คืนลวงในสตูดิโอศิลปะ
เสียงแปรงลากไปบนผืนผ้าใบ ดังก้องสะท้อนในห้องโถงที่เก่าแก่ของสตูดิโอศิลปะแห่งมหาวิทยาลัย ชายแดนตึกอิฐเก่า กลุ่มนักศึกษาปีสามห้าคนกำลังเตรียมผลงานสำหรับนิทรรศการกลางคืน หิ้วกล่องสี พู่กัน อุปกรณ์ ให้เสียงหัวเราะระคนตื่นเต้นลอยไปท่ามกลางกลิ่นสีและน้ำยาต่าง ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ฟ้าฝ่าภายนอก สายลมธันวาพัดเย็น อาคิรา หญิงสาวรูปร่างเล็กผมยาวตรงเดินวนรอบงานศิลป์ของตัวเอง ปลายนิ้วเปื้อนสีแดง เธอมองภาพวาดหญิงชราที่เหม่อมองออกนอกประตูอย่างระแวง สายตาของอาคิราจับจ้องไปที่แววตาของหญิงในรูปอยู่นาน
ภาส เด็กหนุ่มผมหยิก หนวดจางยิ้มกว้าง เสียงแหบเอ่ยขึ้น “ไอ้คิ ใครจะคุมเวรเฝ้าตั้งโต๊ะคืนนี้เนี่ย? ถ้าโดนขโมยไปละก็…”
เอมม่า สาวลูกครึ่งสายตาคมสะดุดหู พลิกกล่องสีน้ำเล่นในมือ ก่อนหัวเราะตอบเบา ๆ “แต่มีอะไรให้ขโมยจริงเหรอพวก? บ้าเอ๊ย…ขนาดหาแรงบันดาลใจยังไม่มี”
สรรค์ หัวหน้ากลุ่ม ซุ่มอยู่มุมห้อง เขียนป้ายชื่องานศิลป์เฉียดเสร็จ ถามกับเสียงกระซิบ “คืนนี้ มีคนมาแน่เหรอ? หรือแค่พวกเราเอง”
กร เด็กหนุ่มแว่น ท่าทางอึกอัก ย่องมาเก็บขวดน้ำบนพื้นแอบชำเลืองมองอาคิรา เงียบไปครู่ก่อนจะบ่นแผ่วเบา “ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เลย อยู่ให้มันจบ”
ขณะสายฟ้าฟาด ครู่ต่อมาไฟในสตูดิโอวูบดับ วูบวาบสั้นก่อนคืนกลับ แต่หัวใจแต่ละคนเหมือนวูบร่วม
เอมม่าแกล้งพูด “อย่าเพิ่งกลัวผีนะ” แล้วขำฝืด ๆ ไม่ทันรู้ตัวว่ามือของตัวเองสั่นเล็กน้อย ในมุมหนึ่ง อาคิราสะดุ้ง รู้ดีว่าคืนนี้มากกว่านิทรรศการของใคร
ขณะที่การเตรียมนิทรรศการดำเนินไปแต่ละคนต่างแสดงความตื่นเต้นและความสงสัยในผลงานของกันและกัน เสียงหัวเราะหนาแน่นท่ามกลางกลิ่นสีชื้น ๆ จนกระทั่งไฟในห้องค่อย ๆ กระพริบอีกครั้ง เหมือนอะไรบางอย่างกำลังสบตาพวกเขาจากปลายโถงมืด
สรรค์แวะมาตรวจงาน ก้มดูภาพวาดเอมม่า “เธอวาดอะไรน่ะ? เหมือน…คนที่หายไปในกระจก” เสียงแทรกด้วยความลังเล คล้ายกลัวว่าจะพูดผิด
เอมม่าคลี่ปากยิ้มเอียง “มันเป็นอดีตที่เราวาดเองทุกครั้ง จริงไหม?” เธอมองสรรค์นิ่ง ๆ ก่อนจะหลบสายตา
ระหว่างที่กรจัดของอีกฝั่ง เงาเคลื่อนคล้อยผ่านกรอบประตู หลายคนไม่ทันสังเกต จริง ๆ แล้วใครบางคน—รุ่นพี่ทิวากร—กำลังเดินเข้าโถงสีดำช้า ๆ
รุ่นพี่ทิวากรกระแอมเอ่ยทักในความเงียบ เสียงนุ่ม “คืนนั้น…ฉันเคยอยู่เวรเฝ้าสตูดิโอกับพี่อีกคน”
ทุกสายตามองเขา พลังตึงเครียดค่อย ๆ ปรากฏ เอมม่าขยับปิดกล่องสีแน่นหนา อาคิรากระซิบเบา ๆ ไม่แน่ใจว่าได้ยินเพียงตนเอง “คืนนี้จะเหมือนอดีตรึเปล่า…”
ครู่หนึ่ง เสียงโทรศัพท์กรดัง ปลายสายไม่มีเสียงอะไรนอกจากลมหายใจ อึดอัด เผลอกดวางอย่างลนลาน
ภาสหยอก “ใครแกล้งโทรลับหลังแน่ ๆ เลย” แต่สีหน้าขรึมลง ไม่มีใครหัวเราะตาม
เมื่อคนสุดท้ายออกจากห้องน้ำ ทุกคนในทีมถึงกับนิ่งงัน เพราะเอมม่าหายไป
เมื่อรู้ว่าเอมม่าหายตัวไป ทั้งกลุ่มตื่นตระหนก วิ่งวนไปรอบ ๆ สตูดิโอ เสียงเรียกชื่อเธอสะท้อนดังค้างไปในห้องโถงร้าง มีเพียงเงาของอาคิราที่กุมมือสั่นอยู่ข้างภาพวาดตนเอง เธอเหลียวมองรูปหญิงแก่ในภาพอีกครั้ง ริมฝีปากสั่นระริก
สรรค์ตะโกน “เอมม่า! อยู่ไหน! อย่าแกล้งนะ!” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความกังวลและโทษตนเองอย่างแผ่วเบา
ภาสเดินตามเงาสะท้อนในกระจกแผ่นใหญ่ เห็นเงาละลายกลืนกับความมืด เขาอมยิ้มแห้งสนิท สัมผัสบรรยากาศหนักอึ้ง
กร กระวนกระวาย ชวนทุกคนแยกย้ายสืบหาไปคนละมุม ทว่าประตูด้านหน้ากลับล็อกแน่น กลอนเก่าแก่เหมือนเพิ่งเปลี่ยนไป
ในความอึดอัดใจนั้น อาคิราชะโงกใบหน้าแนบกับกระจก เธอพบเงาตัวเองพร่าเบลอและเงาอีกคนในกระจกที่ควรจะมีเพียงตน
เสียงสรรค์เริ่มขาดความมั่นใจ “ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ พวกเรา…มีใครอยู่ข้างนอก…หรือ…?”
ทิวากรกอดอก เงยหน้ามองเพดานสีงาช้างกระเทาะ เขาเล่าช้า ๆ ตะกุกตะกัก “เพื่อนเธอ…เอมม่า…เคยบอกอะไรไหม เรื่องที่อยู่ในสตูดิโอหลังเที่ยงคืน”
อาคิราจ้องแววตาทิวากร เต็มไปด้วยเค้าความกลัวและคำถาม “เธอรู้อะไรหรือเปล่า…”
บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด กรสั่นคลอน เริ่มเอ่ยว่า “หรือว่าพวกเราทุกคน…ต่างปิดบังอะไรบางอย่าง?”
เสียงพลุ้บหนึ่งดังจากบันไดด้านหลัง ทุกคนวิ่งออกไป แต่สิ่งที่พบมีเพียงผ้าใบจับชีพจรอากาศเย็นว่างเปล่า
สรรค์เริ่มยอมรับความกลัว “เมื่อคืนก่อน เคยมีเสียงเดินขึ้นลงบันไดอย่างนี้ใช่ไหม…แต่ไม่มีใครเลย”
ทุกคนสอดส่องสายตาหากัน เวลานี้ความหวาดระแวงกลายเป็นศัตรูตัวใหม่ ในดวงตาทุกคู่ซ่อนความผิดและอดีตที่เติบใหญ่ขึ้นทุกขณะ
สรรค์พาทุกคนกลับมาในห้องหลัก ทิวากรบอกให้ทุกคนนั่งรวมกันวนเป็นวงกลม เวลานี้ต่างคนต่างต้องเผชิญหน้ากับเงาในใจตัวเอง
เงียบชั่วอึดใจ สรรค์เป็นคนแรกที่สารภาพ “ฉัน…ฉันเคยขโมยไอเดียงานศิลป์ของเพื่อน…แค่เพราะอยากได้รางวัลมากกว่า”
ภาสกลืนเสียง ก่อนตอบ “ฉันรู้…แต่ก็ไม่กล้าพูด”
กรหันหน้าหนีไปอีกทาง กำมือตัวเองแน่น จนในที่สุดก็ปริแตก “เพราะ…ฉันคือคนทำให้เอมม่าโกรธและหนีออกไป ฉันพูดคำที่ไม่ควรพูดกับเธอก่อนหน้านี้”
ความเงียบโถมเข้ามา อาคิรานิ่งสงัดหลบตาทุกคน ก่อนกลั้นใจพูดด้วยเสียงแผ่วเบา “ฉัน…ฉันเห็นเงาในกระจก เป็นเอมม่าที่กำลังร้องไห้ มัน…เหมือนเป็นคำขอโทษที่ฉันไม่มีโอกาสพูด”
ทิวากรจ้องภาพทุกคน สายตามืดครึ้ม “คืนนี้ มีอะไรในนี้ที่ต้องถูกปลดปล่อย ไม่ใช่แค่ตัวพวกเธอ…แต่ความรู้สึกผิด…ความลับ…มันยังติดค้าง”
ทันใดนั้น ประตูที่ล็อกแน่นค่อย ๆ คลายกลอนเอง เสียงแกร๊กดังในความมืด ทุกคนอมภาพเอมม่าอยู่ในหัวใจ ดีดตัวลุกไปพร้อมกัน
ภาสหันไปหาอาคิรา สีหน้าตึงเครียด “พวกเราจะปล่อยใครไว้ข้างหลังเหรอ?”
อาคิราตัดสินใจออกเดินนำ ไม่สนใจเสียงรั้ง ทุกคนวิ่งตามไปตามเสียงฝีเท้าซึ่งเริ่มหนักขึ้น ท่ามกลางอากาศเย็นชื้น กลิ่นน้ำมันสนลอยกรุ่น
บันไดวนทำจากไม้เก่าเอี๊ยดอ๊าด เมื่อลงถึงชั้นใต้ดิน เงาเอมม่าในกระจกยังคงสะท้อนอยู่ เธอโผล่ออกมาจากความมืด สายตาว่างเปล่าเปียกน้ำตา
กรวิ่งไปหา ร้องขอ “ขอโทษนะเอมม่า…ฉันผิดไปจริง ๆ”
เอมม่าสะท้อนเสียงสั่นเครือ “ขอโทษ…มันไม่ลบความเจ็บปวด แต่มันทำให้ไม่ต้องอยู่กับมันคนเดียว”
อาคิราถามเสียงสั่นระริก “แล้วเราจะออกไปจากตรงนี้…ได้ยังไง”
เงาในกระจกตอบแทน “เธอจะกลับไปเจอกันใหม่…ตอนกล้าพอจะยอมรับอดีตของตัวเอง…”
ทันใดภาพวาดบนผนังบิดเบี้ยว รูปหญิงแก่ค่อย ๆ เผยรอยยิ้ม สตูดิโอกลับสว่างวาบ
ทุกคนผวา ตื่นขึ้นอีกครั้งกลางโถง ใครบางคนโอบไหล่เอมม่า ทุกคนอยู่กันครบ กอดกันแน่น หัวใจเต้นแรงเหมือนยังฝันอยู่
ความลับและความผิดในใจยังคง ไม่สิ้นสุด ทว่า คืนนี้เปลี่ยนทุกคนให้กล้ายอมรับกันมากกว่าเดิม
ขณะฟ้ารุ่ง อาคิราหันไปมองผลงานศิลป์ของตัวเองอีกครั้ง ภาพหญิงชราในคืนฝนพรำเปลี่ยนจากหวาดกลัวเป็นรอยยิ้มอ่อนโยน แววตาราวกับให้อภัย
ไม่มีคำพูดใด ทุกคนยิ้มให้แสงอ่อน ๆ ที่ลอดหน้าต่างมา แม้เมื่อคืนจะหลอนเพียงใด แต่บางอย่างในใจพวกเขาก็ได้รับการปลดปล่อยแล้ว