงรายอย่างสงัด ปาล์ม หนุ่มวัย 16 ปี สวมเสื้อกันหนาวขาดจนเห็นรอยเย็บ กำลังเข็นประตูไม้เก่าที่ยามค่ำคืนดังเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่มีใครเปิดเข้าออก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เขามองสู่ความมืด พลางถอนใจยาว ตั้งแต่พ่อเสียไป หมู่บ้านนี้ดูไร้ชีวิตชีวาไปถนัด แสงจากเปลวไฟในเตากลางบ้านสะท้อนใบหน้าเรียบเฉยของเขา
ปู่วัยชราเจ้าของร้านขายของชำเดินเข้ามาหยิบขวดเหล้าขาวที่ซ่อนอยู่หลังตู้ ปาล์มหันหน้าหนี กลิ่นอายความเศร้าปะปนเข้ากับกลิ่นเหล้าและควันฟืนในบ้าน
ในความเงียบงัน มีเพียงลมหายใจหนัก ๆ ของแม่ที่กำลังเย็บผ้า กับเสียงหวีดแผ่ว ๆ จากน้องสาวตัวเล็กผู้ยังคงฝันร้ายทุกคืน
ทันใดนั้น เสียงดังคล้ายมีบางอย่างขูดกับหน้าต่าง ปาล์มหยุดนิ่ง ฟังอย่างระวัง
“ได้ยินไหมปาล์ม?” แม่เงยหน้าถามด้วยดวงตาร้าวราน
“ผมแค่หูแว่ว…” เด็กหนุ่มตอบสั้น ๆ แต่ท่าทางไม่มั่นคง ก่อนจะลุกไปปิดหน้าต่างแน่นขึ้น
น้องสาววิ่งมากอดแขนพี่ ใบหน้าซีดขาว “คืนนี้มันกำลังจะมาหรือเปล่า?”
ปาล์มหันไปปลอบ “ไม่มีอะไร แค่ลม” แม้คำพูดนั้นจะสั่นเครือ
แม่แตะบ่าลูกเบา ๆ “ถ้ามีอะไรแปลก ๆ คืนนี้ห้ามออกจากบ้าน เข้าใจไหม?”
ปาล์มพยักหน้า ทว่าในใจยังตีบตันด้วยความสงสัยและโกรธเคือง เขายังฝังใจในคำพูดก่อนจากของพ่อ ว่า ‘เสียงเพรียกจะนำไปสู่ความจริง’
คืนนั้นเอง เขาฝันเห็นเงาคนยืนนิ่งนอกหน้าต่าง มีเสียงกระซิบว่า “กลับมาหาเรา ปาล์ม… มาหาความจริง”
เช้าวันต่อมา หมู่บ้านยังเงียบสงัด หิมะตกหนักจนชายวัยกลางคนจากบ้านข้าง ๆ เดินเข้ามาหาแม่ปาล์มด้วยท่าทางกังวล
“เห็นใครเดินออกไปข้างนอกเมื่อคืนไหม?” เขาถามเสียงต่ำ
แม่ส่ายหน้า “ไม่มีใคร นอกจากเด็ก ๆ อยู่กันในบ้าน”
น้องสาวเดินตามหลังแม่มา “เมื่อคืนฝันเห็นพ่อด้วย…”
แม่ชะงัก “ชู่ว์… อย่าเอ่ยเรื่องนี้อีก”
ปาล์มได้แต่นิ่งเงียบ มองท่าทีหลบตาของแม่ พุ่งชนกับความไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่ปิดบัง
ตกเย็น ปาล์มกลับบ้านพร้อมเศษไม้จากป่า ระหว่างทางเขาเห็นรอยเท้าขนาดใหญ่ครึ่งจมในหิมะ ลากยาวเข้าไปในแนวต้นสน เขานิ่งค้าง สูดหายใจเข้าลึกและเดินตามรอยไปอย่างระวัง
ไม่นานนัก เขาพบสร้อยคอของพ่อฝังอยู่ในหิมะข้างรอยเท้า ปาล์มหัวใจเต้นระรัว รีบก้มเก็บไว้ในกำมือแน่น
กลางดึก ปาล์มตื่นจากเสียงเดิม คราวนี้มันใกล้กว่าเดิม และมีเสียงใบไม้กรอบแกรบใต้หน้าต่าง เขาค่อย ๆ แง้มม่านมอง เห็นเงาตะคุ่ม ๆ ผ่านไปใต้ต้นสนใหญ่
ปาล์มลังเล ระหว่างวิ่งไปปลุกแม่กับยืนมองอยู่ เขาเลือกยืนอยู่กับที่จนเสียงนั้นเงียบหายไป
เช้าวันใหม่ แม่เฝ้ามองปาล์มตักน้ำในลำธารที่เริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง ใบหน้าเด็กมีความเคร่งเครียดกว่าปกติ แม่ถาม “มีอะไรในใจลูก บอกแม่ได้นะ”
ปาล์มชะงักไปเล็กน้อย “พ่อ… เขารู้ความจริงของหมู่บ้านใช่ไหม?”
แม่ไม่ตอบทันที น้ำเสียงล่วงล้ำ “จงอย่าไปยุ่งกับความลับของคนตาย”
แต่ปาล์มตัดสินใจถามต่อ “แม่กลัวอะไร?”
หญิงสูงวัยถอนใจ หันหนีไม่สบตา “แม่ต้องการปกป้องพวกเรา”
ปาล์มนิ่ง แล้วจู่ ๆ เขาตะโกน “แต่แม่ก็ปกป้องพ่อไม่ได้เหมือนกัน!”
เสียงสะท้อนนั้นทำให้แม่นิ่งงัน สายตาสั่นไหวจ้องเข้าตาของปาล์ม น้ำตาเอ่อคลอ
คืนนั้น ทั้งบ้านอบอวลด้วยเงาอดีต ปาล์มนอนไม่ลง แมวป่าแว่วร้องไกล ๆ เขานั่งปลุกใจตัวเองหน้าต่างกลางแสงจันทร์ เลื่อนมือแตะสร้อยคอของพ่อที่เก็บมาซุกอกไว้อย่างหวงแหน
ด้านนอกหมอกขาวเคลื่อนตัวปกคลุมบ้านทั้งหลัง เสียงเพรียกเจือสะท้อนเย็นยะเยือก ปาล์มคล้ายถูกดึงดูดออกไปอีกครั้ง
น้องสาวแอบย่องมากุมมือพี่แน่น “อย่าออกไปนะ หนูกลัว…”
ปาล์มก้มมองน้อง ถอนหายใจ และนั่งลงข้าง ๆ สองพี่น้องกอดกันแน่น พยายามข่มตาหลับในค่ำคืนนั้น
รุ่งเช้า หิมะหนาขึ้น รอยเท้าเมื่อคืนหายไป เหลือแต่เศษเถ้าดำและกิ่งไม้หักเป็นทิศทางลึกเข้าไปในป่า ปาล์มเดินสวนกับแม่ที่มองตามอย่างกังวล
ที่ชายป่า เขาพบดินที่มีรอยถูกขุดเปิด ฝังเศษกระดูกเล็ก ๆ และเศษเสื้อของพ่อ ปาล์มย่อตัวลงคุกเข่า น้ำตารื้นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เสียงกระซิบดังขึ้นจากเงาไม้ “มาเผชิญหน้าความกลัวของเจ้าเอง…”
ปาล์มหันควับไป เห็นเงาร่างโปร่งใสซ้อนกันเป็นภาพพ่อยืนอยู่ สายตานั้นอบอุ่นแต่เจือความเสียใจ
เขาเอื้อมมือออกไปแตะ แต่สัมผัสได้เพียงอากาศเย็นจัด
“ทำไมพ่อทิ้งเราไป?” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงสั่น
“เราไม่เคยทิ้งลูก พ่อถูกพราก…” วิญญาณกระซิบ ก่อนจะค่อย ๆ จางหายไปกับหมอก
ปาล์มทรุดตัวร้องไห้ ท่ามกลางสายลมเยือกเย็น
คืนนั้น เขาเล่าเรื่องทั้งหมดให้น้องสาวฟัง เธอพูดเสียงเบา “ถ้าพ่อยังอยู่ เขาอยากให้เรารอดหรืออยากให้เรารู้ความจริง?”
ปาล์มนิ่ง ครุ่นคิดกับตัวเอง เขารู้ว่าเป้าหมายในใจเริ่มเปลี่ยนแปลง บางทีสิ่งที่ต้องสู้ไม่ใช่อดีต แต่คือความหวาดกลัวภายในใจตัวเอง
หลายวันต่อมา เสียงเพรียกในหิมะยังคงดังทุกคืน แต่ปาล์มเริ่มไม่หวาดกลัว เขาเดินออกไปกลางหมอก ไปที่ลานน้ำแข็งที่พ่อเคยพาไปตอนเด็ก ๆ
กลางลาน เขาเจอเด็กชายลึกลับคนหนึ่งในชุดขาดรุ่งริ่ง เด็กคนนั้นจ้องกลับมา “นายได้ยินเสียงเหมือนกันใช่ไหม?”
ปาล์มผงะ “นายเป็นใคร?”
“เราก็แค่ใครบางคนที่กลัว ไม่ต่างจากนาย” เด็กชายยิ้มเจื่อน ๆ พลางเหลียวไปยังปลายป่า
“นายอยากลืมหรืออยากรู้อะไรอยู่กันแน่?” เด็กชายย้อนถาม
ปาล์มเงียบคิด สายตาทอประกายงุนงง ก่อนจะพูดเบา ๆ “บางที เราไม่จำเป็นต้องเลือกก็ได้…”
ทั้งสองนั่งเงียบไป พายุหิมะเริ่มโหมกระหน่ำ ต่างฝ่ายต่างฟังเสียงลมหมุนวน
หลังจากวันนั้น ปาล์มเริ่มพูดคุยกับแม่มากขึ้น แม้บรรยากาศยังเย็นชา แต่เริ่มมีช่องว่างสำหรับความหวัง แม่รินน้ำชาอุ่น ๆ ให้ พลางแตะมือลูกแน่น
“แม่ผิดเองที่ปิดบัง…” เสียงเธอสั่นไหว “แต่แม่ก็แค่กลัวจะเสียพวกเธอไปอีก”
ปาล์มกุมมือแม่ไว้แน่น “ผมก็กลัวเหมือนกัน”
สายลมเริ่มพัดแรงขึ้น จู่ ๆ มีเสียงเคาะที่ประตูบ้าน ทุกคนชะงัก แม่เดินไปเปิด พบชายแปลกหน้าผิวคล้ำในเสื้อโค้ทยาวยืนอยู่ พลางชำเลืองมองเข้ามาในบ้าน
“มีใครได้ยินเสียงเพรียกบ้างไหม?” ชายคนนั้นถาม น้ำเสียงแห้งแล้ง
ปาล์มสบตาแม่ สัญชาตญาณบอกให้ระวัง
แม่เจรจา “ไม่มี…เราสงบดี”
ชายแปลกหน้าค่อย ๆ ยิ้มเย็น ก่อนเดินจากไป ทิ้งรอยเท้าใหม่ในหิมะ
คืนนั้น เสียงเพรียกดังหนักกว่าทุกคืน ปาล์มหายใจลึก ลุกจากที่นอน เดินตามเสียงออกไปจนถึงขอบป่าท่ามกลางความมืด
เงาร่างโปร่งบางของพ่อและชายแปลกหน้าปรากฏขึ้น พ่อจ้องตาปาล์ม “นายต้องตัดสินใจว่าจะเก็บอดีตหรือเดินต่อ”
ชายแปลกหน้ากระซิบ “ถ้าเลือกอดีต นายจะติดอยู่ในหนาวนี้ตลอดไป”
ปาล์มนิ่งงัน เลือกหันหลังให้เงาทั้งสอง กลับเข้าบ้าน เขาหยุดยืนกลางห้อง และเอ่ยขึ้น “ผมอยากเริ่มใหม่กับแม่กับน้องมากกว่า”
วิญญาณสลายไปในลมหนาว ปาล์มกอดน้องสาวไว้แน่น แม่เข้ามากอดทั้งคู่ น้ำตาไหลเงียบงัน
รุ่งเช้า แสงแดดแรกของฤดูใบไม้ผลิส่องเข้ามาทางหน้าต่าง อากาศเริ่มอบอุ่น หมู่บ้านค่อย ๆ กลับมามีเสียงหัวเราะ
ปาล์มยืนริมหน้าต่าง ยิ้มเศร้า ๆ พลางกำสร้อยของพ่อแน่นในมือ รู้ว่าชีวิตยังคงมีเสียงเพรียกในอดีต แต่เขาเลือกจะเผชิญหน้ากับความกลัว และก้าวสู่วันใหม่พร้อมทั้งครอบครัว