แสงของลมหนาว
เสียงใบไม้กรอบแกรบลอยมากับลมหนาวในเช้าวันจันทร์ เพลินเดินเข้าอาคารเรียนสายตากวาดแผ่วเบาไปตามโพสต์อิทสีสดที่เธอแปะไว้บนหน้าวารสาร มุมริมหน้าต่างห้องสมุดปรากฎร่างชายหนุ่มนั่งก้มหน้าจดอะไรบางอย่าง เธอทอดสายตาไปนานกว่าปกติแต่ก็รีบเฉไฉเสียเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อ้าว เพลิน มาเช้าเนอะ” เสียงนิดเพื่อนร่วมรุ่น ดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มตาปิด เพลินพยักหน้า “เมื่อคืนทำต้นฉบับไม่เสร็จเลย…วุ่นวายอยู่พอควร”
“เหนื่อยใจอะไรนักหนา แอบไปชอบใครอยู่หรือเปล่า?”
เพลินไม่ได้ตอบแต่สายตากลับเหลือบมองไปทางมุมนั้นอีก คราวนี้ร่างนั้นเดินออกจากห้องพร้อมเป้สีดำคล้องหลัง แววตานิ่ง ๆ รับกับอากาศหนาว แก้มซีกหนึ่งมีรอยข่วนจาง ๆ
กันต์เดินผ่านเพลินโดยไม่ได้ทัก แต่อะไรบางอย่างในแววตาทำให้เธอลอบกลืนน้ำลาย
ข่าวลือว่ากันต์ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร หลังจบชมรมถ่ายภาพปีที่แล้วเขาเก็บตัว ไม่ค่อยอยู่กับฝูงชน และแทบไม่เคยยิ้ม
“เพลิน…” เสียงนิ่งจากด้านหลัง เธอสะดุ้งเล็กน้อย กันต์ยืนถือสมุดสีเปลือกไม้ “เมื่อเช้า…ขอบคุณนะ เรื่องบทความในวารสาร เธอช่วยแก้ให้?”
เพลินพยักหน้ายิ้มเก้อ ๆ “ไม่ได้ตั้งใจยุ่ง…แค่เห็นว่ามันยังไม่สมบูรณ์ดี”
“ฉัน…ขอโทษที่เสียงดังใส่วันก่อน” กันต์พูดช้า ๆ แต่สายตาจริงจัง “ช่วงนี้…สมาธิไม่ค่อยดี”
บทสนทนาจบลงเร็วเหมือนลมเย็น ๆ ที่พัดผ่าน เพลินกระชับแขนกับสมุดบันทึกของเธอเอง แล้วยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
ตลอดสัปดาห์ เพลินเริ่มสังเกตเห็นกันต์ตามห้องสมุดมากขึ้น บางวันนั่งทำงาน บางวันนั่งเหม่อมองอะไรผ่านหน้าต่าง จนเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ฝนปรอยโปรยลงมา เพลินลืมร่มที่โต๊ะมุมเดิม เธอวิ่งกลับมา พบกันต์นั่งอยู่กับต้นฉบับวารสารเล่มเดิม
“ต้องการร่มไหม?” เขาถามขรึม ๆ เพลินพยักหน้า เก้อ ๆ ก่อนจะเดินไปด้วยกันภายใต้ร่มผืนเดียว
“เพลิน…” กันต์พูดค้างไว้นานก่อนจะถอนใจ “เธอคิดไหมว่าเรา…พลาดเสมอ?”
เธอมองข้างใบหน้าของเขาอย่างอยากรู้อยากเห็น “หมายถึงเรื่องไหน?”
“หมายถึง…ในชีวิต เราเคยคิดอะไรผิด…ตรงไหนสักแห่ง ทำให้ตอนนี้ต้องมวยหมัดกับอดีต” น้ำเสียงเขาเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่เธอไม่แน่ใจ เสียงฝนกลบคำพูดลง พวกเขาถอยกลับสู่ความเงียบ
วันใหม่เพลินพบจดหมายแทรกใต้หนังสือ บนกระดาษมีข้อความสั้น ๆ ‘ขอบคุณสำหรับเมื่อวาน – กันต์’
เธอยิ้ม พลางหัวเราะกับตัวเองแบบเขิน ๆ จริง ๆ แล้ว…ทำไมต้องขอบคุณกันด้วย?
ตลอดเทอม เพลินกับกันต์แลกเปลี่ยนต้นฉบับกันเป็นระยะ ความเงียบระหว่างบทสนทนาค่อย ๆ สั้นลง แต่ทุกครั้งที่บทจะเปลี่ยนหัวข้อไปเป็นเรื่องส่วนตัว กันต์เลี่ยงตอบเสมอ
ค่ำหนึ่งหน้ามหาวิทยาลัย กันต์ยืนจ้องดวงไฟสลัวเพลินค่อย ๆ เดินเข้าไป “มีอะไรหรือเปล่า?”
“แค่อยากอยู่เงียบ ๆ…” กันต์ตอบสายตาเหนื่อยอ่อน “เพลิน…เธอกลัวอนาคตไหม?”
“กลัวทุกวัน” เธอยอมรับ “กลัวล้มเหลว กลัวพ่อแม่ผิดหวัง กลัวตัวเองสักวันจะไร้ค่า”
กันต์หัวเราะเบา ๆ เหมือนได้ยินคำตอบเดิมจากตัวเอง “แต่เธอยังกล้าฝันต่อ”
“มันจำเป็นต้องฝัน…ถ้าไม่ฝันจะอยู่เพื่ออะไร?”
ลมหายใจค้างอยู่กลางอากาศ พวกเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นอีกแต่ระยะห่างกลับแคบลง
ช่วงสอบ ใจเพลินวุ่นวายตลอด เธอพยายามทุ่มกับต้นฉบับจนหน้ามืด วันหนึ่งกลับพบป้ายวารสารถูกปาลูกข่างใส่จนขาด เธอเหลือบเห็นกันต์ยืนเงียบ ๆ มองอยู่อีกฟากถนน แต่เขาไม่ได้เข้ามาช่วย
หลังเลิกเรียน เพลินเดินตามกันต์ไปจนถึงสนามบาส เธอทิ้งสัมภาระลงแล้วพูดเสียงเครียด “ทำไมวันนั้นถึงไม่ช่วย? ฉันเห็นเธออยู่ตรงนั้นนะ!”
กันต์ลังเล ริมฝีปากเม้มจนเกือบขาดใจ “เพราะ…ฉันกลัวว่าจะทำอะไรพลาดอีก ฉันเคยช่วยคนแล้วจบลงแย่มาก…ตอนปีสาม”
“แล้วจะยอมปล่อยให้ใครโดนแกล้งแบบนี้เรื่อย ๆ เหรอ?”
เขานิ่ง เงียบอยู่นาน เพลินน้ำตาเอ่อจึงชิงเดินหนี แต่เสียงเขาดังตามหลัง “ฉัน…ขอโทษจริง ๆ ฉันยังไม่กล้าพอ”
ฤดูฝนล่วงผ่าน ฤดูหนาวใหม่เวียนมา พวกเขาห่างกันไป ต่างคนขลุกกับความคิดและอดีตของตัวเอง เพลินเขียนน้อยลง วันหนึ่งเธอเห็นกันต์นั่งเดียวดายที่คาเฟ่ในมหาวิทยาลัย เหมือนมีอะไรค้างคา
เธอเดินเข้าไปนั่งตรงข้าม “ต่อให้กลัว…ก็ยังเลือกได้ว่าจะอยู่นิ่งหรือจะข้ามไป”
เขาเงียบ สายตานิ่ง “มันไม่ง่ายแบบนั้น พ่อฉันเสีย…จากอุบัติเหตุตอนช่วยคน แล้วฉัน…เอาแต่โทษตัวเอง”
เพลินมองสบตา “แล้วถอยหนีมันช่วยอะไร? ไม่ดีกว่าหรอถ้าทำอะไรที่เชื่อว่าถูก ถึงจะกลัว”
คนในร้านนิ่งเหมือนไม่ได้ยินบทสนทนา แต่ในช่องว่างของเสียงเพลงเบา ๆ กันต์พยักหน้าเพียงเล็กน้อย
คืนหนึ่ง เพลินตื่นเพราะฝันร้าย เธอส่งข้อความหากันต์ “ยังไม่นอนเหรอ?”
“ยัง…เธอแปลกใจไหมที่เราคุยกันแบบนี้?”
“คงใช่…ฉันไม่คิดว่าคนอย่างเธอจะฟังใคร”
“แค่กลัวว่าจะเปิดใจไม่ได้แล้ว แต่ตอนนี้…ทุกครั้งที่ได้คุยกับเธอ รู้สึกเหมือนใจเบาลง”
กล่องข้อความเงียบไปนาน เพลินพิมพ์กลับ “ฉันก็เหมือนกัน”
วันงานวารสาร เพลินรับหน้าที่จัดนิทรรศการ เธอสวมชุดนักศึกษาขาวสะอาด มือเปื้อนหมึก กันต์แวะเข้ามานิ่ง ๆ วางต้นฉบับฉบับแก้บนโต๊ะกล้วยไม้สีจาง
“บทความนี้…ฉันเขียนเพราะเธอ” เขาสบตาแต่ลังเล มือสั่นเล็กน้อย
เพลินเปิดอ่าน พบเนื้อความพูดถึง “แสงของลมหนาว” ที่เปลี่ยนอดีตให้กลายเป็นบทเรียนไม่ใช่บทลงโทษ
เธอสบตาเขายิ้ม “ขอบคุณที่กล้าเปิดมันออกมา”
หลังจบงาน เพลินเดินเลาะทางเดินเศร้า ๆ เพราะเพื่อนสนิทจะจบก่อน เธอเริ่มกลัวว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไป ตัวเองจะล้มเหลว เสียงกันต์เบา ๆ ดังขึ้นข้างตัว “จะไปด้วยกันไหม?”
ขณะพวกเขาเดินฝ่าลมหนาว เพลินถามแผ่วเสียง “ถ้าสักวันต้องแยกกัน…เธอจะคิดถึงฉันไหม?”
กันต์พลิกมือขึ้นสอดนิ้วเข้ากับเธอ “กลัวเหมือนกัน…แต่ตอนนี้อยากเดินไปจนสุดฤดูนี้กับเธอ”
ดวงอาทิตย์ยามเช้าอบอุ่นกว่าทุกวัน ภาพคู่ของทั้งสองเดินฝ่าลมหนาว แผลเก่าในใจเริ่มสมาน พวกเขาเดินไปข้างหน้า พร้อมความกลัว ความหวัง และความผูกพันที่ค่อย ๆ เติบโต จากคนแปลกหน้ากลายเป็นเพื่อน จากเพื่อนกลายเป็นแรงบันดาลใจ และบางที…อาจจะเป็นรัก