สนามหญ้าหน้าห้องสมุด
แรงลมบ่ายอ่อน ๆ พัดใบปีบตกลงมาข้าง ๆ หนังสือเล่มหนา อิ๋วขยับแว่นสายตาขึ้น แล้วเหลือบหันมองเงาร่างที่เดินลากรองเท้าแตะ เสื้อนักศึกษาถูกโก้งโค้งไว้กับกางเกงรัดลำตัวมอมแมม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เฮ้ย! แม่ตัวอ่านตำราเมืองบาปยาวจนเบ้าตาลึกขนาดนั้น กลับบ้านมั้ย เดี๋ยวไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกัน” ต่อพูดพร้อมล้มตัวนอนบนสนามหญ้า พลิกตัวไปมาเหมือนไม่ได้ใส่ใจคนอ่านหนังสือข้าง ๆ เลย
อิ๋วนิ่งมองต่ออยู่ครู่ พลางยิ้มเจื่อน “ขออ่านอีกหน่อย ไม่มีเวลาแล้วอะ ที่หนูถามพี่เมื่อคืน ฝั่งสถาปัตย์ deadline สุดสัปดาห์นี้จริงมั้ยเนี่ย”
ต่อถอนหายใจพ่นเสียง “เรื่องเดดไลน์อย่าไปกลัวมาก งานก็แค่กระดาษปึ้ง ๆ เดี๋ยวส่งได้แหละ” เขานอนเฉียงจนสัมผัสชายเสื้อยาวของอิ๋ว
“งั้นขอเวลาอีกนิดนะ” เสียงอิ๋วเบา แต่ในแววตากลับแฝงกังวล ต่อนั่งมองสีหน้าสหายสาวพลางแย้มยิ้มอย่างมีเลศนัย
ลมแรงขึ้นอีกนิดใบปีบปลิวใส่หน้าต่อ เขาหัวเราะแล้วหยิบใบไม้มาโยนเล่น “ไม่อยากเห็นเธอเครียดนะ เธอรู้มั้ย ตอนสอบก็ยังสวยอยู่ดีว่ะ”
อิ๋วสะดุ้งนิด ๆ แล้วรีบเสเปลี่ยนหัวข้อ “จะกินอะไรก็นัดเจอกันเย็นนี้ เดี๋ยวเจอกันที่ร้านตรงมุมข้างฟุตบาทเนอะ”
ต่อมองใบหน้าของอิ๋วครู่หนึ่งเหมือนจะพูดอะไร แต่กลับเงียบไปเฉย ๆ แล้วลุกขึ้นปัดใบไม้ติดผมออก อย่างประหม่าแบบไม่ชัด
หลังหมดวันสอบ ทั้งสองคนนั่งหน้าร้านข้าวต้มข้างถนน แสงไฟสีส้มสะท้อนเงาลงบนโต๊ะอลูมิเนียม อิ๋วตักข้าวช้า ๆ หัวเราะกับมุกแป้กของต่อเป็นพัก ๆ
“ปีหน้ามีโอกาสฝึกงานบริษัทที่เชียงใหม่เหมือนกันนะ ถ้าฉันได้ไป จะคิดถึงบรรยากาศสนามหญ้าหน้าห้องสมุดแบบนี้ไหมนะ” อิ๋วพูดเสียงอ้อมแอ้ม
ต่อหัวเราะเบา ๆ “สนามหญ้ามันคงเหงาตายน่ะ แต่บางที ต่อให้ไม่มีเธออยู่ตรงนี้ ฉันก็ยังอยู่ เล่นกับตัวเองต่อได้”
อิ๋วยิ้ม “พี่ต่อตัวจริงนี่เหมือนเด็กสัก 10 ขวบเลยนะ เล่นไปเรื่อย ไร้กังวล” เธอพูด ขณะที่ในใจกลับแอบรู้สึกชื้น ๆ
“เออ ก็จงเป็นเด็กอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เถอะ”—ต่อพูด แอบซ่อนบางความกังวลไว้ในรอยยิ้ม
เวลาเวียนมาอีกหลายวัน ผ่านการเรียน การทำกิจกรรม อิ๋วเริ่มหายหน้าไปบ่อยขึ้น ต่อเห็นเพื่อนคุยกับรุ่นพี่คณะบัญชีแปลกหน้าในโรงอาหาร พลางรู้สึกอะไรบางอย่างบีบแน่นอยู่ในอก ทั้งที่ไม่มีสิทธิ์จะพูดอะไร
เมื่ออิ๋วมาหาสนามหญ้าอีกครั้ง คราวนี้เธอมาช้ากว่าเดิม ต่อรออยู่จนท้องฟ้ามืดหม่น พลางขีดลายเส้นบนดิน
“ขอโทษที่ให้รอนานนะ พอดีติดประชุมกับโปรเจ็กต์”—อิ๋วกล่าวน้ำเสียงรีบเร่ง
ต่อนิ่งไปครู่ พลางหยิบดอกปีบขึ้นมาเล่น “ประชุมกับใครล่ะ?” เขาถามแบบไม่สบตา
“โปรเจ็กต์บัญชีไง พวกพี่ ๆ ปีสี่ก็ยุ่งเลย” เธอเว้นวรรคพลางถอนหายใจ
ต่อเงียบไปอีกนิด“He’s nice, isn’t he?”
อิ๋วเอียงหน้ามองแปลกใจ “พี่ว่าใคร?”
“ไม่มีอะไรหรอก ไปกินส้มตำกันเถอะ หิวแล้ว”—ต่อพยายามเปลี่ยนเรื่อง ทั้งสองเดินเคียงกันในความเงียบที่มีแต่เสียงรองเท้าบนฟุตบาท
คืนหนึ่ง อิ๋วอ่านข้อความในมือถือ—“ถ้าเจออะไรเครียด โทร.มาหาได้เลยนะ” เธอยิ้มบาง ๆ แล้วส่งสติ๊กเกอร์แสดงความขอบคุณกลับ แต่ก็ไม่ได้โทรกลับสักที
วันสอบปลายภาคมาถึง อิ๋วไม่โผล่มาอ่านหนังสือพร้อมต่อเหมือนเคย โทรศัพท์ของต่อเงียบสนิท หน้าสนามหญ้ามีเพียงเงาเขาเดียวดาย
หลังสอบ ต่อเดินไปหาอิ๋วที่คาเฟ่ด้านในคณะ อิ๋วกำลังหัวเราะคุยอะไรบางอย่างกับรุ่นพี่คนนั้น ต่างฝ่ายต่างกลับมามองหน้ากันเงียบ ๆ ชั่วขณะหนึ่ง
“ถ้ามีอะไรอยากปรึกษา ฉันยังอยู่ตรงนี้นะ”—ต่อพูดแผ่ว ๆ ไม่สบตา
“พี่ต่อ…ขอบคุณจริง ๆ นะ” อิ๋วยิ้ม ยังคงมีระยะห่างที่แปลกไป
เวลาผ่านไปหลายอาทิตย์ ทั้งสองแทบไม่ได้เจอกันเหมือนเดิม ต่อเริ่มถลำตัวไปกับกิจกรรมค่าย อิ๋วเองก็ทุ่มกับโปรเจ็กต์หลัก มีไลน์ทักทายกันเป็นบางวันเท่านั้น
ค่ำวันสุดท้ายของเทอม ก่อนกลับบ้านปิดเทอมใหญ่ ต่อปั่นจักรยานแวะไปสนามหญ้า ด้วยใจว้าวุ่น อิ๋วยืนอยู่ตรงนั้นรออยู่ก่อนแล้ว
“หวัดดี ไม่ได้เจอกันนานเลย” เสียงอิ๋วสั่นนิด ๆ
ต่อพยายามยิ้ม “คือ…ฉันว่าจะขอโทษที่บางช่วงเงียบ ๆ ไปหน่อย มันรู้สึกอะไรแปลก ๆ”
อิ๋วพยักหน้า “เราก็เหมือนกัน บางที…เรารู้สึกว่าพี่ต่อเหมือนโลกอีกใบ เจอพี่อยู่ตรงนี้เสมอ แต่ก็เหมือนจับต้องไม่ได้”
ต่อเม้มปากเงียบ ถอนใจ “มันอาจจะเพราะฉันไม่ได้กล้าที่จะพูดความในใจ เธอเองก็เหมือนกันใช่ไหม”
เสียงนกบนต้นปีบดังแผ่วขณะความเงียบตกลงมา อิ๋วมองหารอบ ๆ ไม่กล้าสบตา “หนูเคยคิดว่าความผูกพันมันเป็นเรื่องของเวลา แต่พอได้ห่างกันหนูก็ไม่แน่ใจว่าจริงมั้ย”
ต่อหัวเราะ แววตาเศร้า “ถ้าใกล้มากไปก็อึดอัด ห่างมากไปก็กลัวลืม”
ทั้งสองนั่งบนหญ้าเคียงกันอย่างเงียบงันจนฟ้ามืดลง
“เราลองกลับไปเป็นเหมือนเดิมดูไหม” อิ๋วพูดเบา ๆ
ต่อสั่นหน้า “ฉันไม่อยากเป็นแค่เพื่อนที่ดี…แต่ก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะดีพอสำหรับเธอด้วย”
อิ๋วหันไปมองเขา น้ำตาคลอ “พี่คือเหตุผลที่หนูอยากอยู่ที่นี่ แต่ครั้งหนึ่งหนูเคยคิดว่าพี่ไปไกลมากแล้ว”
ฝนเปาะแปะลงมาทีละเม็ด อิ๋วหัวเราะทั้งน้ำตา “เดี๋ยวสนามหญ้าเปียกหมดแล้ว”
ต่อหัวเราะตาม “แต่วันนี้อาจจะจำได้ขึ้นใจเลยมั้ง”
ต่างฝ่ายต่างปล่อยให้ความรู้สึกค้างคาในบรรยากาศที่ก้ำกึ่ง ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นเดินออกจากสนามหญ้านั้นไปพร้อมกันโดยไม่มีคำพูดใด ๆ
เวลาผ่านอีกหนึ่งปี ทั้งคู่ต่างโตขึ้น ไปตามเส้นทางที่เลือก วันหนึ่งหน้าหนาว อิ๋วเดินเข้ามาในมหาวิทยาลัยอีกครั้ง เธอยืนอยู่ตรงสนามหญ้าหน้าห้องสมุด ในมือถือดอกปีบสีขาวหนึ่งดอก พลางมองไปข้างหน้าอย่างอ่อนโยน
ต่อเดินเข้ามาทักทาย แววตาเปลี่ยนไป “ได้กลิ่นปีบ เหมือนเห็นอดีตตัวเองอยู่ตรงนี้เนอะ”
อิ๋วยิ้ม “เรายังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมใช่ไหม”
ต่อหยุดคิด “เป็นได้ถ้าเธออยากให้เป็น…แต่ถ้าใจเราบอกว่าขาดกันไม่ได้ ก็ขอเป็นมากกว่านั้น”
อิ๋วนิ่งไป มือบีบดอกปีบแน่น น้ำตาซึมเล็กน้อย “ถ้าวันหนึ่งเราต้องเลือก จะเลือกอยู่ข้างใครดีนะ…”
“ให้เวลามันตอบเถอะ” ต่อพูดเสียงสั่น แต่จริงใจที่สุดในชีวิต
เสียงนกร้องบนยอดปีบ ดอกไม้ปลิวลงพื้น ทั้งสองหัวเราะเบา ๆ พลางเดินไปข้างหน้าร่วมกัน บนทางเดินเก่าสู่เส้นทางใหม่ขณะแสงอาทิตย์แรกของฤดูหนาวลอดร่มไม้ลงมาทาบบนเส้นผม — ความสัมพันธ์ที่เติบโตและเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล