กลางสายฝนที่เงียบงัน
เสียงฝนตกหนักกระทบหน้าต่างคอนโดสูงของขวัญในเย็นวันหนึ่งกลางเดือนกรกฎาคม ขวัญวางแก้วโกโก้ลงบนโต๊ะ หันมาจ้องดูเส้นแสงที่ไหลยาวริมกระจก บนโต๊ะมีสเก็ตช์งานแบบแพทเทิร์นลวดลายใบไม้ แต่อะไรบางอย่างในหัวกลับติดอยู่ที่ข้อความแชทที่ถูกทิ้งไว้จากปราณ: “วันนี้จะประชุมเลท เจอกันมื้อเย็นนะ” เพื่อนสนิทที่เธอแอบรักมากว่าสิบปีไม่มีท่าทีจะรู้เลยว่าหัวใจของเธอสั่นไหวเพียงใด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ขวัญยีผมตัวเองแล้วถอนหายใจ กลิ่นฝนกับกลิ่นโกโก้ปนกันอบอวล เธอลุกขึ้นคว้าร่มและเสื้อกันฝน ก่อนออกจากห้องไปอย่างกระวนกระวายตามนัดที่ร้านข้าวต้มใกล้สะพานพระรามสาม ที่นั่นคงมีปราณนั่งรออยู่แล้ว ในหัวขวัญเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่กล้าบอกอีกฝ่ายสักที
ระหว่างทางที่ฝนเทถล่ม ขวัญเดินเร็วๆ ผ่านฟุตบาทแฉะ ขณะที่ในมือกำบังฝนอย่างเปียกปอน โทรศัพท์สั่นอีกครั้ง “ถึงแล้วนะ อยู่โต๊ะข้างหน้าน้ำเต้าหู้” ขวัญสูดลมหายใจเข้าแล้วเร่งฝีเท้า
ภาพของปราณเจ้าของรอยยิ้มอบอุ่นผมหยักศกนั่งก้มหน้ากับมือถือ โต๊ะของเขาเต็มไปด้วยกระดาษแบบร่าง ปราณยกหัวขึ้นเห็นขวัญ เขาชูร่มให้ดู “วันนี้ลืมร่มหรือเปล่า?”
ขวัญยิ้มบาง ๆ “มีแต่กันลมกับฝนได้ไม่ค่อยดี” เสียงของเธอแผ่วเบากว่าปกติ
“ถ้าป่วยขึ้นมาจะให้ใครดูแลล่ะ” ปราณพูดติดตลก แต่นัยน์ตามีอะไรแปลก ๆ วูบหนึ่ง ขวัญหน้าตึง ไม่กล้าสบตา
“ก็มีคุณอยู่นี่ไง” ขวัญตอบเบา ๆ จนปราณเกือบจะไม่ได้ยิน เขาหัวเราะกลบเกลื่อน
มื้อเย็นผ่านไปด้วยเสียงฝน กลิ่นน้ำซุปร้อน ๆ และแววตาที่บางครั้งขวัญหันไปเจอรอยยิ้มบาง ๆ ของปราณ เขามักจ้องดูเธอนานเกินปกติในบางจังหวะ แต่ก็ทำแค่ยิ้มแล้วหันกลับไปอ่านเมนู ท่ามกลางบทสนทนาเรื่องงานและหนังสือเล่มล่าสุด ไม่มีใครกล้าก้าวข้ามเส้นบาง ๆ นั้น
หลังมื้ออาหาร ทั้งคู่เดินออกมานอกซอยด้วยกัน ร่มเล็ก ๆ ใบเดียวอึดอัดอย่างประหลาด ขวัญเดินชิดขอบฟุตบาท ปราณเดินข้าง ๆ พยายามกันร่มให้ไม่เปียก
“ช่วงนี้ดูเหนื่อย ๆ นะ มีอะไรหรือเปล่า?” ปราณถามเสียงเบาเหมือนกลัวใครในความมืดจะได้ยิน
ขวัญชะงัก กัดริมฝีปาก อยากจะพูดแต่ก็กลัว “ไม่มีอะไรหรอก แค่งานยุ่ง” เธอหลบตาแล้วเอ่ยต่อ “คุณล่ะ วาดรูปคงเครียดเหมือนกัน”
เขาเงียบไปชั่วครู่ “จริง ๆ ก็มีบ้าง แต่บางที… คนเราก็เหนื่อยเพราะเรื่องที่ไม่ได้พูดออกมานั่นแหละ” ทั้งสองหยุดเดิน มองออกไปที่ถนนเปียกน้ำฝน แสงไฟสะท้อนพื้นมันวาว
ขวัญหันมาสบตาเขาเหมือนจะถามต่อ แต่สุดท้ายถอนหายใจ “กลับห้องกันเถอะ เดี๋ยวฝนจะตกหนักกว่านี้”
ปราณพยักหน้าเงียบ ๆ ก่อนเดินนำกลับคอนโด ทั้งคู่เดินเงียบ ๆ ขึ้นลิฟต์ ในลิฟต์นั้นไม่มีใครพูดอะไร เสียงเฉพาะลมหายใจที่หนักและใจที่เหมือนจะพูดอะไรออกมาแต่ขังไว้อยู่ข้างใน
อีกวันหนึ่ง ขวัญได้ข่าวว่าโปรโมชั่นที่ทำไว้ในที่ทำงานไม่ผ่าน ถูกหัวหน้าวิพากษ์หนัก เธอกลับห้องมือเปล่า น้ำตาไหลกลางโถงคอนโดอย่างเงียบ ๆ โทรศัพท์ดังข้อความจากปราณถามว่า “โอเคไหม?” เธอแค่ตอบ “เหนื่อยนิดหน่อย” แต่ไม่ได้บอกเหตุผล
ปราณปรากฎตัวหน้าห้อง เผลอเคาะประตูโดยไม่รอคำตอบ “เห็นหายเงียบ พอจะคุยได้ไหม?” ขวัญไม่อยากให้เขาเห็นหน้าโทรม ๆ แต่ท้ายที่สุดก็ยอมเปิดรับ เพียงแค่ไม่มีคำพูดอะไร เขานั่งเงียบบนพื้นห้องข้างเธอ ส่งน้ำเปล่าให้ ขวัญรับมาแล้วเงียบกันอยู่นาน
“ถ้าเมื่อไรอยากพูด ฉันก็อยู่ตรงนี้นะ” ปราณพูดเสียงต่ำ รอคอยแต่ไม่ได้คาดหวัง เหมือนเขาเองก็แบกอะไรในใจ
อีกหลายวันที่ทั้งสองต่างฝ่ายวุ่นกับงาน แทบไม่ได้เจอกัน มีบ้างที่ทักแชทสั้น ๆ ขวัญรู้สึกว่าความสัมพันธ์เริ่มห่างขึ้นทีละน้อย เธอกังวล กระสับกระส่าย เริ่มสงสัยว่าตัวเองควรรักษาระยะห่างดีหรือทลายกำแพงบาง ๆ ที่ขวางใจตนเองและปราณ
จนถึงวันเสาร์ ขวัญกำลังเดินตลาดใต้ฝนพรำ ๆ เจอปราณกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่รู้จัก ทั้งคู่ดูสนิทสนม หัวเราะคุยกันข้างรถแท็กซี่ ขวัญลังเลจะเข้าไปทัก ปราณหันมาเห็นแล้วชะงัก ผู้หญิงคนนั้นยิ้มให้ “เพื่อนเหรอปราณ?”
“ใช่ นี่ขวัญ เพื่อนสนิทผมเอง” เสียงของปราณมีความกระอักกระอ่วน หญิงสาวแนะนำตัวเองว่าโมนิก้า เป็นเพื่อนร่วมงานใหม่ที่กำลังทำโปรเจ็กต์ใหญ่กับปราณ
ขวัญยิ้มบาง ๆ แสร้งทำตัวปกติ แต่หัวใจกลับหนักอึ้ง เธอกลับห้องคนเดียวทั้งเปียกฝนทั้งเปียกใจ
คืนนั้น ขวัญนอนฟังเสียงฝน เวียนวนกับความคิดในใจที่ตีตัวเองว่า หากพูดความจริงอาจไม่มีโอกาสแม้แต่คำว่าเพื่อน เธอเขียนข้อความจะสารภาพความรู้สึก แต่ลังเลอยู่หน้าจอนานจนต้องลบข้อความนั้นทิ้งคืนแล้วคืนเล่า
ปราณเองก็รู้สึกถึงความห่างเหินที่เกิดจากความจริงที่ยังไม่พูด เขาเคร่งเครียดกับโปรเจกต์จนเริ่มไม่เป็นตัวเอง ดื่มกาแฟหนักกว่าเดิม วาดรูปไม่ได้ดั่งใจ ขวัญเห็นได้ชัดจากภาพวาดที่เขาเอามาให้ดูในคืนหนึ่ง
“ช่วงนี้ดูหนัก ๆ เนอะ” ขวัญถามพร้อมมองไปที่แผ่นงาน
“ฉันกลัวว่าโปรเจกต์นี้จะล่ม ฉันกลัวด้วยว่าถ้าบางอย่างในชีวิตเปลี่ยนไป ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม” ประโยคหลังเขาพูดเบามาก ขวัญฟังแล้วเงียบ หัวใจแยกไม่ออกว่าเขาหมายถึงเรื่องงานหรือเรื่องอื่น
คืนวันอาทิตย์ของอีกสัปดาห์ ขวัญได้รับข่าวว่าต้องไปเชียงใหม่ด่วนเพื่อจัดการงานที่บริษัท เธอโทรแจ้งปราณกลางดึก “ฉันขอโทษ พรุ่งนี้ต้องออกแต่เช้า เดี๋ยวค่อยเจอกันนะ” ฝั่งโน้นเงียบไปนาน
“ขวัญ จะไปกี่วัน?”
“ประมาณอาทิตย์นึงมั้ง หัวหน้าเพิ่งแจ้ง วุ่นวายแน่เลย”
“ถ้าเหนื่อย ก็โทรมาได้นะ” เสียงเขาเบาเหมือนมีความหมายหลายชั้น ขวัญพยักหน้ากับโทรศัพท์แล้ววางมันลง กัดริมฝีปากแน่น หัวใจมวน ๆ
คืนต่อมาขวัญนอนที่โรงแรมฝนตกหนักอีกเช่นเคย เธอลังเลอยู่หน้าต่างแล้วหยิบมือถือขึ้นมา ณ ขณะนั้นปราณกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะรับแขกในห้องใกล้ไฟจาง โทรศัพท์วางบนโต๊ะ ระหว่างที่เขากำลังจะส่งข้อความ ขวัญก็โทรเข้าพอดี พวกเขาไม่ได้คุยอะไรมากนัก แค่ถามสารทุกข์สุขดิบ สายจบด้วยความนิ่งอึกอักเหมือนไม่อยากวาง
การไปเชียงใหม่ทำให้ขวัญได้ค้นพบตัวเอง ระหว่างที่เดินเล่นในสวนสาธารณะเช้าที่หมอกลงจัด เธอได้พบเพื่อนรุ่นพี่ที่เคยล้มเหลวกับความรัก พี่คนนั้นพูดขึ้น “สิ่งเดียวที่ทำให้เราเสียใจที่สุด คือสิ่งที่ไม่เคยได้พูดกับคนที่ต้องการจะได้ยิน” คำเหล่านั้นวนเวียนในหัวขวัญตลอดวัน
เมื่อจบงาน เธอกลับกรุงเทพฯ ทันทีที่ลงจากรถ เธอรีบโทรหาปราณ แต่เปิดเป็นฝากข้อความเสียง เธอเลยพิมพ์ข้อความสั้น ๆ “ถึงแล้วนะ ฝนตก คิดถึง” แล้วกดส่ง รออยู่อย่างกระวนกระวาย
ปราณเห็นข้อความตอนกำลังเจอปัญหาใหญ่ที่ออฟฟิศ โปรเจกต์กับโมนิก้าถูกยกเลิกเพราะต้นทุนไม่ผ่าน เขารู้สึกแย่มาก แต่ข้อความของขวัญเหมือนแสงไฟเล็กจุดหนึ่งจากในหลืบมืด เขามองออกไปนอกหน้าต่างฝน แล้วกดโทรกลับขวัญ
ทั้งคู่ตกลงนัดเจอกันในคืนฝนถัดไปที่ร้านเดิมใต้สะพาน เสียงน้ำฝนรินไหลลงกระเบื้อง ทุกอย่างเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ทั้งสองนั่งอยู่คนละฝั่งโต๊ะ
ขวัญเปิดปากช้า ๆ “มีอะไรอยากพูดมั้ย?”
ปราณยิ้มเศร้า ก้มหน้าอยู่นาน “ฉันกลัวว่าถ้าพูดทุกอย่างออกไป เราจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีก”
“แล้วถ้าไม่พูด เราอาจจะเสียกันไปตลอดกาล” ขวัญเอ่ยเบา ๆ ใจเต้นแรงแต่มั่นคงขึ้นกว่าทุกที
ทั้งสองสบตากัน ต่างคนต่างสั่นไหว ต่างคนต่างเก็บงำความกลัว ความหวังค้างอยู่ในอากาศกว่าหนึ่งนาทีที่ไม่มีคำใด ทั้งคู่เดินออกจากร้าน ท่ามกลางสายฝนที่โปรยบางแต่เข้มข้น ฝนเย็นชุ่มสู่หัวใจที่ค่อย ๆ เปิดเปลือยต่อกัน
หน้าคอนโด ขวัญหยุด เดินช้า ๆ ใกล้ประตู ปราณเดินขนาบข้าง เงียบนานก่อนเอ่ยขึ้น “ถ้าฉันจะยอมเสี่ยง ขอแค่ข้าง ๆ เธอ ไม่ต้องเป็นอะไรมากกว่านั้นก็ได้”
ขวัญหัวเราะ น้ำตาคลอ “ฉันก็ไม่เคยไปจากข้าง ๆ คุณเลยนะ” เธอพูดเสียเบา สายฝนยังคงรินไหล เปียกทั้งร่มและหัวใจ
ทั้งสองเงียบยาว รอยยิ้มบนใบหน้าเจือความเศร้านิด ๆ แต่สึรีระหว่างเพื่อนได้หายไปแล้ว เหลือแต่ความจริงที่เปลือยเปล่าระหว่างกัน
คืนวันฝนตกเงียบงัน ขวัญกอดเข่าฟังเสียงฝนกับเสียงหัวใจ ตอนนี้ไม่กลัวอีกแล้ว คนสองคนที่ผ่านช่วงใกล้กัน ห่างกัน เกือบเสียกันไปจนเหลือแต่ความกล้าอันเล็ก ๆ ต่อหน้ากันสุดท้าย รอคอยฝนครั้งใหม่พร้อมหัวใจที่เติบโตขึ้น