แสงจากอีกฟากแม่น้ำ
สายลมปลิวโชยเย็นในเช้าวันเปิดเทอมแรกของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศาลาริมน้ำ ปรายดาวขยับกล้องคู่ใจในมือ พลางเหลียวมองทิวแม่น้ำสลัวระยับ เธอยื่นใบสมัครเข้าชมรมถ่ายภาพอย่างลังเล หัวใจยังเต้นรัวเพราะความไม่แน่ใจ หญิงสาวสวมเสื้อยืดสีซีดกับยีนส์เก่าตัวโปรด ดวงตาเต็มไปด้วยคำถาม—เธอจะเติมเต็มช่องว่างในใจได้ไหมที่นี่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฝีเท้ากระแทกพื้นไม้ดังขึ้น ฤกษ์ เด็กวิศวะปีหนึ่งเข้ามายืนข้าง ๆ ใบหน้าคมเข้มกับแววตาแข็งกร้าวซ่อนอยู่ภายใต้หมวกแก๊ปสีดำ พลางปล่อยเสียงหัวเราะแผ่วเบา “นึกว่าเป็นคน เดินมาคนเดียวกลัวผีมั้ย?”
ปรายดาวผงะเล็กน้อยก่อนยิ้มเจื่อน “กลัวเสียเวลามากกว่า” เธอเห็นป้ายบนอกเสื้อเขียนว่า ‘ฤกษ์ – คนดูแลเครื่องล้างฟิล์ม’ ชายหนุ่มสังเกตสายตาเลยยื่นมือมา “มาใหม่ใช่มั้ย ฝั่งศิลป์หรือวิศวะ?”
“ศิลป์ วาดรูปแต่ถ่ายรูปไม่เก่งเท่าไหร่” เธอสารภาพ ฤกษ์หัวเราะในลำคอ “งั้นเราก็มาเริ่มเรียนด้วยกัน”
อาทิตย์นั้น ทั้งสองพบกันบ่อยในห้องมืด ฤกษ์ช่วยสอนวิธีล้างฟิล์ม ขณะปรายดาวค่อย ๆ เปลือยใจเรื่องความฝันและเรื่องบ้านเล็กน้อย ฤกษ์เองไม่เผยความคิดกับใครง่าย ๆ แต่แววตาเงียบงันยามพูดถึงครอบครัว คนอื่นในชมรมล้อว่าเขาช่างเหงาเหมือนเงาสะท้อนจากแม่น้ำ
คืนหนึ่ง หลังออกเดินถ่ายรูปริมท่าน้ำ ฤกษ์นั่งบนขั้นบันได ขาสองข้างแกว่งเหนือผิวน้ำ เขาส่งภาพฟิล์มขาวดำให้ปรายดาวดู “รู้มั้ย ปากแม่น้ำพวกนี้ เพราะมันไหลช้าแต่มีพลังมาก”
ปรายดาวนิ่งงัน เธอจ้องภาพแล้วเงยหน้ามองฤกษ์ “ชอบถ่ายแม่น้ำเหรอ?”
“เปล่า…แค่กลัวกระแส มันดูเหมือนอุปสรรคแต่ถ้าควบคุมได้ น้ำมันก็พาเราไปไหนก็ได้” ฤกษ์หลบสายตา
“บางทีฉันก็กลัวเหมือนกันว่าตัวเองเลือกผิด…ฉันไม่แน่ใจว่าเรียนศิลป์จะมีอนาคตไหม” ปรายดาวว่า ฤกษ์พยักหน้าช้า ๆ “ทุกคนกลัวจะผิดหวังทั้งนั้นแหละ”
ในเวิร์กช็อปครั้งถัดมา ฤกษ์กับปรายดาวได้จับคู่ติดภารกิจถ่ายภาพ ‘ความฝัน’ ฤกษ์เสนอให้ถ่ายแสงเช้า ทว่าปรายดาวยืนกรานอยากถ่ายริมแม่น้ำยามค่ำ ต่างฝ่ายต่างงอน ก่อนสุดท้ายตกลงใช้สองธีมผสมกัน
ระหว่างถ่ายฤกษ์จ้องปรายดาวเงียบ ๆ แล้วถาม “ถ้ามีโอกาสไปเรียนต่อกราฟิกที่อังกฤษ จะไปไหม?”
ปรายดาวอึ้งไป ก่อนละสายตา “ยังไม่รู้ ครอบครัวไม่ค่อยเห็นด้วย…” เธอบีบสายกล้องแน่น ฤกษ์มองนิ่ง ๆ เหมือนจะพูดบางอย่าง แต่กลับทอดถอนใจ
ทั้งคู่สนิทกันขึ้น ทว่ามีเส้นบาง ๆ กั้นฤกษ์ไว้ ปรายดาวพยายามแกล้งหยอกล้อ ดึงรอยยิ้ม ฤกษ์อมยิ้มแล้วรีบปั้นหน้าเคร่ง “อย่ามาทำเป็นขี้เล่นแถวนี้ดิ เดี๋ยวคนเข้าใจผิด”
“ใครจะเข้าใจผิดกับนาย…” ปรายดาวยิ้มมุมปาก ฤกษ์หัวเราะเสียงต่ำ ความอบอุ่นแสนเบาแทรกอยู่ในเสียงหัวเราะทุกครั้งแต่ก็มักชะงักเมื่อเธอสบตา
วันที่ชมรมไปทัศนศึกษาต่างจังหวัด ฤกษ์นั่งมองประกายตาอ่อนโยนของปรายดาวบนรถทัวร์ กลางเสียงหัวเราะของเพื่อน ๆ เขาเดินตามหลังปรายดาวบนดอย ริมผา พยายามรวบรวมความกล้าที่จะสารภาพอดีตว่าเป็นลูกหย่าร้าง ครอบครัวเขาทิ้งกันกลางโต๊ะอาหารเมื่อป.6 ทันใดนั้นปรายดาวสะดุดหินลื่นจะล้ม ฤกษ์รีบคว้าแขนไว้ เงียบไปชั่วครู่
“นายขี้เก๊กอะ” ปรายดาวทำหน้าเขินกลบเกลื่อน ฤกษ์ปล่อยมือช้า ๆ ก่อนพูดเรียบ ๆ “บางอย่างมันพูดยากมาก เธอก็มีใช่มั้ย”
เงียบยาว ปรายดาวถอนหายใจ “ฉันก็กลัวเหมือนกัน ว่าจะไม่มีใครเข้าใจ หรือเจอคนที่เข้าใจจริง ๆ”
หลังจากคืนทัศนศึกษา ฤกษ์กับปรายดาวเริ่มห่างกันทีละน้อย ฤกษ์ติดโปรเจ็กต์คณะ ปล่อยให้ไลน์ไปหาบ้างไม่ตอบ ปรายดาวนั่งมองแสงทไวไลท์ที่ริมหน้าต่างหออย่างอ้างว้าง ข้อความในไลน์ขึ้นว่า ‘ขอโทษ งานเยอะมาก’ ก่อนที่ปลายสายจะเงียบงันเป็นวัน ๆ
วันหนึ่ง ฤกษ์กลับมาที่ชมรม พบปรายดาวนั่งลบภาพเก่า ๆ ในคอม ทั้งคู่เงียบ ไม่กล้าพูดถึงช่วงห่าง ฤกษ์พูดแผ่วเบา “ขอโทษ…ที่ปล่อยให้ห่างไป”
“แน่ใจเหรอว่าขอโทษกันแล้วทุกอย่างจะเหมือนเดิม?” ปรายดาวเสียงสั่น
ฤกษ์ลังเลใช้เวลาหลายนาที ก่อนค่อย ๆ เอื้อมมือวางบนไหล่ปรายดาว “ฉัน…กลัวว่าถ้าเปิดใจกับใครแล้วสุดท้ายจะเจ็บอีก เหมือนตอนที่พ่อแม่เลิกกัน”
ปรายดาวนิ่ง น้ำตาเอ่อในดวงตา สีหน้าเต็มไปด้วยความเข้าใจ เธอพูดแผ่ว “ทุกคนมีอดีตที่เจ็บ แต่นายไม่จำเป็นต้องครอบครองมันไปตลอด”
หลังจากวันนั้น ทั้งคู่กลับมาใกล้ชิดกันอีกครั้ง ผ่านโครงการถ่ายภาพจิตอาสาน้ำท่วม ฤกษ์ยิ้มเปิดเผยมากขึ้น ปรายดาวกล้าเล่าฝันและความกลัวของตัวเอง เธอพยายามสมัครทุนไปอังกฤษอีกครั้ง พร้อมยอมรับความเสี่ยงเอง ฤกษ์คอยให้กำลังใจแต่ไม่สัญญาว่าจะรอ เขายืนอยู่ข้าง ๆ แบบไม่ผูกมัดแต่ไม่ทอดทิ้งเช่นกัน
ค่ำหนึ่งปลายเทอม ฤกษ์และปรายดาวกลับจากถ่ายภาพ เงาสะท้อนพลิ้วบนแม่น้ำราวคลื่นใจ ฤกษ์หยุดเดินแล้วหันมา “ปราย…จำตอนที่เธอบอกว่ากลัวผิดหวังได้ไหม ฉันก็กลัว แต่ถ้าไม่ก้าวข้ามไปเราคงไม่มีวันเห็นแสงอีกฝั่งแม่น้ำจริง ๆ”
ปรายดาวหัวเราะทั้งน้ำตา “บางทีแสงนั้นอาจอยู่ในตัวเรามาตลอด แต่เราไม่กล้าส่องไปเท่านั้นเอง”
ฤกษ์ยิ้มจาง ๆ จับมือปรายดาวเบา ๆ ไม่เร่งเร้า ไม่รีบร้อน ปล่อยเงียบไว้ครู่ยาว
ฤดูฝน ปีต่อมา ปรายดาวเดินลากกระเป๋าออกจากบ้าน นั่งรถไฟฟ้าไปสนามบิน ฤกษ์ยืนรอหน้าประตูสนามบินด้วยดอกทานตะวันในมือ “เธอจะได้เห็นแสงใหม่จริง ๆ แล้วนะ”
“แล้วนายล่ะ?”
ฤกษ์ยิ้มเศร้า “เราอาจไม่ได้เดินข้างกันตลอด แต่ฉันเชื่อว่า…ใจเราจะมองข้ามแม่น้ำฟากเดียวกัน”
ปรายดาวน้ำตาไหล กอดฤกษ์ไว้แน่น ต่างไม่สารภาพคำว่ารักออกมา ทว่ามือที่กุมกันแน่นนั้นคือการบอกลากับคำสัญญาว่าจะเติบโต เพื่อวันหนึ่ง…ถ้าเส้นทางพาให้กลับมาพบกันอีก พวกเขาจะไม่กลัวเปิดใจอีกเลย