เสียงสะท้อนจากอีกฟาก
เส้นสายเบื้องล่างคือเขาวงกตร้อยเรียงด้วยแสงนีออนและเหล็กกล้า เมืองลอยฟ้า อาร์คีเซีย แผ่ซ่านอยู่เหนือเมฆหนาแน่นยามค่ำ ท่ามกลางเสียงมอเตอร์พึมพำอย่างต่อเนื่อง ไอรา สาวน้อยอายุสิบหกในกางเกงขาสั้นกับเสื้อลายฟ้าขาว เดินทอดน่องไปตามระเบียงคอนกรีตของหอพักเก่า ตัวเล็กหยุดหน้ากระจกวงกลมแตกรานตรงประตูทางออก ชั้นแพรแสงสีม่วงที่กระทบใบหน้า เติมเต็มความเงียบงันแบบล่องลอยของค่ำคืนนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!หน้ากระจกนั้น เงาของไอราเหมือนไม่อยากอยู่กับเธอ—เงาดำดุจหมอกบางค่อย ๆ ไหลหล่นลงพื้น ไอราเหลือบตามองสัญญาณเตือนในมือถือ แอพพ์เตือนภัยแจ้งเตือนว่าคืนนี้: “พื้นที่ความฝันผิดปกติ ความเสี่ยงระดับปานกลาง” เธอถอนหายใจ ล้วงหูฟังเสียบเพลงโปรดแล้วเดินออกไปตามโถง เสียงจากคอนโดสะท้อนจังหวะเท้า ราวกับใครบางคนเดินตามอยู่เสมอ
ระหว่างกำลังหย่อนโทรศัพท์เข้าเป้ด้านหลัง เสียงกระซิบแผ่วดังขึ้นที่ข้างหู “คืนนี้ไม่ควรเดินคนเดียว…” ไอราจะก้าวต่อ แต่จู่ ๆ แรงดึงวูบวาบเหมือนอบไอร้อนพล่านผ่านร่าง เสี้ยววินาทีคร่าว ๆ ทุกอย่างก็มืดพรึบ ความเงียบหนักอึ้งแทนที่
เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง เธอกลับพบว่าตัวเองยืนอยู่ริมดาดฟ้าที่ไร้เงา เมืองเบื้องล่างเงียบสนิท ทุกอาคารดูซีดจางประหลาด เงาของเธอหายไป
ไอราตะโกนเรียก ไม่มีเสียงสะท้อนกลับ มีเพียงเสียงหัวเราะเย็นยะเยือกลอยมาจากใต้เงาสะท้อนของแผ่นกระจกดาดฟ้า สายลมกรรโชกแรง ชายผมยาว ใส่ชุดขาดรุ่งริ่งปรากฏตรงขอบระเบียง เขาหันมามองตาเปล่งแสงสีเงิน “เธอเห็นฉันไหม?”
ไอราถอยหลัง ตาเบิกโต “คุณ… ใคร…”
เขาไม่ตอบ เพียงยื่นมือออกมา นิ้วเย็นเฉียบจรดแก้มเธอ เงาสีดำพวยพุ่งขึ้นล้อมรอบ พริบตาเดียว ไอราถูกดึงเข้าสู่แดนประหลาดที่คล้ายระลอกคลื่นแห่งอดีตอันแสนเจ็บปวด
ในห้องแล็บสว่างวาบของศูนย์วิจัยบนท้องฟ้า ดานิล นักวิทยาศาสตร์วัยกลางคนผมหงอกแซมดำ กำลังไล่เรียงข้อมูลภาพสะท้อนคลื่นสมองในโปรแกรมฮาโลกราฟฟิก สายตาของเขาดูเฉื่อยชา มือเคลื่อนไปบนจอทัชสกรีนอย่างเคยชิน จู่ ๆ โปรแกรมวิเคราะห์ภาพแสดงผล “พบสารแปลกปลอมในจิตรับรู้” เสียงกลไกเย็นชาประกาศ
ดานิลแค่นเสียงหัวเราะ ยกมือกุมขมับ “อีกแล้วเหรอ…ห้องทดลองจะสั่งปิดอีกแล้วใช่ไหม?”
ทันใดนั้น ไฟทั้งชั้นกะพริบพรึบพรั่บ ราวกับมีบางอย่างผ่านเข้ามาในโครงข่าย สมองเขาคิดถึงคำพูดลูกสาวที่จากไป “อย่าให้ความกลัวสะกดจิตคุณไปตลอด”
หน้าจอห้องสังเกตการณ์บิดงอ เงาดำขยายตัวบนฝาผนัง ใบหน้าไร้รายละเอียดคล้ายเงาคนจ้องมองเขา ดานิลนิ่งอึ้ง เรียกชื่ออดีตภรรยาตัวเองในใจ พริบตานั้น เสียงโทรศัพท์ฉุกเฉินดังขึ้น เบอร์ผู้แจ้งเรื่อง “ซาวิณ เพื่อนบ้านเด็กสาวจากหอพัก 79” รายงาน: “มีเด็กสาวสลบอยู่บนดาดฟ้า”
ดานิลคว้าแจ็กเก็ต เดินฝ่าสายฝนสีเทาลงสู่ระดับล่างสุดของเมือง ความกลัวเกาะกินเขาทีละเล็กน้อย ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความเสียใจที่ไม่เคยกล่าวขอโทษกับคนในครอบครัวเสียที
ในความมืดของโถงทางเดินหอพัก ซาวิณ หญิงสาวร่างบาง ดวงหน้าเคร่งขรึมในชุดผ้าคลุมหนาโทนดำ กำลังจุดตะเกียงเล็ก ๆ เดินลากขาก้าวขึ้นบันไดไม้เก่า ด้วยสายตามุ่งมั่น ริมฝีปากบางเม้มแน่น มือขวาถือสร้อยข้อมือผ่อนไขว้ สัญลักษณ์บางอย่างห้อยอยู่ที่ปลาย เหมือนใช้ต่อรองกับสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น
“เธออยู่ไหนกันแน่นะ…” ซาวิณพูดพึมพำขณะก้มหน้ามองรอยผงดำปริศนาเป็นทางยาวตัดผ่านโถง รอยนั้นเหมือนลอยขึ้นมาจากพื้นไปสู่ห้องดาดฟ้าโดยตรง เธอยื่นมือแตะสัมผัส พลังงานเย็นยะเยือกไหลผ่านเข้าสู่สมอง
เสียงจากวอร์กี้ทอล์กกี้ดังขึ้น เสียงดานิลถามอย่างร้อนรน “ซาวิณ เจอตัวเด็กยัง?”
“ยังค่ะ รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างดึงวิญญาณเธอออกไป” เสียงของซาวิณหนักแน่นพร้อมไหวสั่นอยู่ลึก ๆ
ปลายสายเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนเสียงถอนหายใจดังขึ้น “อย่าทำอะไรเสี่ยงเกินไป เข้าใจไหม”
ซาวิณไม่ตอบ เงียบอยู่นาน จากนั้นจึงพูดเบา ๆ “ขอให้ทันเวลา” เธอเดินเร่งเข้าไปในห้องดาดฟ้า เตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับเงาในความเงียบ
ไอราตื่นขึ้นกลางห้องโถงขนาดยักษ์ซึ่งมีเพียงกระจกย้อนแสงสีฟ้าที่ทุกบานสะท้อนภาพตัวเองในวัยต่าง ๆ เสียงหัวเราะกลั้วน้ำตา นิ้วที่สั่นเทาของเธอแตะกระจกบานหนึ่งภาพย้อนอดีตเมื่อเธอเคยทะเลาะกับแม่ครั้งล่าสุดปรากฏชัด ใบหน้าของแม่ในแสงจันทร์ส่องหยาดน้ำตาบนแก้มอันอ่อนล้า
“อย่าพยายามช่วยฉันอีกเลย…หนูแค่อยากอยู่คนเดียว!”
เงาในกระจกพูดซ้อนขึ้นพร้อมกัน ถามด้วยเสียงเรียบแต่เศร้า “ยังโกรธอยู่หรือเปล่า?”
“ไม่…” ไอรากระซิบตอบ เสียงเธอสั่นไหว “แค่ไม่รู้จะให้อภัยยังไง”
ประตูห้องลั่นดังปึง ๆ กระจกทุกบานแตกร้าว เงาดำเริ่มไหลทะลักเข้าร่างของไอรา ร่างเธอสั่นระริกเหมือนถูกโลกดูดกลืนไปช้า ๆ เสียงสายลมหอนดังซ้อนกับหัวใจเต้นแรง
ในเวลาเดียวกัน ดานิลวิ่งตัดลานกว้างข้ามสะพานลอยสู่หอพัก ลมหอบแรงสาดน้ำฝนเข้าใบหน้า หัวใจของเขากระหน่ำขณะนึกถึงลูกสาว การสูญเสียในอดีตคอยกัดกิน คืนนี้เขาไม่ขอให้อีกชีวิตหนึ่งมาจบในมือเขาอีก
ซาวิณนั่งคุกเข่าในห้องดาดฟ้า ผ่านเทียนเล่มเล็กวางล้อม เธอเริ่มร่ายมนตร์บางอย่างภาษาที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ สายตาแข็งกล้าสอดประสานกับรอยดำต้นทางบนพื้น มือกำสร้อยในมือแน่น เสียงหัวใจเธอเต้นกลบเสียงฝนเบื้องนอก
ภาพเงาในหัวไอราตัดสลับไปมา ทั้งแม่ทั้งเพื่อนที่เธอเคยผลักไส ทั้งตัวเองในยามเปลี่ยวเหงา จู่ ๆ เงาดำหนึ่งแยกตัวขึ้นเป็นร่างผู้หญิงชราผมขาวที่แววตาเปี่ยมกรุณา—ใบหน้าใกล้เคียงกับยายที่เคยดูแลสมัยเด็ก
ยายในเงาพูดช้า ๆ เสียงโหยหวน “คนไหนซ่อนความกลัวมากกว่ากันแน่ หนูลืมอะไรบางอย่างหรือเปล่า?”
ไอราปาดน้ำตา ริมฝีปากเม้มแน่น พยายามเอื้อมมือไปจับมือยายในเงา แต่รู้สึกเหมือนทุกอย่างบิดเบี้ยว รอยแยกขยายจากพื้น กระจกแตกระเบิด ทั้งความรัก ความกลัวและความเหงาหลอมรวมเป็นกระแสลมหมุนคว้าง เธอหวีดร้อง “ขอโทษ—”
เสียงนั้นแทรกผ่านทั้งสามโลก ซาวิณลืมตาขึ้นทันที เห็นเงาดำคลานพล่านรอบ ๆ เหมือนคลื่นน้ำท่วมสายเล็ก ๆ เธอเหวี่ยงสร้อยในมือออก สายลมแรงตีเปลวเทียนล้ม เสียงกรีดร้องของไอราดังก้อง ซาวิณตะโกน “ใจเย็นไว้ ฉันอยู่ตรงนี้นะไอรา!”
ในพริบตาเดียวทุกอย่างเงียบลง ดานิลผลักประตูห้องขึ้น เสียงหอบหายใจแรง เขาเข้าไปกอดไอราที่ยังกึ่งหลับกึ่งตื่น หลับตาแน่นอยู่ตรงกึ่งกลางห้อง
“มัน…เหมือนอยู่ในฝันแต่ก็เหมือนจริง—” ไอราพูดกระท่อนกระแท่น ดานิลพยักหน้าช้า ๆ มือหนึ่งประคองไหล่ไอราอย่างเข้าใจ ซาวิณมองสองคนด้วยแววตาอ่อนล้าปนโล่งใจ
ดานิลนั่งลงข้างไอราและซาวิณ “บางทีสิ่งที่เรากลัว ไม่ใช่ผี…มันคือเงาของอดีตในใจเรา” เขาพูดเบา ๆ
เสียงสายฝนข้างนอกเบาลง เหลือแต่แสงนีออนสาดทาบบนผนังห้อง เมืองทั้งเมืองนิ่งงัน สายตาของไอรากวาดมองแสงสลัว เธอกระซิบแผ่ว “หนูคิดถึงแม่…แต่ก็กลัวจะโดนเกลียด…”
“ความเจ็บปวดไม่ได้หายไปในวันเดียว” ซาวิณตอบ มุมปากยิ้มเศร้า “แต่เราสามารถโอบกอดมันได้หากเราไม่เดินหนี”
บรรยากาศคลายตัวลง ความมืดจางหายไปทีละน้อย สามคนมองหน้ากันโดยไม่ต้องใช้คำพูดเพิ่ม ช่วงเวลาแห่งการให้อภัยคล้อยตัวหนึ่งสู่หัวใจอีกดวงหนึ่งอย่างเงียบงัน
ณ อรุณรุ่ง แสงอาทิตย์ลอดเมฆหมอกสาดผ่านกระจกที่ไม่มีเงาดำอีก ไอรายืนนิ่งมองอนาคตที่ยังไม่สว่างชัด เธอสูดหายใจลึก จับมือซาวิณและปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบ ๆ พร้อมเสียงสะท้อนของผู้คนที่กล้าเผชิญหน้ากับเงาในใจตัวเอง