เธอที่(เกือบ)ไม่กล้าใกล้
เสียงฝนปรอยแรกในวันเปิดเทอมใหม่ของมหาวิทยาลัยทำให้บริเวณหน้าตึกวิศวกรรมศาสตร์เต็มไปด้วยความฉุ่มฉ่ำและกลิ่นหญ้าเปียกน้ำ ‘ปอ’ หนุ่มปีหนึ่งรูปร่างผอม ใบหน้าใส ๆ ละล้าละลังอยู่ริมประตู ริมฝีปากเม้มแน่นขณะมองกลุ่มนักศึกษาเดินเข้าอาคารไปอย่างเร่งรีบ ในมือถือร่มคันเก่า แต่ไม่กล้าเดินเข้าไปท่ามกลางฝูงชนที่เขาไม่คุ้นเคย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วดังมาจากอีกฟากหนึ่ง ‘จีน’ สาวปีสองฝ่ายกิจกรรมและเป็นดาวชมรมฯ กำลังพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนอย่างออกรส เธอยิ้มกว้าง ขยับปลายผมสีน้ำตาลอ่อน กระโปรงจับจีบพลิ้วตามจังหวะขา ปอแอบมองอยู่เงียบๆ หัวใจสั่นระรัว เขารู้จักเธอจากวันรับน้อง เมื่อจีนช่วยเขาเก็บแฟ้มที่ตกกระจาย แม้จะคุยกันแค่ประโยคสั้น ๆ แต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเธอก็ติดตรึงในความทรงจำ “สวัสดีค่ะ นี่ใช่ของน้องหรือเปล่า?” ยังคงวนเวียนในความคิดของปอจนถึงวันนี้
สายฝนซาลง ปอตัดสินใจเดินแอบตามกลุ่มของจีนเข้าไปยังอาคาร เขารู้ว่าวันนี้ชมรมจะจัดประชุมเปิดเทอม ปอไม่เคยเข้าชมรมอะไรเลยในโรงเรียนมัธยม แต่เขาเลือกสมัครเข้าชมรมนี้เพียงเพราะเห็นชื่อ “จีน” อยู่ในรายชื่อกรรมการ อย่างน้อยก็ได้อยู่ใกล้กัน แม้จะกลัวว่าใครจะล้อเลียน
ในห้องประชุม สมาชิกใหม่จับกลุ่มนั่ง เขินและเอียงอาย จีนรับหน้าที่พิธีกร เชิญทุกคนแนะนำตัว ปอตั้งใจว่าจะพูดให้สั้นและเร็วที่สุด เสียงหัวใจเต้นแรงเมื่อถึงคิวของเขา ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย “เอ่อ…สวัสดีครับ ผมชื่อปอ…ปีหนึ่งครับ” พูดจบก็ก้มหน้าลงทันที ได้ยินเสียงกระซิบขำจากเพื่อนข้าง ๆ จีนมองมาแวบหนึ่ง ตาเธอมีแววขำแต่ไม่ล้อเลียน กลับเอ่ยทักเบา ๆ “สวัสดีค่ะน้องปอ ยินดีต้อนรับนะคะ” เสียงหวานกับรอยยิ้มอุ่น ๆ ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดในใจคลายลงนิดหนึ่ง
การประชุมดำเนินไปอย่างคึกคัก จีนผละจากบทบาทพิธีกรไปช่วยซ้อมลำดับงาน ปอนั่งมองอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าเข้าไปคุยกับเธอ แม้จะมีโอกาสมากมาย ใจเขาบอกตัวเองว่าถ้าเธอมีเวลาว่างคงมาคุยกับเขาเอง…แต่เวลาผ่านไป จีนก็ยังวนเวียนกับงานในชมรม ปอจึงทำได้แค่จ้องมองอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น
ค่ำวันนั้น ฝนลงเม็ดอีกครั้งขณะที่ปอกำลังเก็บของกลับหอ จีนถือร่มมาส่งเพื่อนคนอื่นกลับหมดแล้ว เธอเดินผ่านปอที่นั่งรอฝนหน้าอาคาร จ้องโทรศัพท์ที่ไร้ข้อความเข้า จีนหยุด ยิ้มแล้วถามเบา ๆ “รอฝนหยุดแล้วค่อยกลับเหรอ?” ปอสะดุ้งเล็กน้อย รีบลุกขึ้น “เอ่อ…ครับ ผมลืมเอาร่มมา” จีนยื่นร่มของเธอมาให้ “งั้นเอาของเราไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวเรากลับพร้อมเพื่อนอีกคน ร่มใหม่ ยังกันน้ำดีนะ ไม่ต้องกลัวฝน”
ปอดิ้นอยู่ในความลำบากใจ ลังเลจะรับดีไหม กลัวเกรงความหวังดีและเกรงใจมากกว่าฝนเสียอีก “มันจะ…เอ่อ ไม่รบกวนเหรอครับ” จีนหัวเราะเบา ๆ “ถ้ามีคนเดินตากฝนจนป่วย เราต่างหากที่จะรู้สึกผิด” เธอส่งร่มให้จนปอยอมรับ เพียงสัมผัสสั้น ๆ นิ้วมือก็ร้อนวูบ ร่มคันนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ที่บางเบาแต่ค่อย ๆ งอกงาม
คืนวันนั้น ปอนั่งนิ่งอยู่หน้าร่มคันนั้นที่วางบนโต๊ะ มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้จาง ๆ เขาหันหน้าซุกหมอนขณะที่หัวใจยังเต้นรัว โทรศัพท์มีแต่ข้อความไลน์กลุ่ม ไม่มีของจีน เขาลังเลจะส่งข้อความขอบคุณ แต่กลัวว่าจะดูโง่ ๆ สุดท้ายก็พิมพ์แค่ “ขอบคุณครับ” ส่งไปสั้น ๆ แล้วรีบปิดจอเหมือนกลัวคำตอบจะย้อนกลับมาเร็วจนใจเต้นไม่ทัน
วันต่อมา ในชมรม ปอจึงพยายามหาโอกาสคืนร่ม จีนยังคงวุ่นกับงานจัดนิทรรศการ เขาได้แต่รอจนงานจบ เกือบจะเดินออกมาเมื่อเห็นจีนเดินผ่าน เขารีบเดินตามลังเลจะเรียกดีไหม จนเสียงเธอดังขึ้นก่อน “อ้าว ปอ มีอะไรหรือเปล่า?” เขาชูร่มขึ้นเงียบ ๆ “เอ่อ…คือ…ร่ม อะครับ ขอบคุณมาก ๆ เมื่อวาน” จีนรับไปพร้อมยิ้มกว้าง “สุดยอด มีคนดูแลของเราไม่ให้หายด้วย ขอบคุณมาก”
การพูดคุยสั้น ๆ ในแต่ละวันค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นการแลกเปลี่ยนเรื่องราวสนุก ๆ ปอไม่เก่งเรื่องคุยเล่น แต่จีนกลับหัวเราะง่ายกับเรื่องเล็ก ๆ ที่เขาเล่าในมุมมองของคนขี้กลัว เช่น กลัวสุนัขวิ่งตามเวลาไปซื้อข้าวเช้า, กลัวขึ้นพูดหน้าห้อง ปอเคยคิดว่าลักษณะเหล่านี้จะทำให้เขาดูอ่อนแอ แต่จีนกลับไม่หัวเราะเยาะ เธอบอกเพียง “มันก็เป็นเสน่ห์ของแต่ละคนอะเนอะ ใครกลัวอะไรก็เป็นสิทธิ์ของเขานี่นา”
ปอจึงเปิดใจมากขึ้น แม้ทุกครั้งที่พูดกับจีนจะมีช่วงเงียบยาว เขาก็ไม่กลัวความเงียบนั้นอีกต่อไป
สัปดาห์หนึ่งผ่านไป ปอเข้าร่วมกิจกรรมชมรมช่วยจัดบอร์ดนิทรรศการ งานแรกในชีวิตที่ได้ทำงานกลุ่มแบบนี้ เขาลังเลอยู่นานกว่าจะเสนอไอเดีย กระดาษโน้ตสีสดกองใหญ่ที่เขาตัดเตรียมไว้ ถูกจีนหยิบไปติดรวดเร็ว “สีสวยนะ เพิ่งเคยเห็นใครเลือกชมพูอมส้มแบบนี้ ปกติจะมีแต่สีเรียบ ๆ นี่แหละความสดใหม่ น้องปอแนวคิดดีนะ” ปอมองมือของเธอที่หยิบโน้ตหลากสีไปติดอย่างขยันขันแข็ง หัวใจเบาสบายขึ้นเรื่อย ๆ
คืนวันศุกร์ ปอได้รับข้อความจากจีน “ขอบคุณที่ช่วยงานนะคะ บอร์ดสวยมากเลย” ปอพิมพ์ตอบกลับด้วยเวลาผ่านไปหลายนาที “ไม่เยอะหรอกครับ จริง ๆ ยังอยากช่วยมากกว่านี้ ถ้า…” เขาลังเลก่อนจะกดส่ง แล้วรีบวางโทรศัพท์ไว้ห่าง ๆ กลัวเธอจะมองว่าเขาจุ้นจ้าน จีนไม่ตอบกลับมาจนเช้า ปอจึงนอนไม่หลับทั้งคืน
วันรุ่งขึ้นที่ชมรม จีนเดินเข้ามาหา ยิ้มแห้ง ๆ เหมือนมีบางอย่างติดค้างในใจ “เมื่อคืนเราหลับเร็ว ต้องขอโทษที่ไม่ได้ตอบ ดีนะที่มีปอช่วยจริง ๆ ไม่งั้นเราทำคนเดียวไม่ไหวเลย” เธอพูดเสียงเบากว่าปกติ ปอสังเกตเห็นเหงื่อบนหน้าผากเล็กน้อย เธอหยิบขวดน้ำขึ้นจิบ หน้าตาดูเหมือนแอบกลุ้มใจบางอย่าง ปอเก็บความอยากถามไว้ในใจ ไม่กล้าหลุดปากออกมา
งานในชมรมรอบต่อไปต้องออกนอกสถานที่ ปออาสาแบกกล่องอุปกรณ์ และได้ขึ้นรถตู้กลุ่มเดียวกับจีน เด็กชมรมคุยเสียงดังดึงดูดความสนใจ ปอเลือกนั่งตรงมุมเงียบ ๆ จีนเดินมานั่งข้างเขา พลิกข้อมือดูนาฬิกาบ่อย ๆ ราวกับกระวนกระวายใจ ปอเหลือบมองออกนอกหน้าต่าง พยายามหาคำพูดใด ๆ ให้กับตัวเอง
กว่าจะถึงสถานที่จัดกิจกรรม ท้องฟ้าก็เริ่มครึ้ม ฝนตั้งเค้าอีกรอบ บรรยากาศโกลาหลเล็กน้อย ปอและจีนต้องช่วยกันย้ายอุปกรณ์เข้าเต็นท์ ปอทำกล่องเครื่องเขียนตกกระจายเต็มพื้น จีนก้มช่วยเก็บแผ่นกระดาษ เผลอแตะมือปอเข้าโดยไม่ตั้งใจ ต่างฝ่ายต่างชะงักแต่ไม่กล้าสบตา ปอเก็บของเสร็จแล้วลุกขึ้นยืนช้า ๆ ห่างจากจีนเล็กน้อย ความรู้สึกอึดอัดปกคลุมโดยไร้เหตุผล
เสียงฟ้าร้องไกล ๆ ทำให้จีนสะดุ้ง เธอพยายามกลบเกลื่อนด้วยการพูดเรื่องไม่เป็นเรื่อง “รู้มั้ย เวลาฝนตกเรามักคิดถึงบ้าน…” ปอมองหน้าเธอ ไม่กล้าเอ่ยอะไรเพิ่มเติม แต่เก็บภาพจีนที่พยายามกลบความเศร้าไว้ในใจ
หลังจบกิจกรรมวันนั้น ปอเห็นจีนเดินออกจากกลุ่มเร็วกว่าปกติ เขาอยากเดินตามแต่ลังเล โอกาสจึงผ่านเลยไป วันต่อมาในชมรม จีนเงียบผิดปกติ ขะมักเขม้นกับงานจนใคร ๆ ก็อดแปลกใจไม่ได้ ปอกังวลแต่ไม่กล้าถามออกไป ได้แต่เฝ้ามอง แม้จะอยากเข้าไปช่วยแบ่งเบาความทุกข์ในใจ
เพื่อนสนิทของจีนในชมรมแอบกระซิบกับปอ “ช่วงนี้บ้านจีนมีปัญหาหนัก เขาเครียดเรื่องครอบครัวน่ะ อย่าไปเซ้าซี้เขา เย็น ๆ เดี๋ยวก็ดีขึ้น” ปอลังเลจะเข้าไปปลอบ จึงทำได้แค่เฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ คาดหวังเพียงวันหนึ่งจะกล้าพอที่จะยื่นมือของตัวเองออกไป
ในที่สุดวันประกวดโครงการของชมรมก็มาถึง งานใหญ่ที่จีนต้องรับผิดชอบเต็มตัว ปอสมัครเป็นทีมซัพพอร์ตแต่ไม่กล้าแสดงตัวออกหน้า ทุกคนยุ่งมาก ปอนั่งอยู่มุมหนึ่ง ดูจีนวิ่งวุ่น สลับไปมาระหว่างแต่ละโต๊ะ จู่ ๆ มีปัญหาโปรเจกเตอร์ดับกลางงาน ทุกคนตกใจ จีนหน้าเสียชั่วครู่ แต่กลับตั้งสติได้รวดเร็ว เธอส่งสายตามาขอความช่วยเหลือจากใครสักคน ปอเดินเข้าไปย่อง ๆ เอ่ยเบา ๆ “ถ้าขอไขควงได้นะครับ ผมน่าจะช่วยดูให้ได้” จีนรีบพยักหน้าดีใจ “ขอบใจมากน้องปอ ฝากดูให้หน่อยนะ ถ้าไม่ได้ เดี๋ยวสลับห้อง”
ท้ายสุดปอช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ งานดำเนินรอดตัว ทุกคนแซวหยอกให้เขาขึ้นเวที จีนหันมายิ้มให้ สวมมือแตะบ่าปอเบา ๆ “ถ้าไม่มีปอ เราคงแย่แน่ ขอบใจมากจริง ๆ” ปอยิ้มเขินจนแก้มแดงเข้ม แต่ก็เริ่มกล้าเผชิญกับสายตาและคำพูดยินดีจากคนรอบข้างมากขึ้น จีนดูสดใสกว่าหลายวันก่อน ราวกับความกังวลในใจคลายลงในบางส่วน
หลังงานคืนนั้น ปอกำลังจะเดินกลับหอ จีนเดินตามมาช้า ๆ ลังเลอยู่นานก่อนถาม “นี่…ถ้าเราขอแรงช่วยงานอีก จะโอเคมั้ยนะ?” ปอยิ้มในความมืด เสียงฝนโปรยลงมาเบา ๆ เป็นจังหวะเดียวกับหัวใจที่เต้นแรงอีกครั้ง “จะพยายามช่วยเท่าที่ทำได้นะครับ ถ้า…ไม่รบกวน” จีนเดินเคียงข้างกันในคืนฝนพรำ ความเงียบไม่มีความอึดอัด กลับกลายเป็นที่พักใจของทั้งสองคน
ช่วงอาทิตย์แห่งการเตรียมกิจกรรมใหญ่ต่อไป ปอกับจีนใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ปอเริ่มสังเกตเห็นรอยคล้ำใต้ตาของจีน เธอพูดน้อยลง หลายครั้งนั่งเหม่อ ปออยากถามแต่ก็ไม่กล้า ถามแค่ “เหนื่อยไหม?” กับ “กินข้าวหรือยัง?” จีนตอบแต่เพียง “ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็หายเอง” แล้วก้มหน้าทำงานต่อ
สุขภาพจีนย่ำแย่กว่าเดิม วันหนึ่งเธอเป็นลมในห้องชมรม โชคดีมีเพื่อนช่วยกันพาส่งห้องพยาบาล ปอมองดูความวุ่นวาย เฝ้ารอเธอหน้าห้องพยาบาลอยู่นานกว่าชั่วโมง เพื่อน ๆ ทยอยแวะมาเยี่ยมแต่ละกลุ่ม สุดท้ายปอจึงกล้าเคาะประตูขอเข้าเยี่ยม จีนยิ้มอ่อนโยนแม้ใบหน้าซีดเซียว “ขอโทษที่ทำให้ต้องห่วงเรานะ ไม่เป็นไรหรอก เราแค่เหนื่อยนิดหน่อย พักเดี๋ยวก็หาย” ปอนั่งนิ่งนาน ไม่รู้จะพูดอะไรดี ก่อนโพล่งออกมาเบา ๆ “ถ้าเหนื่อยเกินไป…พักบ้างก็ได้นะครับ บางที…ไม่ต้องทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์ก็ได้” จีนเงียบไป บีบมือตัวเองแน่น ก่อนตอบ “แต่ถ้าเราทำไม่ดี ทุกคนจะลำบาก ใคร ๆ ก็อยากให้งานสำเร็จ จะให้เราหนีหน้าความรับผิดชอบเหรอ?” ปอพยักหน้ารับในความเงียบ รู้ตัวว่าตัวเองยังไม่กล้าพูดอะไรมากกว่านี้
แม้จะผ่านคืนวันเหนื่อยล้า ปอก็เริ่มเป็นเพื่อนคนเดียวที่จีนยอมระบายหลายเรื่อง เธอเล่าว่าพ่อแม่อยากให้ไปเรียนต่อเมืองนอก แต่เธอไม่อยากจากบ้านไปไกลและไม่อยากทิ้งชมรมกับรุ่นน้อง เพราะกลัวแต่ละคนจะขาดแรงใจเหมือนเมื่อสมัยมัธยม “เราเคยพลาดตอนมอหก เลิกทำกิจกรรมกลางปีแบบไม่มีลาพักเลย เพื่อนหลายคนเสียใจมาก เราเองก็เจ็บใจมาจนถึงวันนี้ มันเลยทำให้เราต้องพยายามมากขึ้นทุกครั้ง ไม่อยากผิดพลาดเหมือนเดิม”
ปอยิ่งฟัง ยิ่งเข้าใจเธอมากขึ้น จึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากเพียงการเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ เป็นคนที่กล้าทำอะไรเพื่อเธอมากขึ้น
ทั้งสองคนใช้เวลาดูแลกิจกรรมร่วมกันจนกระทั่งปอเริ่มเปิดใจเล่าเรื่องในครอบครัวของตนเอง เขาบอกจีนว่าเคยทำผิดพลาดจนต้องสอบซ่อม วิชาที่พ่อหวังไว้เขากลับทำได้แย่จนกลัวจะทำให้ทุกคนผิดหวัง ความกลัวนั้นติดตัวเขามาตลอดเหมือนกัน จีนเพียงฟังอย่างตั้งใจโดยไม่ตัดสินใจปอใด ๆ ในทางลบ
ใกล้วันจัดเทศกาลใหญ่ แรงกดดันถาโถม จีนเริ่มหงุดหงิดง่ายเพราะเรื่องเล็ก ๆ ในชมรม ปอกลายเป็นที่รองรับอารมณ์บ้าง บางครั้งจึงเกิดการเถียงกันเล็ก ๆ เช่น เมื่อจีนสั่งให้มาเช็คอุปกรณ์แต่ปอช้าเกินไป จีนหงุดหงิด “ถ้าจะช่วยก็บอก จะมัวมองอยู่เฉย ๆ ทำไม?” ปอเซ็งในใจแต่ยังไม่ตอบโต้แรงนัก
คืนก่อนวันงาน มีโทรศัพท์จากบ้านของจีน เสียงแม่ตะโกนใส่ปลายสายถึงการเรียน เธอวางสายพร้อมน้ำตาไหล ปอได้เดินผ่านหน้าห้องพอดี เห็นเธอนั่งซุกเข่ากลางโต๊ะ โพล่งออกมาเบา ๆ “จีน…ร้องไห้ได้ ไม่เป็นไรนะ” จีนเช็ดน้ำตา ตอบเสียงสะอื้น “ถ้าปออยู่ตรงนี้…ได้มั้ย? อย่างน้อยก็อย่าเดินหนีไป” ปอนั่งเงียบ ๆ นาน จนจีนเหนื่อยและเงียบไป เขาไม่กล้าแตะตัวเธอ ได้แต่นั่งเคียงกันจนเธอเงยหน้าขึ้นใหม่อย่างเข้มแข็ง
วันงาน ทุกอย่างราบรื่นไม่มากก็น้อย จีนยิ้มได้ในที่สุด เมื่อพิธีจบลง เพื่อน ๆ ในชมรมแซวกันเล่นเรื่องปอกับจีนว่าดูสนิทกันกว่าทุกคน จีนหัวเราะแต่ไม่ตอบ ปอรู้สึกอบอุ่นในใจแต่ยังไม่กล้าเผยอะไรมากกว่านี้
หลังงานจบ ช่วงสอบกลางภาค ปอกับจีนเจอกันน้อยลง ต่างคนแยกย้ายไปโฟกัสกับภาระของตัวเอง แต่ต่างก็ยังคุยกันผ่านข้อความบ้าง จีนเหมือนพยายามเว้นระยะเพราะกลัวจะเสียสมาธิ ปอจึงไม่กล้าชวนเธอออกมาเดินเล่นเช่นเดิม
วันหนึ่ง ปอเห็นจีนเดินกับผู้ชายคนหนึ่งที่หน้าตึก เธอดูอารมณ์ดี หัวเราะออกเสียง ปอรู้สึกจุกและหายใจติดขัด เริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเขาเองดูสำคัญในสายตาจีนหรือไม่ เย็นวันเดียวกัน ปอไม่ไปชมรมด้วยความอึดอัดใจ เพื่อนถามก็อ้างว่าไม่สบาย จีนส่งข้อความมาถาม “ไม่เห็นมาวันนี้นะ เป็นอะไรหรือเปล่า?” ปอตอบสั้น ๆ “เรียนเยอะนิดนึงครับ เหนื่อยน่ะ” จีนตอบกลับแต่เพียงอีโมจิยิ้มงง ๆ ไม่มีคำอธิบายเพิ่ม
คืนวันนั้น ปอทบทวนตัวเองอยู่ในห้อง สุดท้ายตัดสินใจถามตรง ๆ “ถามอะไรหน่อย…พี่ผู้ชายคนนั้นเป็นใครเหรอ?” คำตอบมาช้ากว่าที่คิด “อ๋อ…พี่โต้ง เป็นพี่สมัยเรียนมัธยมค่ะ สนิทกันตอนนั้นแต่เดี๋ยวนี้เจอกันน้อยมาก ไม่ได้คิดอะไรนะ” ปอยิ้มขืน ๆ กับข้อความนั้นในใจ รับรู้ได้ว่าตัวเองคงคิดมากเกินไป
กลางดึกวันหนึ่ง จีนส่งข้อความมาหาปอ “คืนนี้นอนไม่หลับเลย ขอโทษนะ ช่วงนี้เราแปลกไปใช่มั้ย? บางทีก็รู้สึกว่าทุกอย่างมันมากเกินไป เหนื่อยจนอยากหนีซะให้หมด” ปออ่านข้อความเงียบ ๆ หัวใจแน่นอึดอัด จากนั้นก็พิมพ์ตอบ “ทุกอย่างจะดีกว่านี้ได้…ถ้าเราไม่ต้องสู้อยู่คนเดียว บางที…เรายังอยู่ข้าง ๆ เสมอ”
ตั้งแต่คืนนั้น จีนก็กลับมาอยู่ใกล้ ๆ ปอเหมือนเดิม แม้จะยังไม่ได้คุยกันลึกแต่ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น จีนกล้าขอความช่วยเหลือปอบ่อยขึ้น และเริ่มแบ่งปันเรื่องที่ทำให้เธอกังวลใจจริง ๆ
จนถึงวันที่ผลสอบกลางภาคออก ปอได้คะแนนตกอีกครั้งหนึ่ง เขานั่งพิงต้นไม้หลังอาคาร จีนเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ แบบไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงส่งขวดน้ำมาให้เงียบ ๆ ปอระบายออกมา “บางที…กลัวทำตัวเองพังเหมือนเดิม” จีนตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า “ทุกคนก็เคยผิดพลาด ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดตลอดเวลา เราเองก็เคยล้มหลายครั้งแล้วแค่ยังยืนอยู่ได้ก็เก่งแล้วนะ” ปอเงยหน้าสบตาเธอ หัวใจเริ่มเชื่อว่าสิ่งที่กลัวนั้นไม่ได้สำคัญเท่าคนที่เชื่อใจเรา
ช่วงปลายเทอม งานของชมรมลดน้อยลง แต่ปอกับจีนยังคงนัดกันอ่านหนังสือที่ห้องสมุดบ่อยขึ้น ปอเห็นจีนสดใสและหัวเราะง่ายกว่าเดิม เธอเริ่มพูดถึงแผนชีวิตหลังเรียนมากขึ้น แต่ยังลังเลระหว่างความฝันของตัวเองกับความคาดหวังของครอบครัว ปอบอกว่า “ตอนแรกเราก็ไม่กล้าฝันอะไรไกล ๆ แต่มารู้ตอนนี้ แค่มีใครสักคนให้เล่าให้ฟัง มันก็เหมือนเราไปได้ไกลขึ้นอีกนิด” จีนยิ้ม รับฟัง มากกว่าตอบกลับ
ใกล้วันสอบไฟนอล จีนมีปัญหากับการตัดสินใจเรื่องการไปเรียนต่อต่างประเทศอีกครั้ง ครอบครัวยืนยันหนักแน่นว่าเป็นโอกาสเดียวที่เธอไม่ควรพลาด ปอเองก็รับรู้ว่าอาจต้องห่างกันจริง ๆ ในอนาคต คืนวันหนึ่งหลังสอบเสร็จ ทั้งสองเดินคุยใต้เงาไฟริมทางเดินมหาวิทยาลัย เสียงฝนโปรยบางเบาอีกครั้ง จีนพูดออกมาช้า ๆ “ถ้าเราต้องไปเรียนต่อ…ปอจะยังรออยู่เหมือนเดิมมั้ย?” ปอเงียบไปนานจนน่าใจหาย หัวใจเขาสั่นแต่ตัดสินใจพูดตรง ๆ “กลัวเหมือนกัน…กลัวว่าจะไม่มีวันได้เจอกันอีก แต่ถ้ามันคือความฝันของจีน เราก็ไม่ควรเป็นคนไปขวางเนอะ”
จีนซ่อนน้ำตาไว้ใต้รอยยิ้ม สุดท้ายวันปิดเทอมมาถึง ทั้งสองแยกย้ายกันไปพักที่บ้าน ปอเฝ้ารอข่าวจากจีนทุกวัน จนวันหนึ่งเธอส่งข้อความมาว่า “พ่อแม่เรายอมให้เลือกแล้วว่าจะไปต่อหรืออยู่ที่นี่ เราตัดสินใจจะอยู่ต่อ เพราะตอนนี้ค้นพบแล้วว่าที่ที่ใจอยากอยู่จริง ๆ คือข้าง ๆ เพื่อนที่คอยอยู่ด้วยกันทุกวันมากกว่า”
วันเปิดเทอมใหม่ ทั้งสองได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง จีนวิ่งเข้ามาทักปอที่หน้าตึกวิศวกรรมในเช้าอากาศสดชื่น ปอยิ้มตอบ แม้มือจะสั่นแต่กล้าพูดออกมาเป็นครั้งแรก “เราดีใจมากนะที่จีนเลือกแบบนี้ ขอบคุณที่อยู่ด้วยกัน…แม้ว่าบางทีมันจะดูยากทั้งกับเราและกับจีนเอง” จีนยิ้มรับ “เราเองก็ขอบคุณปอเหมือนกัน ถ้าไม่มีปอ คงไม่กล้าตัดสินใจเองแบบนี้”
เสียงฝนที่ปลายฤดูดังอีกครั้ง คราวนี้ปอกล้ารับร่มจากจีนอย่างเต็มใจ ความสัมพันธ์ที่เคยลังเลและเกือบพลาด กลับงอกงามจนมั่นคง เมื่อหัวใจทั้งสอง…กล้าพอจะก้าวข้ามความกลัวและได้เลือกกันเองอย่างแท้จริง