ท่วงทำนองแห่งหยาดหิมะ
บนถนนสายหิมะที่เปล่งประกายแสงจันทร์ หิมะแรกของฤดูโปรยปรายราวจะโอบรับเมืองทั้งเมือง นลินยืนข้างหน้าต่าง กระจกฝ้าไอน้ำเย็นไล่เส้นนิ้วเล็กของเธอ ขณะเพียงแต่ฟังเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน นลินเชื่อว่า หิมะทุกหยาดมีท่วงทำนองของมันเอง แม้แม่ของเธอจะบอกว่ามีแค่เสียงลมหายใจเงียบ ๆ ของฤดูหนาวก็ตาม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงของพ่อ ไม่เคยกลับมาอีกตั้งแต่วันนั้น สองปีก่อน เขาเดินออกจากบ้านไปใต้ม่านหิมะขาว และเหลือไว้เพียงกล่องไวโอลินที่ลืมปิด นลินแอบเปิดกล่องนั้นบ่อย ๆ แต่ปลายนิ้วเธอหนักอึ้งเมื่อเคลื่อนผ่านสาย เคยมีคืนหนึ่งเธอฝันถึงทำนองประหลาดจากไวโอลิน เสียงมันดังก้องในใจจนอยากตะโกนเรียกพ่อ แต่ต้องเงียบ—เพราะแม่บอกว่าเสียงมันเป็นแค่ความคิดถึงที่ไม่มีวันหวนกลับ
เช้าวันต่อมา นลินลากกระเป๋านักเรียนฝ่าสายลมแรง ขณะที่เท้าจมลงในกองหิมะ กิ่งไม้ใกล้รั้วโรงเรียนแกว่งรับลม ใบหน้าเพื่อนร่วมห้องทยอยโผล่มาในเงามืด รอยยิ้มของพลอย แฝงความเหงาเพียงเธอเท่านั้นที่สังเกตเห็น
“เมื่อคืนได้ยินเสียงอะไรมั้ย?” พลอยกระซิบข้างหูนลิน เสมือนหวังว่าคำถามจะถูกลมหิมะกลืนหาย
นลินหยุดเดิน กะพริบตาอย่างงงงัน เสียง? หมายถึงเสียงแบบเดียวกับที่เธอได้ยินหรือเปล่า? “ได้ยินแต่เสียงหิมะตก… ทำไมเหรอ?”
พลอยรีบเบือนหน้าหนี “เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”
ทั้งสองเดินเข้าอาคารเรียน พลางเงียบอยู่อย่างนั้น สายตาเพื่อนร่วมห้องคนอื่น ๆ เหมือนจะรับรู้บางอย่าง ทว่ากลับไม่มีใครอยากพูดถึง ทุกคนพยายามสนุกสนานกับเกมทายเสียงในห้องเรียน แต่สายตานลินกลับทอดไปยังขอบกระจกที่ย้อยละอองหิมะ เธอเอามือแตะหน้าต่างเบา ๆ เสียงละมุนในหัวเธอกระซิบอีกหน
พักเที่ยง เสียงหัวเราะแผ่วเบาแทรกแซงความเงียบของห้องอาหาร เพียงแค่ช้อนกระทบจานก็ดูน่ารำคาญสำหรับนลิน เธออยากกลับบ้าน อยากได้ยินแต่เสียงหิมะปลิว—ไม่ใช่เสียงคนคุยกันเรื่องครูคนใหม่หรือข่าวพ่อค้าเก็บค่าหิมะที่กำลังจะมาเยือน
พลอยนั่งข้างเธออีกครั้ง “วันนี้บ้านเธอมีควันไฟออกจากปล่องหรือเปล่า?” น้ำเสียงลังเลเหมือนไม่แน่ใจว่าควรถามต่อดีไหม
“เมื่อเช้าปล่องไฟเย็นสนิทเลย แม่ทำแต่น้ำอุ่น ไม่มีอะไร” นลินเงยหน้ามองเพื่อน “แล้วบ้านเธอล่ะ?”
พลอยทำหน้าครุ่นคิด “แม่ฉันบอกว่าคืนนี้อาจมีหิมะหนักอีก…” เธอลูบแขนตัวเองเหมือนพยายามเรียกความอบอุ่นจากลมหายใจ “ตอนกลางคืน ฉันได้ยินเสียงไวโอลินดังจากบ้านเธอ…”
นลินหยุดกินทันที “บ้านฉันไม่มีใครเล่นไวโอลิน” วงตาสั่นคลอนเหมือนก้อนหิมะจะตกลงมาอีกครั้ง
บทสนทนาเงียบลง พลอยจับมือลินแน่นขึ้น “บางที เราน่าจะลองไปดูที่คฤหาสน์ร้างท้ายเมือง ไวโอลินนั่นอาจมาจากที่นั่นก็ได้” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวังบางอย่างที่ยังคลุมเครือ
ภายใต้แสงไฟสีเหลืองอ่อนของเมืองหิมะเมื่อค่ำ นลินเดินข้างพลอยผ่านตรอกที่เต็มไปด้วยเงา เท้าหนักของทั้งสองฝ่ากองหิมะจนมาหยุดหน้าคฤหาสน์ร้าง ประตูสีดำสูงลิ่วคล้ายเฝ้ารอผู้มาเยือนที่หายไปนาน
นลินลังเล ยืนกอดตัวเอง “ทำไมเราต้องมา…ตรงนี้?”
พลอยสบตา น้ำเสียงหนักแน่นกว่าเดิม “ฉันฝัน ทุกคืนมีเสียงไวโอลินนำทางหาอะไรบางอย่าง—บางทีเราสมควรหา แม้ว่าจะกลัว”
ครั้นเปิดประตู เสียงบานประตูคราง กระจกแตกร้าว เปลวเทียนเจ้าของบ้านเก่า ๆ ปลิววับ พวกเธอก้าวเข้าไปในห้องโถง เงาของใครบางคนลอยผ่านบันไดวน สายลมหนาวปะทะใบหน้า หิมะจากหน้าต่างแตกไหลเข้ามาช้า ๆ
เสียงสายไวโอลินดีดเบา ๆ แว่วขึ้นมาอีกครั้ง นลินตัวแข็ง เข่าแทบอ่อน “พลอย เธอได้ยิน—”
เสียงปริศนานั้นแหวกผ่านผนัง เยือกเย็นแต่ต่ำต้อย ความกลัวเริ่มซึมเข้าอกราวน้ำแข็งละลาย พลอยหยิบผ้าพันคอแดงของเธอขึ้นมารัดให้แน่น “ถ้ากลัว เรากลับก็ได้”
นลินเหลียวหลัง แต่ข้างในหัวใจเหมือนมีสายใยบางเบาผูกไว้กับเสียงนี้ ไม่อาจละทิ้งไปง่าย ๆ “เราไปต่อเถอะ”
ทั้งสองเดินขึ้นบันไดวนที่เสียดสีเสียงประหลาด ห้องใต้หลังคามืดมิด มีโต๊ะไม้อัดฝุ่นหนา กับกล่องไม้ใบเล็กวางอยู่ เสียงไวโอลินดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับใครมาเคาะบนหัวใจ
นลินยื่นมือไปแตะกล่อง ภายในมีกระดาษโน้ตดนตรีเก่า สีจางและหยาดน้ำตาจางเป็นรอยมือเด็ก มีตัวอักษรเล็ก ๆ เขียนว่า “เก็บไว้ให้ผู้ฟังเสียงหิมะ”
นลินอ่านออกเสียงนั้น น้ำตาเอ่อขอบตา พลอยเงียบงัน มองเธอด้วยความเห็นใจ
ขณะพลิกหน้ากระดาษ โน้ตเพลงปลิวไหลลงพื้น หิมะพราวผ่านช่องหน้าต่าง เสียงไวโอลินในหัวนลินชัดเจนขึ้น ทีละโน้ต ทีละห้วงความทรงจำ เธอก้าวถอยหลังไปตั้งสติ “ทำไมถึงรู้สึกเหมือนพ่อยังอยู่ที่นี่”
“เพราะเธอยังไม่ยอมปล่อยเขาไป…” พลอยพูดแผ่วเบา คำพูดย้ำใจเจ็บลึก
เสียงแตกของกระดาษและเสียงสายไวโอลินกลืนกัน นลินสูดลมหายใจ เลือกที่จะวางกล่องนั้นลง หันหาเพื่อน “ฉันไม่รู้ว่าต้องทำยังไงกับเสียงในหัวตัวเอง ความคิดถึงนี้…”
พลอยยิ้มเศร้า “บางที เราต้องยอมรับว่าคนที่เรารักจากไปแล้ว”
นลินหยิบโน้ตดนตรีขึ้นมา ลองจรดนิ้วบนไวโอลินเสียงแตกแล้วกลั่นเสียงใบแรกที่ตัวเองเคยกลัว ท่วงทำนองไม่นุ่มนวล ทว่าเป็นเสียงใหม่ที่เป็นของเธอเอง พลอยลอบยิ้ม—เสียงหิมะในใจนลินแตกต่างจากใคร แต่ก็คือเธอคนเดียวเท่านั้นที่กล้าฟัง
เมื่อเดินออกจากคฤหาสน์ เงาหิมะคลุมร่างทั้งสองไว้ เท้าของพวกเธอเหลือรอยผ่านคืนอันเงียบงัน ในเมืองที่เต็มไปด้วยความทรงจำและเสียงเงียบแห่งฤดูหนาว
เช้าวันใหม่ นลินลงมาชั้นล่าง แม่กำลังต้มน้ำร้อนเงียบ ๆ นลินเริ่มรับบททำนองเพลงใหม่ ผ่านเสียงหิมะขาวที่ไม่เหมือนใคร หยาดน้ำตาของเธอ ไหลร่วมกับเสียงไวโอลินจาง ๆ ที่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีก สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือเธอคนใหม่ที่กล้าฟังหัวใจตัวเอง อย่างแท้จริง