แดนฝันในเงาเรือเหล็ก
เสียงฟ้าร้องครืนรอบตัวเรือเหล็กลอยน้ำราวกับควบคุมคลื่นทะเล ขุนหอบกระเป๋าเป้เก่าเดินติดขอบดาดฟ้าด้านท้าย ขยี้ตาผ่านฝนเม็ดตกราวบ่วงโซ่ทึบ เขาหยุดชะงักเพราะสัมผัสใครบางคนเดินตามมา ชั่ววูบเขาแอบเหลียวหลัง—เสียงเคาะอ่อนๆ บนเหล็ก เปิดเผยร่างเล็กของไอยรา คุณหญิงสูงวัย ผู้ถือร่มลายดอกบัวสีซีด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ออกมาทำไม ไม่กลัวเปียกหรือ?” เสียงนุ่มแต่ช่างเยาะ
ขุนยิ้มแห้ง ไม่กล้าสบตา “กลัวครับ…แต่มันอึดอัดในนั้น กลิ่นน้ำมันกับกลิ่นเหล็กหมักฝน มัน…เหมือนจะตายอยู่แล้ว”
ไอยราคำรามเงียบ ๆ ก่อนจะยื่นร่มมาให้ เขารับด้วยขอบคุณแล้วยืนคู่กันอย่างเงียบงัน
ใต้ดาดฟ้า ผู้โดยสารราวสิบสองชีวิตนั่งเบียดในห้องโถงเล็ก เสียงเด็กน้อยหัวเราะกลบเสียงฟ้าฝ่า แก้ม กัปตันหนุ่มวัยสามสิบเศษ ลากขวดน้ำดื่มมากลางห้อง
“น้ำวันละคนละขวด เห็นใจกันบ้าง ของหมดเราก็ตายหมดนี่แหละ”
ขุนหยิบขวดพลาสติกมือสั่น เหลียวมองรอบ—น้าหนึ่ง ชายนิ่งขรึมผู้เก็บกุญแจคลังเรือ อิงกำแพงเหมือนกลัวสายตาคน และหญิงสาวหน้าเศร้าผิวขาวชื่อหวันจันทร์ กอดเด็กผู้ชายที่ชื่อปั้นเป็นแน่น
กลางดึกคลื่นเริ่มแรง ขุนกลิ้งตกเตียง เพดานขยับ เขาได้ยินเสียงจิ้งจกคลาน เสียงเด็กพูดงึมงำ—”แม่ แม่ หนูเห็นแสงที่ใต้น้ำ… ใต้เรือมีอะไร…”
เช้าวันใหม่ ดาดฟ้ามีรอยเท้าที่เปียกแปลกๆ ไอยรามองขุนด้วยสายตากังวล ขุนพยายามหัวเราะกลบเกลื่อน “เมื่อคืนฝันร้ายครับ ฝันถึงพ่อ… พ่ออยู่กลางทะเลอย่างนี้”
ไอยราเงียบไปนาน ก่อนพึมพำ หลบสายตา “ฝันบางทีน่ากลัวกว่าความจริงนะคนหนุ่ม… แต่ต้องกล้ายืนอยู่ในฝัน”
ขุนเก็บประโยคนี้ทั้งวัน เขาฝืนใจช่วยปั้นออกไปดักจับปลาบนดาดฟ้ากับหวันจันทร์ สายลมเค็มขมตบหน้าขณะสองแม่ลูกถกเถียงกันเงียบๆ
“แม่ มันจะมืดอีกแล้ว หนูกลัวคลื่น…คลื่นพูดกับหนู”
หวันจันทร์ดึงลูกมากอดพลางถอนใจ “ก็กลัวสิลูก แต่เราไม่มีฝั่งให้หนีกันหรอกนะ”
คืนวันผันผ่าน เสียงกลิ่นผิดปกติลอยมาจากก้นเรือ ขุนนัดแก้มลงไปตรวจ กลิ่นสนิมปะทะจมูก ประตูเหล็กสนิมแดงอ้า—ภายในมีภาพวาดสีชอล์กคล้ายใบหน้า ขุนขนลุก เขาสะกดใจอยู่เพื่อไม่แสดงความกลัวต่อหน้าแก้ม
“เด็กเรือคนก่อน วาดไว้มั้ง?” แก้มบ่นเสียงต่ำ “แต่ทำไมมันเหมือนมองเรา…”
สิ่งที่ไม่อธิบายเริ่มทวีความประหลาด คืนนั้นเสียงเคาะใต้ท้องเรือดังขึ้น ปั้นหวีดร้อง ไอยรากรีบมากุมมือ ขุนกับแก้มต่างนิ่ง รอจนเสียงนั้นจางไปกับคลื่น
ผู้โดยสารเริ่มพูดน้อยลงเมื่อวันผ่าน—ขุนได้ยินเสียงเขม้น ชอบโทษกันว่ามีใครเปิดคลังหรือแอบใช้ของ หวันจันทร์เริ่มเงียบ โทษตัวเองที่พาลูกมาติดเกาะเช่นนี้ ขุนซึ่งเดิมเป็นคนกลัว เงียบ ทว่าตาเขามีแววฮึดสู้เพิ่มขึ้นช้าๆ
คืนต่อมา เด็กน้อยปั้นหายไป ไอยราตามหาทั่วทั้งเรือ พวกเขาค้นจนแน่น ตะโกนชื่อปั้น แต่มีเพียงเสียงคลื่นสะท้อนตอบ ขุนใจเต้นแรง มือชุ่มเหงื่อ เขากลืนน้ำลาย ขัดภายในว่าจะกล้าไปค้นใต้ท้องเรือดำสนิทหรือไม่
ทันใดนั้น ไอมืดแปลกกระจายลอยขึ้นเหนือดาดฟ้า เห็นเงาเด็กเล็ก ๆ ยืนมองผ่านกระจก พวกเขาสบตากลับ เด็กยิ้มเศร้า ขุนฝืนก้าวขึ้นหน้าขณะที่คนอื่นหยุด
ขุนพูดเบา “ปั้นอยู่ที่นี่เหรอ?”
ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงแผ่วว่าต้องกล้าเผชิญบางอย่างก่อนออกไปได้
คืนวันต่อมาอีก ขุนเลือกลงไปใต้ท้องเรือคนเดียว ความมืดไหลเข้าตา เขาสะดุดสายสมอเก่า มือแตะผนังมีภาพวาดเพิ่ม—ใบหน้าพ่อ ขุนตะลึง น้ำตาไหล เขาเปล่งเสียง “พ่อ…”
เงาเด็กปั้นนั่งข้างภาพวาด “หนูรอแม่ หนูรอกลับฝั่ง” เสียงสั่น
ขุนยิ้มสะอื้น เอื้อมมือแตะหัวปั้น “พรุ่งนี้…พวกเราจะหาทางออกด้วยกันนะ จะไม่อยู่ที่นี่ตลอดไป”
ขุนเดินกลับขึ้นชั้นบน ไอยรากุมมือเขา แก้มมองแบบยอมรับ ขุนสั่นนิดหน่อยแต่เงยหน้า ไม่หลบซ่อน
เช้าใหม่ แสงอาทิตย์สีทองฉาบขอบเรือ ขุนปีนออกสู่ดาดฟ้า ไอยรา หวันจันทร์ ปั้น แก้ม และผู้โดยสารคนอื่นเดินตามมา ทะเลนิ่งสงบคล้ายคืนร้ายกลายเป็นเพียงตำนาน
ขุนเหลียวมองเงาตัวเองบนเหล็กสนิม นึกถึงพ่อ นึกถึงความกลัวที่ไม่ได้เลือนหายแต่ถูกเปลี่ยนให้เป็นพลัง
เสียงปั้นหัวเราะกระตือรือร้น “ถึงฝั่งไหมวันนี้?”
ขุนยิ้ม ก่อนเหลียวมองฟ้า “ไม่รู้…แต่เราไม่กลัวแล้ว”
เสียงหัวเราะ เงียบ เคล้าคลื่นแผ่ว ทุกชีวิตหันหน้าสู่วันต่อไป — บนเรือเหล็กล่องลอย ซึ่งผู้โดยสารไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป