แสงสุดท้ายที่สถานี 7
ระบบไฟกะพริบ พื้นที่โถงกลางของสถานี 7 เงียบงัน เมษา ขยับตัวอย่างระวังหลังได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังปะทะกรอบประตูเหล็ก พ่อของเธอ กรวิทย์ ยืนอยู่สุดทางเดิน มือจับปืนฉุกเฉินแน่นแต่ดวงตาเต็มไปด้วยความระแวงและอ่อนล้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อย่าเข้าใกล้” กรวิทย์พูดเสียงเบา “ตรงมุมนั้น…มีบางอย่างผิดปกติ”
เมษาขบกราม หัวใจเธอเต้นแรงแต่ไม่ยอมถอย ทั้งสองสบตากัน ความกลัวปะปนกับสิ่งที่ค้างคาในใจมาตั้งแต่ก่อนออกเดินทางถึงที่นี่—ปีที่แล้วแม่ตายด้วยอุบัติเหตุที่ยังไม่มีใครเข้าใจ และเธอเพิ่งย้ายมาอยู่กับพ่อหลังจากห่างกันเกือบสิบปี
เสียงติ๊กๆ ของระบบประกาศแผ่วเบาดังขึ้น “แจ้งเตือน: พลังงานสำรองลดลง 21%” เมษากวาดตามองรอบตัว มองภาพสะท้อนของตัวเองบนผนังโลหะ สายตานั้นอ่อนเยาว์แต่ดื้อรั้น เธอสูดหายใจลึกแล้วเดินต่อ
“ถ้าเหนื่อยก็กลับไปข้างใน เจออะไรเดี๋ยวพ่อจัดการเอง” กรวิทย์เอ่ยติดประชด แม้เสียงจะเย็นชาแต่แวววิตกในดวงตาไม่ปิดบัง
“ที่นี่ไม่ใช่บ้านเรา…แต่ที่ไหนก็ไม่ใช่ ถ้าพ่อจะให้หนูกลับไปหลบ ไม่ต้องเสียเวลาชวนหรอก” เมษาหยุดมองกำแพง เจอรอยครูดสีดำเหมือนเศษเขม่าตามผิวเหล็ก เธอสัมผัสมันเบาๆ แล้วสะดุ้ง เย็นวาบแผ่ขึ้นแขนราวกับจับน้ำแข็งเปล่า
เสียงประตูสไลด์ด้านหลังดังขึ้น หัวหน้าช่าง ซอลาเวียร์ เข้ามาในชุดซ่อมแซมริ้วรอยฝุ่นบนแก้ม “มีใครไปแงะหน้าต่างโซนบังคับการตอนตีสามไหม? กล้องวงจรปิดดับอีกแล้ว”
กรวิทย์สวนทันที “ระบบโดนก่อกวนมาตั้งแต่เมื่อคืน พวกเรากำลังไล่ตรวจถึงแหล่งต้นตอ”
ซอลาเวียร์ยักไหล่ “ถ้าไม่รีบจบเรื่อง ระบบพลังงานจะตัดขาดทั้งสถานี อีกไม่ถึงสองชั่วโมง”
เมษาตอบตัดบท “รู้ค่ะ เร็วเท่าที่จะเร็วได้” เธอมองแรงไปทางพ่อ คล้ายจะบอกให้เขาระวังคำพูด หรือเพียงต้องการยืนยันว่าตนรู้สึกกลัวไม่แพ้กัน
เมื่อซอลาเวียร์เดินจากไป กรวิทย์ลดเสียงลง “คืนนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้น อย่าออกจากห้องเด็ดขาด เข้าใจไหม?”
“แล้วถ้าพ่อไม่กลับล่ะ?” เมษาพูดเบาๆ ดวงตาทะลุทะลวงความกลัวซึ่งปกปิดไม่มิด
เขาไม่ตอบ เพียงแต่มองกระจกฝ้าทางเดิน ที่สะท้อนเงาคนสามคน แต่อยู่กันจริงๆ แค่สอง
ห้องวิจัยจมในแสงจ้าครึ่งหนึ่ง เมษานั่งเงียบๆ หน้าจอมอนิเตอร์ควบคุม เธอพยายามติดต่อกับบรินด์ ช่างเทคนิคประจำสถานี “บรินด์ ได้ยินไหม? โหล…” สัญญาณขาดหาย อีกฝากหนึ่งเงียบราวกับไร้สิ่งมีชีวิต
“อย่าเสียเวลากับเขาเลย เดี๋ยวคืนนี้เขาก็หาที่หลบเอง” กรวิทย์พูดโดยไม่ละสายตาจากคอนโซล เมษาหันขวับ “แล้วแม่ล่ะ? ตอนที่แม่หายไป…พ่อก็คิดงั้นใช่ไหม?” น้ำเสียงบีบคั้นเต็มไปด้วยถ้อยคำที่เก็บงำมานาน กรวิทย์ชะงัก เสียงพิมพ์บนคีย์บอร์ดหยุดลง
“อย่าเอาแม่มาโยงกับเรื่องนี้” เขาตอบช้าๆ เมษาสูดหายใจยาว ก่อนจะพูด “หนูแค่อยากรู้—แม่กลัวความมืด แต่ที่นี่ยิ่งมืดกว่าบ้านสิบเท่า”
กรวิทย์เบนหน้าหนี ไม่กล้ามองลูกสาวสายตาแน่วแน่ “เธอแข็งแรงกว่าที่คิด”
เงามืดวูบผ่านหน้าจอ เมษาวางมือลงบนแผงควบคุม จ้องมองประกายแสงประหลาดที่โผล่โฉบไปมานอกหน้าต่างสถานี “นั่นอะไร…” เธอพึมพำ
กรวิทย์รีบวิ่งมาควบคุมระบบซูม “แหล่งพลังงานไม่ได้อยู่ภายนอก…แต่เหมือนมันเกิดจากข้างในสถานีเอง”
แสงสว่างสีฟ้าดุจเปลวไฟปรากฏในมุมมืด กล้องวงจรปิดเริ่มช็อตทีละตัว เมษารีบเขียนข้อความเตือนคนในสถานี แต่ระบบส่งล้มเหลว เธอกระโจนออกจากเก้าอี้ ไปที่ห้องควบคุมเสียงตูมเบาๆ ดังก้องทั่วโถง
เมื่อเปิดประตู พบว่ามุมอับของทางเดินเปียกชื้นผิดปรกติ กลิ่นเหล็กสนิมชื้นโชยมาทันทีที่สูดหายใจ
“อย่าเพิ่ง!” กรวิทย์คว้าข้อมือเมษา “เดี๋ยวพ่อไปเอง”
เธอสบตาพ่อที่ดูจะหวาดกลัวไม่ต่างกัน “แต่ถ้าพ่อเป็นอะไรไปล่ะ?”
ความเงียบดำรงอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนเป็นกรวิทย์ที่เดินเข้าไปในเงามืด เสียงฝีเท้ากระทบโลหะดังก้องเล็กน้อย
เสียงฝีเท้าหยุดนิ่ง ก่อนจะมีเสียงแหลมๆ ดังขึ้นทุกทิศ เมษาตัดสินใจเปิดไฟฉุกเฉิน เส้นสายไฟแดงส่องสลัวตลอดโถง ปรากฏเป็นเงาคนที่ไม่มีตัวตนยืนปะปนในหมอกควัน
ในจังหวะที่กรวิทย์กลับออกมา มือกุมแขนที่มีแผลถลอก “มันไม่ใช่เครื่องจักร…มันเหมือน—ความทรงจำเคลื่อนไหวได้น่ะ”
ซอลาเวียร์กลับมา เขาถือไฟฉายเล็ก “เจอบางอย่างในห้องเก็บอุปกรณ์ มันเหมือนไฟฟ้าดูดที่ล่องลอยอยู่เอง”
เมษาถามขึ้น “แล้วแบบนี้จะขังมันยังไง?”
ทุกคนแลกเปลี่ยนสายตากัน ไม่มีใครมีคำตอบ
เคลวิน วิศวกรอาวุโสโทรแจ้งจากห้องซ่อม “ระบบภายในเสียโดยไม่ได้มีใครสัมผัส มันไม่ใช่ไฟฟ้าลัดวงจรปกติ!”
กรวิทย์พูดผ่านเครื่องสื่อสาร “ดูแลเด็กๆ ในโซนใต้ด้วย—อย่าให้ใครเข้าใกล้แสงนั้น”
ซอลาเวียร์นั่งเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องควบคุม เมษาลูบแผลที่แขนพ่อเบา ๆ “เจ็บไหม”
กรวิทย์ยิ้มจาง “เจ็บกว่าตอนเห็นเธอร้องไห้ อยู่กับแม่วันนั้นอีก…”
เมษาหลบตา ไม่พูดอะไรนานจนความเงียบคืบคลาน สุ้มเสียงจากโถงยาว ๆ ดังเหมือนเศษเพลงเก่า ๆ ที่แม่เคยเปิดตอนเธอยังเด็ก
กรวิทย์หยิบสร้อยคอเหล็กเล็ก ๆ ยื่นให้ลูกสาว “แม่ฝากไว้…เธออยากให้อภัยที่วันนั้นพ่อไม่ได้อยู่”
มือเมษาสั่นเล็กน้อยเมื่อรับสร้อย เธอเงยหน้าขึ้น “คืนนี้ ถ้าต้องเลือก ระหว่างหนีกับสู้…พ่อคิดจะเลือกแบบไหน?”
“พ่อจะอยู่ แล้วจะไม่ยอมให้เธอต้องเสียใครไปอีก” ดวงตาเขานุ่มนวลขึ้น ทว่าหม่นเศร้าอย่างลึกซึ้ง
เสียงฟู่แผ่วของระบบอากาศเริ่มขาด ๆ หาย ๆ ความเย็นกัดผิวและแสงไฟฟ้าสับสนสะท้อนบนผนังเมื่อเมษายืนเฝ้าข้างพ่อ โลหะเย็นเฉียบในมือเตือนถึงสิ่งที่สูญเสีย—และบางสิ่งที่ยังหลงเหลือในสถานีอันว่างเปล่านี้
ในขณะที่เธอกำลังก้มหน้า ซอลาเวียร์สั่ง “ทุกคนรวมตัวที่โถงใหญ่ สถานีจะปิดระบบใน 30 นาที”
กรวิทย์กระชับมือเมษา หัวใจทั้งสองเต้นแรง ซ้อนทับกันในความกลัว ความเศร้า และความหวังสุดท้าย
โถงใหญ่เต็มไปด้วยแสงสีฟ้าหยาดหยดราวกับเกล็ดหิมะล่องลอยกลางอากาศ เด็ก ๆ หลายคนหลบตา หลายคนปล่อยโฮ
ซอลาเวียร์จ้องสายตาเมษา “เธอเห็นมันไหม?”
เมษาตอบเสียงเบา “มันเหมือนเสียงร้องขออะไรบางอย่าง…”
กรวิทย์โอบลูกสาวไว้ ขณะที่กลุ่มแสงสีฟ้าลอยวนใกล้เข้ามา
เสียงร้องแผ่วจากอวกาศดังทะลุผนังเย็นเยียบ เมษาตัดสินใจเดินออกไปข้างหน้าทุกคน “หยุด!” เธอตะโกนใส่แสงนั้น “แม่…ถ้าแม่อยู่ในนี้จริง ช่วยเราด้วย!”
กรวิทย์หมดแรงทรุดลง กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เพราะเงาที่จางหายไปแล้วอย่างเงียบงัน ทว่าความมืดเริ่มถอยห่าง พลังงานบางส่วนกลับคืนระบบ
ซอลาเวียร์ยิ้มจาง “ไม่เคยเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์หรอก แต่วันนี้เปลี่ยนใจละ”
เมษากลับไปกอดพ่อตัวแน่น น้ำตาไหลเงียบ ๆ ในอ้อมแขนที่ลูบหลังเธอ ครั้งแรกที่เธอรู้สึกปลอดภัยในอวกาศที่ไร้รากเหง้า
ระบบประกาศสายสุดท้ายดังขึ้น “ระบบฟื้นฟู 13% และเพิ่มขึ้น”
บางคนหัวเราะทั้งน้ำตา บางคนยกมือไหว้แม่ที่ไม่มีตัวตน
กรวิทย์กระซิบข้างหูลูก “บ้าน…อาจไม่ใช่สถานที่ แต่อาจเป็นเวลาที่เราให้อภัย”
เมษายิ้มทั้งน้ำตา ภาพเขม่าบนผนังจางลง ในโถงใหญ่ ที่ความรักและความหวังยังคงลอยได้แม้ไร้น้ำหนักและจุดลอยในจักรวาล