ใจกลางฤดูร้อน
เสียงจักจั่นเริ่มกู่ร้องท่ามกลางอากาศร้อนวูบแรกของเดือนเมษายน จินตนายืนพิงเสาโพรงหน้าอาคารนิเทศศาสตร์ มองแสงแดดที่สาดกระทบแมกไม้และพื้นคอนกรีตในมหาวิทยาลัย เหงื่อเม็ดเล็กซึมขอบหน้าผาก เธอหยิบกล้องคอมแพคเก่าขึ้นมา หมุนเลนส์ช้า ๆ เหมือนไม่มีจุดหมาย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มองอะไรอยู่?” เสียงห้าวสั่นจากใครบางคนข้าง ๆ ทำให้จินตนาเงยหน้า ก้องภพ หนุ่มร่างสูงผิวเข้มในเสื้อกีฬา มองใบหน้าหยาดเหงื่อของเธอแล้วยิ้มเอียง “แดดมันแรง จะไม่ร้อนหรือไง”
“ร้อน” จินตนาปรายหางตาตอบนิ่ง ๆ “แต่ถ้ารอในร่มก็เบื่อไง อยากถ่ายภาพแสงที่มันกระทบต้นไม้”
“เพี้ยนจริง เธอต้องบ้าศิลป์ขนาดนี้เลยเหรอ” ก้องภพหัวเราะในคอ ก่อนจะหยิบกระเป๋าเป้โยนพาดบ่า ยืดตัวแล้วหรี่ตา “เธอจะไปถ่ายตรงคณะชีวะต่อไหม เดี๋ยวไปส่ง”
จินตนายิ้มมุมปาก ถอนหายใจเล็ก ๆ ไม่พูดอะไรต่อ เธอเดินออกไปทางสนามหลังหอกีฬา ก้องภพเดินตาม เว้นระยะห่างพอสมควร บางทีเธอก็รู้สึกสบายใจเมื่อเขาไม่พยายามพูดพร่ำเกินไป
วันนี้เป็นวันกิจกรรมรับน้องข้ามคณะ จินตนาในฐานะช่างภาพอาสา ส่วนก้องภพคือคนจัดเกมสนาม นักกีฬายอดเยี่ยมปีสองที่ครูฝึกและรุ่นน้องรักใคร่ แต่ชีวิตเธอและเขาไม่ค่อยตัดกันสักเท่าไหร่จนกระทั่งปีนี้
“ไหวมั้ย โดนแดดแบบนี้” ก้องภพยังอุตส่าห์แวะถามอีกครั้งระหว่างรอสตาฟหลังเวที
จินตนาเท้าสะเอวจ้องตาเขานิ่ง “ฉันโตได้ด้วยตัวเองตั้งแต่ ม.ปลายแล้วเรื่องแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก” น้ำเสียงประชดนิด ๆ ก้องภพหัวเราะเล็กน้อย และมีบางอย่างที่จินตนาแอบสังเกต หนุ่มนักกีฬาคนนี้หยิบขวดน้ำเปล่ายื่นมา มือแกร่งแต่แฝงความกระอักกระอ่วนอะไรบ้างอย่าง “เอ้า ดื่มซะ ไม่ไหวก็พักนะ ไม่ใช่จะถ่ายแต่รูปจนลืมตัว”
เสียงเพลงเชียร์ น้องใหม่กำลังวิ่งแข่งวิบาก ต่างคนต่างเสียงดัง จินตนาย่อตัว ถ่ายภาพตรงแสง เธอแทรกตัวสลับกับเด็ก ๆ โดยมีสายตาก้องภพที่ประคองลูกโทษ เธออดอมยิ้มมุมปากไม่ได้เมื่อแสงสะท้อนหยดเหงื่อบนใบหน้าขมักเขม้นของเขา
เวลาผ่านไปจนเย็น ก้องภพถือสายสะพายแชมป์มาวางไว้ข้างเธอที่นั่งเหม่อริมสนาม “เหนื่อยไหม ช่างภาพ”
“ก็โอเคนะ…” เธอหันมามองตาเขาแวบหนึ่ง เหมือนจังหวะที่อีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ แต่แล้วรุ่นน้องวิ่งเข้ามาตามเขาไปประชุมเรื่องเตรียมแข่งระดับเขต จินตนาถอนใจ เบนสายตากลับไปยังวิวรับแสงอ่อน วางกล้องลงเงียบ ๆ
วันเวลาผ่านไป ทั้งสองคนถูกจับคู่ให้อยู่กลุ่มเดียวกันในโปรเจกต์วีดิทัศน์เพื่อส่งเข้าประกวด จินตนานั่งอ่านบท ก้องภพนั่งจดโน้ตสถานที่ถ่ายทำ บรรยากาศโต๊ะไม้ในโรงอาหารเงียบงัน
“เธอชอบถ่ายภาพเพราะอะไร” หลายวันกว่าที่เขาจะเริ่มถามแบบจริงจัง จินตนาเงียบไปนาน ก่อนถอนใจ “เพราะบางทีภาพช่วยให้คนเห็นในสิ่งที่ฉันพูดไม่ได้ คนที่บ้านไม่เข้าใจฉัน ฉันเลยถ่ายภาพไว้ดู”
“บ้านฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน ถามตลอดว่า ซ้อมบอลได้อะไร เรียนก็ต้องชีวะ อย่าเพ้อฝันมาก” ก้องภพยิ้มแหย เธอมองหน้าเขาแวบเดียว ก่อนนิ่งเงียบลง วันนั้นโต๊ะไม้เหมือนจะฉายเงาอดีตของเด็กสองคนท่ามกลางผู้คนอีกมากที่อาจพกความฝันสวนกระแสกันไปคนละทาง
ก้องภพขอให้จินตนาไปซ้อมบอลด้วย เธอปฏิเสธในตอนแรก สุดท้ายกลับไปรอข้างสนามพร้อมกล้อง เขาซ้อมจนพลบค่ำ ทั้งสองไม่พูดกันมาก บางทีแค่การอยู่ร่วมกันในความเงียบเงาก็พอแล้ว
ค่ำวันหนึ่ง จินตนาโดนแม่โทรทวงกลับบ้าน เรื่องจะไปแข่งที่ภูเก็ต เธอต้องโกหกพ่อแม่ว่าเป็นทริปเรียนเฉพาะทาง ก้องภพรอส่งเธอที่หน้าประตูรั้ว ซึมเศร้าเห็นเธอพูดกับแม่ด้วยน้ำเสียงกระด้าง จนเธอเล่าให้ฟังว่า ปัญหาครอบครัวคือตัวขวางความฝันทั้งหมด
“บางทีฉันอยากหนีออกไปให้หมด จะได้ไม่ต้องแข็งใจทำดีกับพ่อแม่อีก” จินตนาเสียงสั่นเล็กน้อย
“แต่สุดท้ายเราก็วิ่งหนีอดีตไม่ได้หรอกมั้ย ยิ่งหนียิ่งคิดถึงมัน” ก้องภพหรี่เสียงลง ก่อนจะยื่นมือไปใกล้เธอ แต่ลังเลแล้วหยุดไว้เพียงระยะสัมผัส ช่องว่างนั้นแสดงถึงความกลัวสูญเสียและความพยายามดูแลแบบไม่ก้าวข้ามเส้นมากเกินไป
ช่วงนี้โปรเจกต์ใกล้สิ้นสุด ทั้งคู่ต้องถ่ายทำตลอด จินตนาเริ่มเห็นรอยยิ้มแท้จริงของคนขี้ล้อเล่นคนนี้มากขึ้น ก้องภพเองก็เริ่มหลุดพูดคุยเรื่องฝันอยากเป็นนักกีฬาทีมชาติ แต่ครอบครัวอยากให้เป็นครู เธอหัวเราะในคอ “งั้นพูดความจริงกับบ้านสิ อย่าไปแข่งถ้ายังต้องโกหกตลอดไป”
เขาเงียบไปนาน พ่นลมหายใจช้า ๆ “ถ้ามันง่ายขนาดนั้น…จะดีไหมเนี่ย”
โปรเจกต์ผ่านไปด้วยดี ถ่ายเสร็จทั้งคู่ต้องพากันไปส่งงานที่หอศิลป์ ตอนเดินกลับฝนตกลงมา ก้องภพยืนใต้ชายคา จินตนาเปียกฝนแล้วยิ้มให้เขา “ไม่ต้องวิ่งหนีฝนมากก็ได้ บางทีแค่เดินไปพร้อมกันก็ไม่เปียกไปทั้งหมดหรอก”
เขาหัวเราะในลำคอ มองเธอนานกว่าปกติ เงียบอยู่อึดใจ ก่อนพูดแผ่วเบา “บางทีฉันก็กลัว…ว่าถ้าเดินช้ากว่านี้ เธอจะวิ่งนำไปไกลจนตามไม่ทัน”
คืนนั้นจินตนากลับไปคิดถึงคำพูดของเขา เธอส่องดูภาพที่ถ่ายไว้ในกล้อง เห็นรอยยิ้มของก้องภพในขณะหยดเหงื่อและชัยชนะ เธอรู้ตัวว่า ไม่ได้กลัวแค่การโตเป็นผู้ใหญ่ แต่กลัวจะต้องเดินลำพังโดยไม่มีเขาข้าง ๆ
ช่วงซัมเมอร์ก้องภพได้รับทุนฝึกกีฬาไปต่างประเทศ เป็นโอกาสครั้งเดียวที่จะได้เข้าสู่สนามระดับชาติ แต่เขาจะต้องหายไปจากมหาวิทยาลัยหนึ่งเทอม พ่อแม่อนุญาตเพราะหวังว่าเขาจะนำชื่อเสียงกลับมา จินตนาเองก็มีโอกาสได้ไปฝึกงานที่สถานีโทรทัศน์ฝั่งเหนือ เป็นฝันของเธอ แต่ทั้งสองเลือกจะไม่พูดถึงอนาคตเพื่อไม่หวั่นไหวกับคำลาจาก
เย็นวันสุดท้ายก่อนแยกทาง จินตนาเดินไปหาริมแม่น้ำ มือนึงลูบสายกล้อง อีกมือนึงปรับผมที่ปลิวพร้อมลมร้อน ก้องภพเดินมาเงียบ ๆ ข้าง ๆ ต่างคนต่างไม่พูดอะไรเป็นนาที ๆ มีเพียงเสียงจั๊กจั่นกับลมแตะน้ำที่พัดมาแบบสม่ำเสมอ
“รู้ไหม… ฉันจะคิดถึงเธอนะ” ก้องภพพูดเสียงเบา เธอยิ้มบาง
“แต่ถ้าเราสองคนเดินแต่ละทางอย่างมั่นคง สุดท้ายเราก็เป็นเพื่อนกันได้เสมอ ไม่ใช่เหรอ” เธอเอ่ย ใจหนึ่งอยากรั้งเขาไว้แต่อีกใจก็ภูมิใจในตัวเขาเหลือเกิน
เขาเดินไปใกล้ ระแวดระวังระยะห่าง แล้วหยุด “จิน…ถ้าฉันไปแล้ว ทุกอย่างคงไม่เหมือนเดิมอีก”
เธอมองตาเขา นานกว่าปกติ และพยายามยิ้ม “แต่โลกมันไม่มีอะไรเหมือนเดิมอยู่แล้วนี่ ก้อง เราแค่ต้องโตขึ้น…”
เขาหัวเราะเบา ๆ เอื้อมมือจะแตะไหล่เธอ แล้วเปลี่ยนใจเป็นยกมือขึ้นเล็กน้อย กำมือแน่น เงียบสักครู่จึงพูดเบา ๆ “ฝนซาแล้ว…เธอเดินกลับดี ๆ นะ”
ซัมเมอร์นั้นทั้งคู่ห่างกันไปตามเส้นทางของตัวเอง จินตนาฝึกงานด้วยความจริงจัง ส่งภาพนิ่งเข้าแข่งขันจนได้รางวัลหมวดแรงบันดาลใจ ก้องภพซ้อมหนักจากต่างแดน เผชิญแรงกดดันและอาการบาดเจ็บ จนวันหนึ่งเขาเลือกไม่ลงแข่งนัดตัดสิน เธอโทรไปถาม เขาผละจากคำพูดเดิม ๆ
“ฉันกลัวจะล้มเหลว ฉันไม่ได้เก่งอย่างที่เขาคิด…” น้ำเสียงที่เธอได้ยินเต็มไปด้วยความปวดร้าว
“แต่เธอกล้าตัดสินใจนี่นา ก้อง ฉันว่ามันกล้ามากกว่าการแข่งขันทุกอย่างที่ผ่านมาซะอีก” เธอพูดแผ่วเบา ช่วงเวลานั้นเงียบอย่างเศร้าสร้อย
กลับมาสู่ปีใหม่ ก้องภพไม่ได้เป็นนักกีฬาทีมชาติ แต่เขากลายเป็นเทรนเนอร์ให้เด็ก ๆ ในค่าย เขาบังเอิญได้พบจินตนาอีกครั้งในงานนิทรรศการภาพถ่ายของเธอ บนผนังมีภาพการแข่งขันวันแดดร้อน คำโปรยใต้ภาพเขียนว่า “บนสนามหนึ่ง…บางคนแข่งกับคนอื่น บางคนแข่งกับใจตัวเอง”
วันงานเต็มไปด้วยคนแปลกหน้า ทั้งสองเดินวนรอบงานอย่างเคอะเขิน ก้องภพพูดติดขัดกว่าปกติ “ขอโทษนะ…ที่ฉันไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนฝัน”
จินตนามองเขานิ่ง ๆ แล้วจับมือเขาเบาๆ “เราไม่ได้ต้องการคนที่ฝันตรงกันเสมอไป แค่คนที่กล้าก้าวข้างๆ ในวันที่เรากลัวที่สุด ก็ดีที่สุดแล้ว”
ต่างคนต่างยิ้ม ทั้งคู่เดินออกจากแกลเลอรี่ด้วยกันในแสงแดดอ่อน ๆ ของฤดูร้อนใหม่ ไม่ใช่คู่รักสมบูรณ์แบบ แต่คือสองหัวใจที่เติบโตผ่านฤดูร้อนที่กล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง