แสงสุดท้าย ณ สถานีอวกาศกาเลีย
เสี้ยววินาทีที่เท้าข้างหนึ่งของหลี่เหยียบลงบนพื้นโลหะเรียบของสถานีอวกาศกาเลีย เธอรู้สึกเหมือนหัวใจบีบแน่น บรรยากาศอึดอัดปะปนกลิ่นสนิมและเสียงเครื่องกรองอากาศที่ดังอยู่ตลอดเวลา ภายในห้องควบคุม โรเบิร์ต หนุ่มอเมริกันร่างใหญ่กับรอยยิ้มเจือน ๆ เดินนำทีมเข้าสู่เขตอยู่อาศัยชั่วคราว ต่างคนต่างกระอักกระอ่วน—แม้จะได้รับการฝึกอบรมร่วมกันหลายสัปดาห์ ความไว้วางใจดูจะเป็นเรื่องที่ถูกสงวนไว้เบื้องหลังสายตาของแต่ละคน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ตรงนี้ห้องนอนรวม…สองฝั่ง หญิงซ้าย ชายขวา อาหารจะเสิร์ฟทุกหกชั่วโมง” โรเบิร์ตประกาศ ขณะที่หลี่แลกสายตากับแนร่า สาวอินเดียท่าทางขี้อาย ซึ่งนิ่งเงียบแต่หางตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ทั้งคู่ไม่มีคำทักทาย นอกจากรอยยิ้มบาง ๆ ที่เงียบกว่าคำพูด
เสียงฝีเท้าของฟาริซ หนุ่มมาเลเซียตัวสูง ร่างบาง หยาดเหงื่อเกาะที่หน้าผาก แทนคำบอกเหตุปกติ “หวังว่าระบบน้ำร้อนจะยังใช้งานได้ เผื่อผมคงไม่ต้องอาบน้ำเย็นตอนเช้า” ฟาริซพูดพร้อมปล่อยหัวเราะเบา ๆ ซึ่งไม่มีใครตอบรับ คล้ายกับว่าทุกการเคลื่อนไหวถูกควบคุมด้วยสายตาที่คอยจับจ้องความผิดปกติ
คืนแรกที่สถานี เงียบสงัด แสงไฟห้องพักกระพริบไม่สม่ำเสมอ หลี่นอนเหม่อมองแผ่นฟ้าโลหะเหนือศีรษะ รู้สึกถึงแรงบีบที่อก เธอหยิบสมุดบันทึกมาจรดปากกาแต่กว่าห้ารายการ เธอเขียนได้แค่ชื่อทีม “หลี่, แนร่า, โรเบิร์ต, ฟาริซ, อลิน่า, มิคาเอล” เพลานั้น เสียงประตูเปิดเบา ๆ แนร่าค่อย ๆ แทรกหัวเข้ามาในแสงสลัว
“หลี่…ขอโทษ รบกวนหรือเปล่า” เธอกระซิบ มือกำชายเสื้อ “คืนนี้…กลัวอะไรมั้ย”
หลี่นิ่ง เธอรู้สึกถึงความแปลกแยกที่ทุกคนกลืนกลืนความรู้สึกเอาไว้ แต่อ้อมแขนความรู้สึกแปลกหน้าจากแนร่ากลับแปลกประหลาด “กลัว…แต่ไม่รู้ว่ากลัวอะไรเหมือนกัน บางทีมันเป็นแค่ที่นี่” โต้ตอบเบา ๆ สายตาทั้งคู่ปะทะกันในเงาสะท้อนจากหน้าต่างกระจก เสียงลมหายใจดังแข่งกับเสียงเครื่องจักร บรรยากาศตึง ๆ ที่ไม่มีใครพูดต่อ แต่มันสื่อถึงความรู้สึกว่างเปล่าในใจของแต่ละคน
เช้าวันใหม่ อาหารเช้าถูกวางไว้บนโต๊ะเล็ก ๆ อลิน่า สาวรัสเซีย ผมสั้นที่ดูเผ็ดร้อน หยิบจานขนมปังขึ้นมากินแล้วเพิ่งรู้ตัวว่าไม่มีใครพูดอะไร เธอตัดสินใจเปิดประเด็น “คืนนี้ใครฝันประหลาดบ้าง? ฉันฝันว่าเราลอยไปในอวกาศ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะอยู่ข้างนอก” เงียบ หลี่สบตากับแนร่าอีกครั้ง ฟาริซส่งเสียงหัวเราะกลบเกลื่อน “ฝันอะไรแบบนั้นเนี่ย อลิน่า หมอฟันต้องวิเคราะห์หน่อยไหม?”
มิคาเอล หนุ่มสวีเดนมาดนิ่ง ตัดบทสนทนา “อย่าเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ…เช้านี้ผมจะไล่เช็คระบบไฟฟ้า หลี่ แนร่า ช่วยด้วยไหม?” หลี่รับคำ แม้ในใจจะรู้ดีว่าแผนของแต่ละคนเริ่มแยกย้าย โรเบิร์ตกับอลิน่าตรวจสอบตู้อาหาร ฟาริซออกไปเก็บตัวเงียบ ๆ ในห้องสื่อสาร
ภายในห้องเครื่องจักร แสงไฟสีฟ้าเย็นจางทาบเงาพวกเขาบนผนัง เสียงหายใจแนร่าสะท้อนเบา ๆ มือทั้งสองข้างของเธอสั่นจาง ๆ ระหว่างก้มไปเช็คสายไฟ “แนร่ากลัวสายไฟไหม” หลี่หยอดคำถาม เธอส่ายหน้าแต่สีหน้าคล้ายฝืน “ไม่ใช่สายไฟ…เป็นกลัวถ้ามันเกิดอะไรตอนเราอยู่ในนี้ ใครจะช่วย” เสียงสะท้อนเจือความกลัวปนในทุกปลายประโยค
“ฉันว่ามันไม่มีอะไร” หลี่พยายามปลอบ แม้เสียงในใจตัวเองก็ไม่มั่นใจนัก มิคาเอลเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดเบา ๆ “ถ้าไฟดับจริง สู้ด้วยกันมั้ยครับ? อย่าให้ใครแตกแถว” เขายิ้มแห้ง ๆ ไม่มีใครพูดต่อ ทุกคนทำแค่ตั้งใจซ่อมระบบต่อโดยไร้คำพูด ความอึดอัดปนวังเวงแขวนลอยในอากาศเหมือนละอองฝุ่นที่ไม่มีใครพูดถึง
เย็นวันนั้น ฟาริซหายตัวไป ไม่มีใครเห็นมาตั้งแต่เที่ยง อลิน่าและโรเบิร์ตเดินสำรวจห้องนอน ห้องเครื่อง–ห้องน้ำ ไร้เงาของเพื่อนร่วมทีม อลิน่าเริ่มเสียงสั่น “ใครเห็นฟาริซรอบล่าสุด?” แนร่ามองหลี่ สีหน้าเคร่งเครียด
“เห็นตอนเช้า…หลังอาหาร เขาบอกจะไปห้องสื่อสาร” แนร่ากระซิบ สายตาหลี่เหมือนจับภาพความทรงจำฟุ้งกระจาย มันไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ความเงียบของฟาริซระหว่างอาหารเช้าทำให้ภาพทุกอย่างดูน่าสงสัยมากกว่าปกติ
มิคาเอลรีบตั้งข้อสังเกต “ระบบกล้องวงจรปิดเก็บภาพไว้ไหม ลองย้อนเช็คดู” โรเบิร์ตเดินหน้าแข็งตึงกดคีย์ข้อมูลบนหน้าจอ หลี่ค้นชุดภาพถ่าย กล้องห้องโถงชั้นล่างแสดงฟาริซเดินเข้าไปในห้องสื่อสาร—แล้วทุกอย่างก็จางหาย เหมือนหลังจากนั้น เขาไม่มีตัวตนในสถานี
เสียงหัวใจของทุกคนเต้นดังขณะเฝ้าหน้าจอแน่นิ่ง อลิน่ากระซิบต่ำ ๆ “มันเป็นไปไม่ได้…ไม่มีประตูไหนเปิดออก ไม่มีใครเดินผ่าน ยกเว้น…” เธอกลืนน้ำลาย โรเบิร์ตขมวดคิ้ว “เรากำลังถูกเล่น…หรือเปล่า?” เขาไม่พูดชื่อใคร นอกจากเสียงถอนหายใจเพรียก ในห้องเต็มไปด้วยคาวความวิตกจนแทบข่มไม่ลง
ขณะกำลังค้นหาตัวฟาริซ สัญญาณไฟในสถานีเริ่มกระพริบรัว ระบบเตือนพลังงานพร่องดังแทรกขึ้น โรเบิร์ตประกาศ “ถ้าระบบไฟฟ้าไม่สำรอง เราเหลือเวลาไม่ถึงสามวัน!” อลิน่าเหงื่อซึมที่ขมับ แนร่ากำมือแน่น หลี่รู้สึกเหมือนสลัดความกลัวไม่พ้น—แต่ทุกคนยังยืนอยู่ ไม่มีใครหนี
กลางคืนอากาศในสถานีเย็นชืด แนร่าตื่นขึ้นมาเดินวนในโถงหลวง หลี่เดินตาม “แนร่าจะไปไหน?” เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน แนร่าหยุดกลางทาง มองเพื่อนด้วยสายตาสั่นระริก “ฟาริซ…ฉันกลัวว่าเขาจะ… ไม่รู้ว่า…ถ้าเป็นเราแทนล่ะ?”
“ไม่มีใครหายไปอีกแนร่ะ ฉันสัญญา” หลี่พูด พยายามสร้างความแน่วแน่ในเสียงของตัวเอง มันยังเห็นได้ว่าเธอกลัวไม่ต่างกัน จังหวะที่ยืนนิ่ง ทั้งสองได้ยินเสียงเครื่องกระทบกันเบา ๆ ที่ปลายโถง—หลี่กลั้นหายใจแนร่าเกาะแขนเธอแน่น
เสียงโรเบิร์ตเรียกผ่านวิทยุ “ทุกคน มารวมที่ห้องควบคุม เรามีความคืบหน้า!” ในห้องควบคุม มิคาเอลชี้หน้าจอมอนิเตอร์ “พบโค้ดล็อกปริศนาในระบบฟาริซเมื่อคืนที่หายตัว—เขาส่งไฟล์เข้าช่องสื่อสารสำรองก่อนหาย!” อลิน่าเปิดไฟล์ ทุกคนเงียบงัน ในนั้นปรากฏข้อความสั้น ๆ ‘ความลับของกาเลีย ไม่ใช่ทุกอย่างที่เห็นจะเป็นจริง’
บรรยากาศสั่นคลอน ความกลัวผสมกับความสงสัย หลี่กัดริมฝีปาก คำถามเต็มหัว “แล้วเขาไปไหน ใครทำ หรือ…เขาจงใจ?” แนร่ามองหน้าหลี่ทั้งน้ำตาปริ่มเงียบไป
“แล้วถ้ามันเกี่ยวกับ…อะไรบางอย่างที่เราไม่รู้ล่ะ” มิคาเอลพูดเบา ๆ โรเบิร์ตเดินวน หัวคิ้วขมวดหนัก มือเคาะโต๊ะอย่างหงุดหงิด อลิน่าโพล่งเสียงขุ่น “ถ้าเขาซ่อนอะไรจริง เราควรหาทางออกให้ได้ก่อนพลังงานหมด เห็นด้วยหรือเปล่า?”
หลี่ลังเล—จะแสดงความกลัวหรือรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าทีม เธอเลือกอย่างหลัง “เราต้องไขรหัสไฟล์นั้น บางทีมันมีอะไรซ่อนอยู่ ถ้าฟาริซยังมีชีวิต…เราอาจจะเจอเขาทันก่อนออกซิเจนหมด”
ขณะเดียวกันในห้องโถงแนร่าเปิดประเด็นคุยกับหลี่อย่างจริงจัง “ถ้าเราผิดหรือฟาริซซ่อนอะไรจากเรา เราจะรับมือยังไงดี?” หลี่เงียบไปซักครู่ ก่อนเอื้อมจับมือแนร่าแน่น “ไม่รู้…แต่เราอยู่ฝั่งเดียวกัน” บทสนทนาจบที่ความเงียบ—แต่เป็นความเงียบที่ผูกพัน
กลางดึก อลิน่าทำงานกับระบบแกะรหัส โรเบิร์ตหยิบไฟฉายเดินตรวจตราโถง มุมหนึ่งของสถานีแสงไฟสลัวประกายบางสิ่งที่ตกค้างอยู่ในอากาศ—เสื้อฟาริซพาดอยู่หลังประตูฉุกเฉินที่ไม่ควรมีใครเข้าได้ โรเบิร์ตเรียกทุกคนมา
หลี่ยื่นมือแตะเนื้อผ้า ตัวสั่น ความกลัวขยายเป็นคลื่น “เขามาที่นี่เอง หรือมีใครพาเขามา?” มิคาเอลขมวดคิ้ว “ถ้ามีใครในนี้…ที่ไม่ใช่เรา?” ความเงียบหนักอึ้งอีกครั้ง
ในห้องควบคุมอลิน่าสามารถแกะรหัสไฟล์ได้ ข้อมูลเผยความเป็นจริงที่ไม่คาดคิด สถานีอวกาศกาเลียเคยเป็นจุดทดลองทางจิตวิทยาเพื่อทดสอบขีดจำกัดมนุษย์ โดยการสร้างแรงกดดันจำลองเหตุการณ์ผิดปกติ—รวมถึง ‘การหายตัว’ ของสตาฟในอดีต แต่การทดลองนี้ถูกปกปิดเป็นความลับมาตลอด
ทุกคนช็อก หลี่รู้สึกใจเต้นโครม อลิน่าหายใจติดขัด แนร่าร้องไห้พร่า “พวกเราคือหนูทดลอง…” มิคาเอลกัดริมฝีปากรับไม่ได้ โรเบิร์ตนั่งนิ่งเหมือนถูกกระชากจิตใจ
ท่ามกลางความวุ่นวาย สถานีมีเสียงไซเรนพลังงานตก ฮีตเตอร์ดับ อากาศเย็นวูบเข้าแทน หลี่ควบคุมสติ “เราต้องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ…ตอนนี้” เธอตัดสินใจลุก ชักชวนให้ทุกคนช่วยกันเช็คเครื่องมือ แม้ใจหนึ่งจะกลัวการถูกหลอกใช้อีกครั้งแต่เธอปฏิเสธที่จะยอมแพ้
อลิน่ากระแทกโต๊ะ “ไม่! จะให้พวกนั้นควบคุมชีวิตเรางั้นเหรอ?” โรเบิร์ตพูดเสียงกร้าว “เราทำได้แค่ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ไม่ได้ฆ่าใครนี่” มิคาเอลเสริมเสียงเย็น “เราเห็นแก่ตัวไม่ได้ ต้องหาทางรอดให้หมดทุกคน” แนร่าพยักหน้าทั้งน้ำตา “ฉัน…อยากกลับบ้าน”
ขณะที่ทุกคนดึงอุปกรณ์เครื่องมือระบบฉุกเฉิน หลี่หันไปสบตาอลิน่าเอ่ย “ถ้าไม่มีวันเลือก เราจะสร้างวันเลือกเอง” เธอสูดลมหายใจเข้าลึก จังหวะนี้เอง หน้าจอแสดงผลสถานีขึ้นไฟเตือนใหม่: มีการเปิดประตูสู่ส่วนปิดตายของสถานีที่ไม่มีใครมีสิทธิเข้า ทุกสายตาหันชนกันในความตึงเครียด
พวกเขาเดินแถวแน่นในทางเดิน เงียบและระแวง ทุกย่างก้าวเท้าเสียดสีกับพรมโลหะ ไฟสลัวไปทั้งทาง มือหลี่สั่นเล็กน้อย แม้จะพยายามหนักเพื่อไม่ให้ใครเห็น พวกเขาเปิดประตูชั้นใน พบฟาริซอยู่ในนั้น—ซูบผอม ตาสีดำหยั่งราก เขายิ้มจาง ๆ “ผมไม่ได้หนี…แต่ถูกสั่งให้อยู่ในนี้ ถ้าผมออกไป ไม่มีใครได้ออกไปเลย”
อลิน่าโวยลั่น “ใครสั่ง!?” โรเบิร์ตกราดตะโกน “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ฟาริซ?” ฟาริซหลบสายตา “พวกเขาอยากรู้…อยากเห็นขีดจำกัด…แต่อะไรที่เกินขอบเขตมันจะกัดกินใจเราไปทีละนิด”
แนร่าถามด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด “แล้วนายไม่ช่วยเราหน่อยเหรอ?” ฟาริซสั่นหัว น้ำตาซึม “ขอโทษ…ผมเลือกผิด ผมห่วงพวกนาย แต่…” หลี่ก้าวเข้าหาฟาริซ เอื้อมมือสัมผัสจนเขาสะดุ้ง หลี่พูดเสียงสั่น “เรายังมีโอกาสแก้…ถ้านายยอมเชื่อใจเรา ช่วยกันเถอะ”
ฟาริซถอนใจยาว เงียบพักหนึ่งแล้วพยักหน้า ยอมมอบรหัสปลดล็อกระบบฉุกเฉิน มันคือโอกาสเดียวในการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ขณะเร่งมือ ทุกคนร่วมแรง—แต่แต่ละสายตายังเต็มด้วยความเคลือบแคลงและแผลใจ
ขณะสงสัย และหวาดระแวง สัญญาณขอความช่วยเหลือถูกส่งออกไป พลังงานสุดท้ายของสถานีหมดลงพร้อมแสงไฟดวงสุดท้ายดับวูบ ใต้ผืนแสงจันทร์จากหน้าต่างสถานี ทุกคนล้อมวงกอดกัน อีกไม่กี่นาทีระบบสำรองจะดับสนิท
หลี่ปาดน้ำตา เธอพูดเสียงสั่นแต่เข้าใจแท้จริง “เราไม่เลือกความกลัวอีกต่อไป แม้ผลจะเป็นยังไงก็ตาม…”
ภายนอก สัญญาณช่วยเหลือที่ถูกส่งออก กระทบกับเสาสัญญาอวกาศห่างไกล จนเกิดแสงสะท้อนจุดเล็ก ๆ ฉายสว่างอยู่กลางความมืดของอวกาศ ก่อนคืนสุดท้ายนั้นจะกลืนทุกอย่างลงในความเงียบ…
ณ สถานีแห่งนี้ แม้คำตอบยังไม่ชัดเจนว่าสัญญาณถูกพบหรือไม่—แต่ละสายตากลับเต็มไปด้วยความหวังและการให้อภัยกันและกัน ท้ายสุดแสงสุดท้ายนั้นจึงกลายเป็นเครื่องหมายว่าที่นี่เคยมีมนุษย์ที่กล้าเผชิญความกลัวและความจริง ด้วยหัวใจที่เปลี่ยนไปตลอดกาล