คืนสุดท้ายในกรุงเทพฯ
เสียงโทรศัพท์ในออฟฟิศบริษัทโฆษณาเล็ก ๆ ใจกลางกรุงเทพฯ ดังขึ้นในตอนเย็นที่ฝนยังไม่หยุดตก มิวสาวผมสั้นวัยยี่สิบหกที่ยังไม่ถอดเสื้อนอก หยิบสมุดโน้ตกับปากกาขึ้นจากโต๊ะไม้เก่า ๆ เธอมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นภาพเงาสะท้อนน้ำฝนบนถนน มิวถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเดินเข้าไปในห้องประชุมขนาดเล็ก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ภายในห้องประชุม มีวิน—ชายหนุ่มในชุดเชิ้ตกับผมสีน้ำตาลเปิดหน้าผาก—นั่งจ้องสไลด์งานในแล็ปท็อป เขายกมือส่งสัญญาณให้มิวปิดประตู มิวเดินเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้าม เงียบอยู่อึดใจหนึ่ง ตั้งใจจะพูดทักทายแต่ก็เปลี่ยนใจ เลือกมองไปที่บันทึกบนโต๊ะแทน
“เราต้องเอาไอเดียที่สรุปเมื่อวานไปเสนอให้ลูกค้าพรุ่งนี้นะ” วินเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงขึงขัง เหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ มิวพยักหน้าเบา ๆ ก้มหน้าจดอะไรบางอย่างลงในสมุดเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ระหว่างที่วินกำลังอธิบาย มิวอดคิดถึงสายตาแข็งกระด้างของชายหนุ่มตอนวิจารณ์งานเธอไม่ได้ อารมณ์บางอย่างวนเวียนในความเงียบของห้อง เธออยากพูดถึงความรู้สึกที่ติดค้างแต่ก็เงียบไว้ ก่อนเดินออกจากห้อง มิวส่งยิ้มจาง ๆ และเก็บโน้ตทั้งหมดออกไป เช่นเดียวกับทุกครั้งก่อนหน้านี้
สายฝนโปรยปรายยังไม่หยุดเมื่อเลิกงาน มิวพบว่าวินยังอยู่ในออฟฟิศ เธอเดินกลับไปหยิบกระเป๋าและบังเอิญได้ยินเสียงวินคุยโทรศัพท์
“ครับแม่…แค่ปีนี้ปีเดียว เดี๋ยวผมจะกลับ” น้ำเสียงที่ไม่เคยได้ยินทำให้มิวหยุดนิ่ง ประโยคสั้น ๆ ที่เหมือนไม่มีอะไร กลับฝังลึกในใจของเธอ—เขากำลังจะไปจากที่นี่หรือ
วินหันมาเจอพอดี สายตาเคลือบระแวงและเหนื่อยล้า วินทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างแต่เลือกนิ่ง มิวแสร้งทำเป็นมองหาอะไรบางอย่างที่โต๊ะตัวเอง
“เจอกันพรุ่งนี้นะมิว” วินพูดพร้อมยิ้มเล็ก ๆ ที่ฟังดูโดดเดี่ยว เธอพยักหน้ารับโดยยังไม่กล้าสบตา
เวลาผ่านไป วันต่อมา มิวเตรียมไฟล์งานนานกว่าปกติ มีเสียงไลน์กลุ่มเด้งขึ้นมา บรรยากาศคล้ายเดิมแต่เย็นชากว่าเดิมนิดหน่อย วินกับมิวแทบไม่พูดกัน ทุกคนในออฟฟิศเริ่มสังเกตความแปลกนี้ มิวเดินเข้าไปขอแก้สไลด์ “วิน พรุ่งนี้ขอฉันนำเสนอเองได้มั้ย” เสียงเธอสั่นเล็กน้อย วินนิ่ง ตอบเสียงเบา “ได้สิ”
ในห้องนำเสนอ ลูกค้าชื่นชมแนวคิดที่มิวอธิบาย เธอหันไปหาวินหลังประชุมจบบังเอิญสบตากันครั้งแรกในรอบหลายวัน เขายิ้มแปลก ๆ เหมือนว่าสบายใจที่เธอทำสำเร็จ แต่นัยน์ตากลับเศร้าอย่างประหลาด
หลังเลิกงานวันนั้น มิวชวนวินเดินไปซื้อของกินเล่นหน้าซอยเป็นครั้งแรก “เอ่อ…มีร้านโรตีใต้คอนโด…เคยลองมั้ย” วินฟังและนิ่งคิด “เคย…แต่ไม่ได้กินนานแล้ว” ทั้งสองเดินเงียบ ๆ ฝ่าสายฝนบาง ๆ ต่างคนต่างคิดอะไรในใจ
เวลื่มค่ำบนดาดฟ้าคอนโดของวิน อาหารกล่องที่ซื้อมาด้วยกันถูกเปิด วินมองวิวเมืองที่เต็มไปด้วยไฟ ส่วนมิวจ้องมือของตัวเอง “มันเคยรู้สึกไหม…ว่าทำไมเราถึงยังอยู่ที่นี่ ทั้งที่บางทีก็ไม่ชอบงานนี้เอาซะเลย” วินนิ่ง มือกำกล่องโรตี “บางทีก็รู้สึกแบบนั้น…แต่ไม่กล้าออก เพราะไม่รู้จะไปไหน”
“ฉันก็เหมือนกัน” มิวปล่อยเสียงหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเงียบไป “แล้วนาย…อยากไปจริง ๆ เหรอ” วินไม่ตอบ ทอดสายตามองฟัง แสงไฟสะท้อนประกายในดวงตาเขา ทำให้เธอมองหาเหตุผลในสายตานั้น
คืนต่อมา บรรยากาศเปลี่ยนไปเล็กน้อยที่ออฟฟิศ มีการประชุมด่วน ลูกค้ายกเลิกโปรเจกต์สำคัญ ทุกคนเครียด มิวปั่นไฟล์งานแทบไม่ทัน วินเดินเข้ามาใกล้ “มิว เธอควรลองออกความเห็นบ้าง ไม่ต้องกลัวหรอก” เธอพยักหน้าพยายามฝืนยิ้ม พลางคิดในใจว่าเธอไม่เคยกล้าพอจะเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง ไล่ไปถึงชีวิตตัวเองด้วยซ้ำ
เย็นวันนั้นระหว่างที่มิวเดินไปป้ายรถเมล์ วินแวะเอาร่มให้ “ฝนฟ้ายังไม่หยุดเลย เดี๋ยวเดินไปด้วยกัน” มิวมองร่มลังเลแต่ก็รับมา ทั้งคู่เดินเงียบต่างฝ่ายต่างเก็บความคิด วินพูดตัดความเงียบ “ถ้าต้องเลือก…งานกับครอบครัว เธอจะเลือกอะไร” มิวชะงัก เธอไม่ตอบแต่รอยยิ้มเปลี่ยนเป็นเศร้า วินไม่ซักต่อ
สัปดาห์ต่อมา บริษัทประกาศรีแบรนด์ ทีมงานวุ่นวายกับการทำคอนเทนต์ใหม่ มิวถูกมอบหมายให้ทำโฆษณารอบเช้าด้วยตัวเอง เธอตื่นเต้นแต่กังวล กลัวจะผิดพลาด อีกด้านหนึ่ง วินถอยห่างเล็กน้อย เหมือนคอยดูอยู่ห่าง ๆ
มีคืนหนึ่ง มิวอยู่ทำงานล่วงเวลา วินกลับมาเอาของลืม เธอถาม “นายมีอะไรไม่อยากบอกฉันรึเปล่า” เขาเงียบไปนาน “ฉันกำลังจะย้ายไปสิงคโปร์ พ่อแม่อยากให้กลับบ้าน” มิวมองหน้าเขาในความเงียบ ไหน ๆ สิ่งที่ค้างคาก็ถูกพูดออกมาจนได้
“อีกกี่วัน”
“สี่วัน”
อากาศในห้องเหมือนมันหนักขึ้นทันที เงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจ มิวไม่พูดอะไรอีก เดินออกจากห้องโดยยิ้มจาง ๆ ไหล่ตกลงกว่าปกติ
วันถัดมาเพื่อนร่วมงานแซวกันว่ามิวดูซึม วินกับมิวแทบไม่ได้คุยกัน ต่างคนต่างเงียบในมุมของตนเอง เวลาผ่านไปช้าอย่างทรมาน
คืนวันศุกร์ วินส่งข้อความหามิว “คืนนี้อยู่กินข้าวด้วยกันไหม” เธออ่านแต่ไม่ตอบทันที เคาะโทรศัพท์อยู่นานก่อนจะพิมพ์กลับว่า “เจอข้างนอกได้มั้ย ฉันไม่อยากอยู่ในออฟฟิศคืนนี้”
ร้านอาหารนอกซอยเล็ก ๆ สงบเงียบ ทั้งคู่นั่งฝั่งตรงข้าม พูดคุยเรื่องงานแบบเลี่ยงประเด็นสำคัญ วินเริ่มก่อน “ถ้านายได้โอกาส ทำในสิ่งที่อยากทำ นายจะกล้าเสี่ยงมั้ย” มิวเงียบ คิดแล้วกลั้นน้ำตา “ฉันคงยังไม่กล้า…แต่ฉันอยากจะกล้าสักวัน” วินถอนใจ “ฉันเหมือนกัน”
บรรยากาศระหว่างทั้งคู่เย็นลง แต่ความใกล้ชิดที่เก็บสะสมมาตลอดเดือนกลับหนาแน่นขึ้นในความเงียบ มิวรู้สึกเหมือนวงจรเดิมของชีวิตกำลังจะจบลง
คืนก่อนวินจะไป มีงานเลี้ยงส่งที่ออฟฟิศ ทุกคนพูดแซวและอวยพร วินดึงมือมิวออกมาหลังจากที่ใคร ๆ เมาเสียงเพลง มายืนที่ระเบียงตึก เงาวูบวาบของไฟกรุงเทพฯ
“นายเคยรู้มั้ย…ฉันเคยคิดอยากลาออก แต่ฉันไม่กล้า เพราะฉันกลัวจะไม่ได้เจอใครอีกแล้ว” มิวพูดเบา ๆ เสียงสั่น วินนิ่งมองเธอ น้ำตาคลอเบ้า
เขากุมมือเธอไว้ “ถ้าทุกอย่างต่างออกไป…เธอคิดว่าเราจะเป็นแบบไหน”
มิวส่ายหัว “ฉันไม่รู้ ฉันแค่รู้ว่าตอนนี้ฉันไม่อยากให้คืนนี้หมดไป”
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ต่างคนต่างนิ่ง เงียบ อยู่ในเสียงลมและไฟกรุงเทพฯ
วินพูดเบา ๆ “ฉันกลัวเหมือนกัน กลัวว่าทั้งหมดมันจะเป็นเพียงแค่ความทรงจำ”
เสียงรถบนถนนข้างล่างดัง สองคนยืนกุมมือกัน เงียบอยู่อย่างนั้นจนรุ่งสางของวันใหม่
เช้าวันรุ่งขึ้น วินเก็บของใส่กระเป๋าเดินออกจากคอนโด มิวมายืนส่งที่ประตู เธอยิ้มทั้งน้ำตา “ขอบคุณที่อยู่ด้วยกัน ถึงมันจะสั้นก็ตาม” วินลังเลแต่ในที่สุดก็กอดเธอไว้แน่น “ถ้าวันหนึ่งเธอพร้อมจะกล้า…เราคงได้เจอกันอีก” เขาลูบผมเธอเบา ๆ ก่อนจะเดินออกไปท่ามกลางแสงเช้า
เดือนต่อมา มิวเริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่ กล้าที่จะเสนองาน กล้าที่จะลองเปลี่ยนอะไรเล็กน้อยในชีวิต ทุกคืนที่ว่างเธอจะขึ้นไปดาดฟ้า มองไฟกรุงเทพฯ แล้วยิ้มออกมาอย่างที่ไม่เคยกล้า
ในอีเมลที่เธอได้รับครั้งหนึ่ง มีข้อความว่า “ที่สิงคโปร์ก็เหงาเหมือนกัน คืนหนึ่งถ้าเธอกล้าพอ บอกฉัน ฉันจะรอฟัง”
สายลมตอนค่ำพัดผ่านอีกครั้งในคืนที่ดาดฟ้า มิวยิ้มจาง ๆ หยิบบันทึกเก่า ๆ ขึ้นมา และเขียนบางอย่างว่า “ฉันเริ่มกล้าแล้ว…”