เสียงลมหายใจที่ไม่มีใครเห็น
เสียงฝนหยดลงกระทบหลังคาเก่าคร่ำของหอพักหญิงในมหาวิทยาลัยกลางเมือง จังหวัดที่ไม่มีใครรู้จักในฐานะศูนย์กลางความคึกคัก ทว่าในค่ำคืนนี้ ท่ามกลางความเงียบสงัดและกลิ่นอับที่ไม่จางไปตามกาลเวลา มีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งเดินลากกระเป๋าเข้ามาด้วยสีหน้ามึนงงและเหนื่อยล้า สายตาของเธอสอดส่ายไปรอบ ๆ โถงทางเดินแคบที่ถูกแต่งแต้มด้วยแสงไฟสลัว เธอชื่อ “ฝน” หญิงสาวที่กำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยที่ไม่คุ้นเคย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!พี่แม่บ้านซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามเคาน์เตอร์รีบลุกขึ้นมาต้อนรับ “น้องฝนใช่ไหมลูก ห้อง 314 อยู่ชั้นสาม ขึ้นลิฟต์ไปแล้วเดินไปสุดทางขวามือนะจ๊ะ” เสียงพูดของพี่แม่บ้านแฝงด้วยความเหนื่อยอ่อนกับสายตาที่เหมือนอยากจะหลบเลี่ยงไม่สบตาฝนเท่าไรนัก
ฝนพยักหน้าขอบคุณ เธอลากกระเป๋าเดินขึ้นลิฟต์ที่ประตูเปิดเองช้าจนแผ่วเบา เสียงลิฟต์ขูดเสียดกับรางเหล็กดังเอี๊ยดอ๊าดตลอดเวลา เมื่อถึงชั้นสาม ฝนรู้สึกถึงอากาศเย็นวูบหนึ่งที่ไม่มีที่มา เธอเดินตามทางเดินที่เหมือนจะแคบลงเรื่อย ๆ จนถึงหน้าห้อง 314
เสียงประตูไม้แก่ ๆ ดังเอี๊ยดเมื่อฝนบิดลูกบิดเข้าไปในห้อง ภายในห้องมืดสลัว เธอเห็นเพื่อนร่วมห้องนั่งหันหลังให้อยู่ข้างหน้าต่าง ผมยาวดำสนิทปกปิดใบหน้า เธอหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยทัก “สวัสดี เราชื่อฝนนะ”
เพื่อนร่วมห้องหันหน้ามาอย่างช้า ๆ เผยใบหน้าซีดขาวและดวงตาเศร้าสร้อย “เรา…ไหม” เธอตอบเบา ๆ เสียงสั่น
ฝนรู้สึกถึงความอึดอัดบางอย่างในอากาศ คู่สนทนาของเธอพูดน้อยและไม่มีรอยยิ้ม ฝนตั้งใจจะชวนคุยเพิ่มเติมแต่ไหมเพียงแค่พยักหน้าแล้วหันกลับไปมองนอกหน้าต่างเหมือนไม่ต้องการพูดอะไรอีก
คืนแรก ฝนนอนกระสับกระส่าย แม้จะเหนื่อยล้าจากการเดินทางแต่ความเงียบในห้องนี้กลับแปลกประหลาด เสียงลมหายใจแผ่วเบาดังขึ้นในความมืด เธอหันไปมองไหมที่หลับอยู่เตียงข้าง ๆ แต่เสียงนั้นไม่ได้มาจากไหมหรือฝนเอง มันเหมือนมาจากที่ว่างตรงกลางห้อง
ฝนหลับตาลงอย่างพยายามจะลืมเสียงนั้น แต่ความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านมาใต้ผ้าห่มกลับทำให้เธอฟังเสียงนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น
เช้าวันต่อมา ฝนเดินไปถามพี่แม่บ้าน “เมื่อคืนในห้อง 314 มีอะไรสักอย่างรึเปล่าคะ หนูได้ยินเสียงเหมือนคนหายใจ”
พี่แม่บ้านเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยเสียงแผ่ว “ห้องนั้นเป็นห้องเก่า ไม่ได้มีอะไรมากหรอกลูก…พักให้สบายเถอะนะ” แววตาเธอหลบเลี่ยงและรีบเดินจากไป
ฝนรู้สึกแปลก ๆ กับท่าทีของพี่แม่บ้าน เธอกลับไปที่ห้องพร้อมกับความสงสัย เมื่อเปิดประตูเข้ามา ไหมกำลังนั่งเงียบ ๆ อยู่บนเตียงเหมือนเดิม ไม่ได้พูดอะไร ฝนพยายามชวนคุยแต่ไหมตอบเพียงสั้น ๆ หรือบางครั้งแค่ส่ายหน้า
เสียงลมหายใจในยามค่ำคืนยังคงอยู่ ทั้งที่ไหมหันหลังให้นอนนิ่ง ฝนลองนับจังหวะหายใจของตัวเองกับไหม มันไม่ตรงกับเสียงที่ได้ยินเลย เสียงที่ว่าเหมือนลอยอยู่เหนือเตียงของเธอเอง
คืนที่สาม ฝนตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะรู้สึกว่ามีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ปลายเตียง เสียงลมหายใจหอบหนักขึ้น แล้วจู่ ๆ เธอก็ได้กลิ่นบางอย่าง กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นดินสดใหม่ เธอขนลุกและรีบหยิบโทรศัพท์ฉายไฟไปทั่วห้องแต่ไม่เห็นอะไร
รุ่งเช้า ฝนสังเกตเห็นรอยขีดเขียนเล็ก ๆ บนผนังใกล้หัวเตียง ข้อความว่า “ขอให้คืนชีวิตฉันกลับมา” เธอถามไหมว่ารู้เรื่องนี้ไหม ไหมหลบสายตาแล้วตอบแผ่วเบา “เราไม่รู้…มันอยู่ที่นั่นตั้งแต่เราย้ายเข้า”
ฝนเริ่มถ่ายรูปข้อความและรอยอื่น ๆ ในห้องไว้ เธอได้แต่สงสัยว่าทำไมไม่มีใครพูดถึงห้อง 314 เลย ทุกครั้งที่ถามเพื่อนคนอื่น ๆ หรือแม่บ้าน พวกเขามักเปลี่ยนเรื่องหรือบอกว่าไม่เคยสนใจห้องนี้เป็นพิเศษ
ฝนตัดสินใจค้นหาในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับหอพักนี้แต่ไม่พบข้อมูลมากนัก มีเพียงข่าวเล็ก ๆ เมื่อหลายปีก่อนเรื่องนักศึกษาหญิงคนหนึ่งหายตัวไปกลางดึก ไม่มีใครพบศพ ไม่มีร่องรอยการขัดขืน เหมือนเธอหายไปในความมืดพร้อมกับความลับของห้องนั้น
คืนนั้น ฝนพยายามนอนแต่เสียงลมหายใจยิ่งชัดขึ้น เธอลุกไปเปิดไฟแต่ไฟกะพริบเหมือนจะดับลง เสียงฝีเท้านุ่มเบาเดินวนอยู่หน้าประตู แล้วเสียงนั้นก็หยุดลง ไหมตื่นขึ้นและมองฝนด้วยแววตาตื่นกลัว
“ฝน…เธอได้กลิ่นแปลก ๆ มั้ย” ไหมกระซิบ
“ใช่ เราได้กลิ่นดิน แปลกมาก ๆ” ฝนตอบ
ไหมนิ่งไปนานก่อนจะเอ่ยเสียงสั่น “เราเคยฝันถึงคน ๆ หนึ่ง…เธอนอนอยู่ตรงกลางห้องนี้ เธอขอให้เราช่วย แต่เราทำไม่ได้”
“ใคร?” ฝนถามเสียงสั่น
“เราไม่รู้…แต่เธอร้องไห้หนักมาก เธอพูดว่า…ขอโทษที่ต้องอยู่ที่นี่คนเดียว” ไหมหลุบตา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกลัวและสงสารปะปนกัน
เช้าวันต่อมา ฝนเล่าเรื่องราวให้เพื่อนสนิทที่มหาวิทยาลัยฟัง เพื่อนหัวเราะ “แกคิดมากไปเองรึเปล่า ห้องเก่า ๆ มันก็ต้องมีเสียงแปลก ๆ อยู่แล้ว”
แต่ความสงสัยในใจฝนไม่จางหาย เธอกลับไปห้องและลองสำรวจพื้นที่ใต้เตียง เธอพบเศษผ้าขาดจางกลิ่นดินติดอยู่ เมื่อเอาไปถามไหม ไหมส่ายหน้า “ไม่ใช่ของเรา” ท่าทางเหมือนไม่อยากแตะต้อง
ตกกลางคืน ฝนเริ่มได้ยินเสียงบางอย่างกระซิบชื่อเธอ เสียงเงียบงันแต่ก้องอยู่ในหัว “ฝน…ช่วยฉันด้วย…” เธอนั่งนิ่งอยู่นาน จนไหมลุกขึ้นมานั่งข้าง ๆ หน้าไหมซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
“เมื่อคืนเราฝันอีกแล้ว…เธอ…เธอบอกว่าอยากกลับบ้าน” ไหมพูดเสียงสั่น
ฝนกำลังจะถามต่อแต่จู่ ๆ ไฟในห้องก็ดับจนมืดสนิท มีเพียงแสงจากโทรศัพท์ที่ส่องพอให้เห็นเงาของกันและกัน เสียงหายใจเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ
“ไหม…เรากลัว” ฝนพูดเสียงเบา
ไหมเอื้อมมือมาจับมือฝนแน่น “เราด้วย…”
เช้าวันถัดมา ฝนตัดสินใจไปถามแม่บ้านอีกครั้ง คราวนี้เธอเงียบอยู่นานก่อนจะตอบเสียงสั่น “เมื่อก่อน…ห้อง 314 ไม่มีใครอยู่ได้นาน มักจะมีเสียงประหลาด บางคนบอกว่าเคยเห็นผู้หญิงนั่งร้องไห้อยู่กลางห้อง…แต่ไม่มีใครกล้าพูดถึง”
ฝนถามต่อ “แล้วนักศึกษาที่หายตัวไปล่ะคะ?”
แม่บ้านเม้มปากแน่น “ไม่มีใครพูดถึงเธอ ทุกคนกลัว…แต่เราจำได้ เธอชื่อพลอย”
คืนต่อมา เสียงลมหายใจกลับมาอีกและครั้งนี้ชัดเจนมาก ราวกับมีใครอยู่ข้างเตียง ฝนลุกขึ้นนั่งในความมืด ไหมนั่งเงียบ ๆ น้ำตาไหล มองไปที่ว่างเปล่า
“เธออยู่ที่นี่ใช่ไหม” ฝนถามเสียงแผ่ว
ความเงียบปกคลุม ก่อนจะมีเสียงกระซิบแผ่วเบา “ขอบคุณ…ที่ไม่ลืมฉัน”
ฝนกับไหมหันมามองหน้ากันด้วยความตกใจและกลัวสุดขีด แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สัมผัสได้ถึงความเศร้าลึก ๆ ที่แฝงอยู่ในเสียงนั้น
ฝนเริ่มค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม เธอพบว่าก่อนพลอยจะหายตัวไป มีข่าวลือเรื่องพิธีกรรมแปลก ๆ ของกลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่งในห้องนี้ ไม่มีรายละเอียดมากนัก ทุกอย่างเงียบงันเหมือนถูกปกปิด
ฝนพยายามถามไหมเรื่องพิธีกรรม แต่ไหมปฏิเสธ “เราไม่รู้อะไรทั้งนั้น” แต่แววตาหลบหลีกจนฝนเริ่มสงสัยว่าไหมอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีตของห้อง 314
คืนถัดมา เสียงลมหายใจและกลิ่นดินแรงขึ้นจนห้องอึดอัด ฝนตัดสินใจเผชิญหน้ากับสิ่งที่มองไม่เห็น “ต้องการอะไร…” เธอกระซิบกับความมืด
เสียงฝีเท้านุ่มเบาเดินวนอยู่หน้าประตู แล้วประตูก็เปิดออกเองอย่างช้า ๆ ลมเย็นเฉียบพัดเข้ามา ภายในความเงียบงันนั้น ฝนเห็นเงาแขนขาวซีดแตะที่ประตู เงาร่างหนึ่งนั่งอยู่ตรงกลางห้อง มองพวกเธอด้วยสายตาเว้าวอน
ไหมกรีดร้อง “พอเถอะ! ขอโทษ ขอโทษจริง ๆ!”
เงานั้นนิ่ง แล้วเสียงลมหายใจก็เงียบลง เหลือเพียงความหนาวที่ค้างอยู่ในห้อง ฝนมองไปที่ไหม “เธอรู้เรื่องนี้ใช่ไหม”
ไหมนั่งกอดเข่า ร้องไห้สะอึกสะอื้น “วันนั้น…เรากับกลุ่มเพื่อนอยากลองของ พวกเราทำพิธีในห้องนี้ แต่พลอย…พลอยเหมือนถูกบางอย่างครอบงำ เธอร้องไห้แล้วก็หายไป พวกเราไม่กล้าบอกใคร…กลัว…”
ฝนเงียบไปนาน ก่อนจะพูดเสียงนิ่ง “เราต้องช่วยเธอ”
ทั้งสองตัดสินใจนำผ้าขาดที่เจอไปฝังใต้ต้นไม้หน้าหอพัก จุดธูปสามดอกและขอขมาด้วยน้ำตา “ขอให้เธอไปสู่ที่สงบ”
ในความเงียบงันนั้น ลมเย็นพัดผ่านอย่างแผ่วเบา เหมือนมีใครลมหายใจสุดท้ายอย่างสงบ เสียงในห้อง 314 ก็เงียบหายไปตั้งแต่นั้น
แต่ทุกครั้งที่ฝนเดินผ่านห้อง 314 เธอมักจะหยุดฟังอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนจะได้ยินเสียงลมหายใจจาง ๆ แว่วมาในความเงียบเสมอ
และบางคืนฝนก็ฝันว่าได้ยินเสียงกระซิบ “ขอบคุณ…ที่ไม่ลืมฉัน”