เสียงของสะพานกระจก
เสียงน้ำทะเลซัดกระทบเสาหินใต้สะพาน ในค่ำคืนที่สายหมอกกลืนกิน เมืองริมทะเลเหมือนหายใจเบาๆ รอคอยใครบางคนกลับมา ไฟถนนล้มตัวลงจากเสา ส่องแสงอ่อนในละอองน้ำแขวนที่ลอยอ้อยอิ่งเหนือพื้นถนน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!สุคนธา วันเดอร์เรอร์ ถือกระเป๋าเดินทางเพียงใบเดียว เดินผ่านตรอกแคบที่สัตว์ซุกตัว เธอหยุดตรงหน้าสะพานกระจกที่บางส่วนเปื้อนหยดน้ำเกลือจากคลื่นซัด เสียงแตกกรอบของกระจกใต้เท้าทำให้เธอต้องชะงักและเงยหน้าพร้อมสูดลมหายใจลึก กลิ่นเกลือปนความเปรี้ยวของอารมณ์ค้างในอก
ใครคนหนึ่ง—ชายแก่เฝ้าสะพาน—เอ่ยเสียงแผ่ว “กลับมาแล้วสินะ… ลูกควรไปเยี่ยมแม่ก่อน”
สายตาของสุคนธาวูบไหว เธอตอบติดขัด “แม่คงไม่อยากเห็นหน้า…ฉันมาทำงาน ไม่ได้กลับบ้าน”
เสียงขำแห้งๆ ดังมาตามสายลม “ก็เหมือนเดิม สะพานนี้ยังรอเสียงเท้าที่เหมือนเดิมทุกคืน”
สุคนธาตัดบท “มีเด็กหายไปล่าสุดกี่คน?”
ชายแก่ยกไหล่ “เดือนนี้สองคน เมืองนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยน ยกเว้นเสียงที่สะพาน…”
สุคนธาเดินเลยไปโดยไม่หันหลังกลับ เงาของเธอลากยาวทับกับเงาสะพานที่ส่องแสงพรายขึ้นมาในสายหมอก เธอมองตึกแถวอายุหลายสิบปี ร้านค้าเก่าๆ ป้ายชื่อคลุมด้วยหยากไย่และความทรงจำ
เสียงโทรศัพท์มือถือสั่นเรียกความสนใจ เธอรับสาย เสียงฝั่งนั้นเป็นของ ปาย ร้อยเวรประจำท้องที่ “สุ มายัง? ดึกแล้ว…ยังทันเจอคุณนายไหม?”
“เจอแน่ ไม่ว่าแม่จะอยากหรือไม่” สุคนธาตอบพลางเดินเข้าเงาไฟหน้าบ้านเก่า เสียงทีวีดังแว่วจากข้างใน แล้วแม่ของเธอก็เปิดประตูตรงทางเข้า ใบหน้าฉายแสงจากจอทีวี ดวงตาสีดำที่เต็มไปด้วยรอยแผลจากอดีต
“กลับมาทำไม? หลงงานจนลืมบ้านเหรอ?” แม่ถามเสียงแข็ง
“มาสอบสวน…มีเด็กหาย” สุคนธาวางกระเป๋าชิดข้างฝา “ไม่มีใครอื่นรับงานนี้เพราะ…เขาว่ามันเป็นของแปลก”
“ของแปลก? อย่าเอาเรื่องผีมาขู่ฉัน คนที่กลัวคือคนที่ทำผิด” แม่ขว้างผ้าขี้ริ้วใส่มือ “ล้างหน้าก่อน มานั่งกินข้าว”
สุคนธายืนนิ่ง เหมือนทุกอย่างในบ้านกำลังพูดจาแทนกันเอง ทั้งจานชามวางเก่า โทรทัศน์โบราณ เสียงนาฬิกาเดินช้าๆ ตามจังหวะลมหายใจของผู้สูงวัยในบ้าน
ข้ามโต๊ะอาหารที่มีชายวัยกลางคน—วิไล ลูกพี่ลูกน้องของสุคนธา—นั่งเงียบ มองจานข้าวตัวเองจนอิ่ม เขาเปรยเสียงต่ำ “สะพานกระจกมันไม่ได้มีแค่เรื่องเล่า…ที่ผมเห็นเมื่อคืน เหมือนมีเงาดำๆ ลากบางอย่างไป”
แม่พ่นลมหายใจ “อย่าเล่าให้ตำรวจฟัง เดี๋ยวเขาจะหาว่าบ้า”
สุคนธาชะลอคำถาม เธอสังเกตภาษากายที่ระแวดระวังของทุกคนในบ้าน ไม่มีใครมองตากันตรงๆ
“แล้วเด็กคนสุดท้าย…ใครเห็นครั้งสุดท้าย?” สุคนธาถามเสียงเรียบ
วิไลเงยมาสบตา “แถวนั้นมันไม่มีใครกล้าเดินยามค่ำคืน ยกเว้นไอ้กรณ์ มันจะร้องเพลงกับสะพานทุกคืน”
แม่เสริม “ไอ้เด็กจรจัดนั่นเหรอ? แม่ของมัน…” เสียงสะอึกสะอื้นหลุดในคำพูด “พ่อมันตายที่สะพานนี่ไง”
บรรยากาศบนโต๊ะกินข้าวขมขื่น สุคนธาตัดสินใจออกไปสำรวจสะพานทันที วิไลขอตาม เธอพยักหน้าให้
ใต้แสงไฟสลัวสองคนเดินเคียงกันบนสะพานกระจก กรอบกระจกขุ่นมัวชำรุด วัตถุบางอย่างสะท้อนแสงใต้เท้า เสียงคลื่นประหลาดปนเข้ากับเสียงกระซิบ “กลับบ้าน…กลับบ้าน…”
วิไลกลืนน้ำลาย “มันเหมือนมีเสียงเรียก…”
สุคนธาโน้มตัวฟัง เธอสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดที่ผิดธรรมชาติ ใต้สะพาน เหมือนเงาคนแว้บผ่านในความมืด เธอเหลียวมองแต่ไม่มีใคร “นี่แหละที่เขากลัว”
ทันใดนั้น กระจกแผ่นหนึ่งร้าวแตก เสียงกรีดร้องเฉียบพลันเหนือลม ลมเย็นตวัดผ่านเหมือนมีอะไรไหลทะลุร่าง สุคนธายืนแน่นิ่ง จังหวะการหายใจติดขัด เธอมองเท้า พบว่ามีเศษกระดาษเล็กๆ ชำรุดที่ชายสะพาน มันคือภาพวาดเด็กชายกับเงาใหญ่ที่ไม่มีหน้า
วิไลดูภาพแล้วสั่นเครือ “ลูกของไอ้กรณ์…”
สุคนธาเงียบ พลันเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น คราวนี้เป็นปาย “สุ! ตำรวจพบรอยเลือดที่ท่าเรือ แถวนั้นมีรอยลากอะไรบางอย่าง…รีบมาเดี๋ยวนี้!”
เสียงลมแรงจัดจนเกือบกลืนเสียงสุคนธา “ฉันกำลังจะไป…” เธอรีบจ้ำออกจากสะพาน วิไลตามมาติดๆ
ท่าเรือรกร้างอยู่หลังตลาดเสื่อมโทรม ไฟหน้ารถตำรวจสาดส่องวัตถุสีเข้มบนพื้น ปายยืนรออยู่ หน้าตาเธอเต็มไปด้วยความวิตก “รอยเลือดจางๆ ลากยาวไปทางนู้น แต่ไม่มีซาก…มีแต่รองเท้าเด็กที่คู่เดียว”
สุคนธาก้มเก็บรองเท้านั้นขึ้นมา เธอหยุดนิ่งเพราะใต้รองเท้ามีเศษกระจกชิ้นจิ๋วติดมา “มีอะไรกว่านี้ไหม?”
ปายส่ายหน้า “แค่นี้…แต่ชาวบ้านไม่มีใครกล้าออกมาเลย”
สุคนธาเสยผม ลังเลแล้วตัดสินใจ “ฉันจะนั่งเฝ้าสะพานคืนนี้เอง”
ปายพยักหน้า “ถ้ามีอะไร ร้องขึ้นมาดังๆ เลยนะ”
คืนสู่ความเงียบ สุคนธานั่งซ่อนตัวข้างเสาสะพาน แสงไฟวูบไหวในหมอก เสียงลมหอบแรงเหมือนกำลังกลั่นหายใจ เธอกอดตัวเองแน่น พยายามควบคุมความกลัว
ภาพในอดีตวาบขึ้นมา คืนที่เธอเถียงกับแม่เรื่องคดีพ่อ สารภาพความผิดหวังในตัวเธอ เธอหอบเสื้อผ้าหนีออกนอกบ้าน ทิ้งแม่ในค่ำคืนเดียวกันแบบนี้ ทุกความรู้สึกผิดไหลกลับมาพร้อมกับเสียงกระซิบ “กลับบ้าน…กลับบ้าน…”
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังมาจากเงามืด ใครบางคนตัวเล็กเดินกะเผลกเข้ามาใกล้สุคนธา เธอเร่งดึงไฟฉายขึ้นส่อง พบเด็กชายผมฟู ใบหน้าหวาดกลัวและเปียกชื้นตะโกน “อย่า! อย่าให้มันมา!”
สุคนธาดึงมือ “เธอชื่ออะไร!”
เด็กชายร้อง “กรณ์! มันจะเอาหนูไป…เสียงนั้น—”
ทันใดนั้น ลมแรงจัด เงามืดขนาดใหญ่วาดผ่านขอบตา กระจกสะพานแตกพร่า ปาย วิไล และแม่ของสุคนธาวิ่งฝ่าหมอกมาถึงทุกคนเกาะกันแน่น เสียง ‘นกหวีด’ สูงแหลมไล่ลม คำพูดแตกเป็นเศษชิ้นตกค้างในใจ “ห้ามข้าม…ถ้ากลับใจ…”
สุคนธาคว้าเด็กและลากวิไลกลับ ตะโกนข้ามสายหมอก “แม่! ไปจากที่นี่!”
แม่ตวาด “เอาเด็กให้ฉัน!” เงาดำพุ่งตรงใส่ร่าง แม่ล้มลงกับพื้น เสียงกระจกแตกดังระงม
สุคนธาวิ่งไปหาแม่ น้ำตาไหล ปายช่วยพยุงขึ้นมา “เราต้องออกจากตรงนี้…”
เสียงสะพานแตกขาด เงามืดยื่นมือมาคว้าเด็ก กรณ์ส่งเสียงร้อง “อย่าทิ้งผม!”
สุคนธาตัดสินใจเด็ดขาด กระโจนใส่เงานั้น กอดกรณ์ไว้เต็มแรง “ใครก็ตามที่อยู่ใต้สะพานนี้! ไม่ใช่เสียงของฉันอีกแล้ว!”
เงาดำหยุดนิ่ง คราบน้ำตาของสุคนธาไหลปะปนกับน้ำค้าง เงานั้นถอยห่างพร้อมเสียงกระซิบที่เบาจนเหลือแค่ไอความเศร้าในลมหายใจ
สุคนธาดึงแม่ขึ้น มากอดวิไลและปาย
สายหมอกบางตัวยกขึ้น เศษกระจกเงาสะท้อนแสงแดดแรก ทุกคนมองสะพานที่เปลี่ยนเป็นเพียงโครงเหล็กไม่มีเงากระจกอีก เงาดำหายไป เสียงในสายลมหายเงียบกลายเป็นความหวังใหม่
สุคนธายืนเงียบ ซึมซับความรักที่ถูกรื้อฟื้น “เสียงสะพานจะกลายเป็นบทเรียนให้เรา…ทุกเสียงที่เรากลัว ก็แค่เสียงใจเราเอง”
แม่พยักหน้าช้า ๆ “กลับบ้านเถอะ หลังลมนี้คงไม่มีอะไรไล่เราอีกต่อไป”
พระอาทิตย์ขึ้น เมืองริมทะเลคืนสำนึก เศษความหวาดกลัวถูกปลดปล่อย เด็ก ๆ กลับมาเล่นใกล้สะพานอีกครั้ง เสียงหัวเราะชะล้างร่องรอยอดีต เหลือแต่ความทรงจำอ่อนแสงในสายหมอกแห่งรุ่งอรุณ