ใต้ต้นเฟื่องฟ้าในวันที่สายลมเปลี่ยนทาง
เสียงใบไม้ไหวแผ่วในตอนเช้าตรู่ ท้องฟ้าสีขาวขุ่นปกคลุมรั้วมหาวิทยาลัยอันเงียบสงบ เสียงนกเอี้ยงแต่งจังหวะอยู่บนกิ่งเฟื่องฟ้า ‘พันธิตา’ สาวน้อยผมหยิกยุ่งในเครื่องแบบนักศึกษาปีหนึ่ง เดินมาหยุดหน้าอาคารชมรม เธอลังเล ก้มมองรอยเปื้อนหมึกบนกระโปรงตัวเอง พลางสูดลมหายใจ เธอเปิดประตูห้องชมรมอย่างเบามือ บนเก้าอี้ไม้ริมหน้าต่าง ‘คณิต’ รุ่นพี่ปีสี่นั่งเงียบกับกองหนังสือ ไม่มีใครเงยหน้ามาเจอกันทันที
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขอโทษค่ะ…ขอใช้เครื่องพิมพ์ได้ไหมคะ” พันธิตากระซิบเสียงเบา
คณิตนิ่ง ไม่ตอบ พันธิตายืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดึงสายเสียบเครื่องพิมพ์อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
พลันเสียงกระดาษขยับ คณิตยกสายตาจากหน้าหนังสือ สบตาเธอแวบเดียว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่ว “กระดาษอยู่ใต้โต๊ะ”
“ขอบคุณค่ะ…เอ่อ มีใครต้องใส่น้ำหมึกเพิ่มไหมคะ?” เธอมองหา ไม่แน่ใจมือสั่น คณิตยื่นขวดหมึกมาให้โดยไม่พูดอะไร
เงียบงันระหว่างสองคน ตะวันยามเช้าสาดเข้าทางหน้าต่าง ตัวอักษรในงานของพันธิตาเริ่มปรากฏข้างละแผ่น เธอแอบมองคณิต ผู้จดอะไรลงในสมุดด้วยลายมือบรรจง ท่าทางด้านข้างของเขาดูสงบแต่เหนื่อยล้า
เสียงมือถือพันธิตาดัง “แม่คะ…อยู่ชมรรมค่ะ… หนูสบายดี” เธอพูดเบา ๆ ก่อนกดวาง เหล่ามวลเฟื่องฟ้าด้านนอก เงียบเหมือนตั้งใจฟัง
อีกสองวันต่อมา เธอกลับมาที่ชมรมชายคาเดียวกัน ไฟในห้องยังอุ่นแบบเดิม ชมรมวรรณศิลป์มีกันแค่สองคน เธอถือกล่องขนมเล็ก ๆ “วันนี้ขนมมะพร้าว หนูกินไม่หมด…เผื่อพี่”
คณิตรับกล่องมาดูเงียบ ๆ ไม่พูดขอบคุณ แต่กินไปทีละคำ พันธิตาแกล้งอ่านหนังสือในขณะสายตามองเขาตลอด อากาศอบอ้าว เงียบระหว่างคำแรกและคำสุดท้าย
“น้องชื่ออะไรนะ” คณิตถามกลางความเงียบ
“พันธิตาค่ะ เรียกพันก็ได้”
“พัน…บ้านไกลไหม”
“ไม่ค่ะ แต่รู้สึกเหมือนไกล บางทีเดินกลับคนเดียวมันเงียบเกินไป” เธอหลบตา เก็บเศษขนมลงถุงอย่างเงียบงัน
คณิตลุกเดินไปหยิบหนังสือบนชั้น อีกมือส่งหนังสือเล่มเล็กให้พันธิตา “อ่านดูสิ ของฉัน”
พันธิตายกมาพลิกปก หลายหน้าคือบทกวีที่เต็มไปด้วยบาดแผลและความเหงา เธอไม่ได้พูด แค่ยิ้มจาง ๆ
หลังจากวันนั้น พันธิตาแวะชมรมทุกเย็น เธอมักมีข้ออ้างใหม่ ๆ – งานกลุ่ม งานพิมพ์ ทิ้งของลืมไว้ หรือนำขนมมาแบ่ง เธอเดินวนรอบโต๊ะ ทำทีเหมือนยุ่ง ทั้งที่บางวันก็แค่มองท้องฟ้านอกหน้าต่าง
วันหนึ่งฝนตกหนัก ฟ้าร้องกัมปนาท พันธิตาติดอยู่ในชมรม คณิตนั่งมองสายฝน พลันพูดขึ้น “เคยชอบฝนไหม”
“เคยค่ะ แต่เดี๋ยวนี้กลัวเสียงฟ้าร้อง” เธออ้อมแอ้ม
เขานิ่งไปนาน จนกระทั่งเสียงฟ้าคำรามอีกหน “ฉัน…กลัวเสียงทะเล” เขาเอ่ยออกมาโดยไม่มองหน้าเธอ
“ทำไมคะ” เธอยื่นขนมกล่องใหม่ให้
“เพราะมีคนที่สำคัญ…หายไปในทะเลตอนไปเที่ยวกับฉันเมื่อสองปีก่อน” น้ำเสียงคณิตเบา กดต่ำ ไม่อยากพูดแต่ก็ไม่กล้าเงียบ
พันธิตาย่อตัวลงนั่งกับพื้นใกล้เขา “ขอโทษที่ถามค่ะ”
“ไม่ต้องขอโทษหรอก” เขายิ้มเศร้า “ทุกคนก็หายไปหมดแล้ว”
ฝนยังไม่หยุดตก เธอกับเขานั่งเงียบข้างกันจนค่ำ เสียงกล่องขนมหล่นพื้น เขาหัวเราะเบา ๆ เป็นครั้งแรก
ทั้งสองเริ่มแบ่งปันเรื่องราวเล็ก ๆ กันเรื่อยมา เช่น ชอบอะไรในมหาวิทยาลัย กลัวคุณครูภาษาอังกฤษ กลัวอกหักในอนาคต หรือการต้องเผชิญหน้ากับตัวเองในวันที่รู้สึกไม่พิเศษ
“พันกลัวอะไรที่สุด”
เธอคิดนาน “กลัวไม่มีที่ของตัวเอง…กลัวเหมือนอยู่ใกล้ ๆ ใคร แต่จริง ๆ แล้วเขายังห่างไกลอีกมาก”
คณิตพยักหน้า “ฉันเข้าใจ…มากกว่าที่คิด”
หลังเปิดเทอมกลาง ภาระงานรุมเร้า พันธิตาหายหน้าไปหลายวัน ชมรมวรรณศิลป์เงียบอีกครั้ง
ค่ำหนึ่ง พันธิตาเดินกลับมาชมรม สภาพโทรม ดวงตาคล้ำ เธอกำข้อมือแน่นไม่พูดอะไร คณิตมองเห็นแต่ไม่ถามขณะโน้ตอะไรลงในสมุด
“วันนี้เหนื่อยมากเลยค่ะ” เธอหลุดปากออกมาเบา ๆ
เขาแค่ยกน้ำให้เงียบ ๆ พันธิตาหยิบกระดาษที่โต๊ะ เห็นกลอนใหม่ที่เขาเขียนไว้ ‘บางที…การเดินกลับบ้านคนเดียว…ไม่ใช่เพราะไม่มีใครไปด้วย แต่เพราะเราเลือกที่จะเหงา’ เธออ่านแล้ววางกลับที่เดิม
สองสามวันต่อมา พันธิตานั่งรอคณิตใต้ต้นเฟื่องฟ้า ท้องฟ้าเป็นสีคราม ร่มไม้ทอดเงากว้าง เธอดูเหม่อลอย
“พัน ทำไมรอที่นี่?” คณิตเดินเข้ามา
“รู้สึกที่นี่เหมือนบ้าน” เธอยิ้มจาง ๆ
“บ้านไม่ใช่สถานที่” คณิตกระซิบต่ำ “แต่เป็นคน”
พวกเขาหัวเราะเบา ๆ ด้วยกัน ผู้คนเดินผ่านไปมาโดยไม่ได้สังเกตว่าความใกล้ชิดค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย
ระหว่างวันสอบใหญ่ ความตึงเครียดเปลี่ยนทุกอย่าง ความเงียบความกดดัน พันธิตาเริ่มห่างออกไป เก็บตัวมากขึ้น คณิตรู้สึกถึงช่องว่างแต่ไม่พูด
วันหนึ่ง ทางบ้านพันธิตามีปัญหา พ่อแม่ทะเลาะกัน เธอรับสายโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงสะอื้น คร่ำเคร่งกับงานจนป่วย คณิตเห็นแต่ไม่ได้ถาม มีเพียงการวางกล่องน้ำไว้ที่เดิม พบตั๋วรถไฟไปกลับบ้านแปะไว้ใต้สมุด เธอดูซึ้งใจแต่ไม่พูด
ผ่านไปอีกหลายวัน พันธิตาไม่มาอีก คืนหนึ่งฝนตกหนัก คณิตออกจากชมรม เดินผ่านใต้ต้นเฟื่องฟ้า เงาเปียกน้ำ ผู้คนรีบเดินผ่านไปหมด ทันใดนั้น เขาเห็นพันธิตานั่งคุดคู้ใต้ต้นไม้ เธอร้องไห้จนเสียงสั่น
เขานั่งลงข้างเธอ ไม่พูดอะไร เธอยื่นสมุดให้ “อ่านหน้า 15 ให้หน่อยค่ะ” เสียงเธอสั่น แต่จริงจัง
คณิตเปิดสมุด อ่านบทกวีโศกเศร้าที่เธอเขียน น้ำตาเธอค่อย ๆ ไหล คณิตอ่านจนจบ แล้วเงียบไปนาน
“พันไม่ต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียว…ได้มั้ย”
เธอสะอื้น “กลัวว่าถ้าบอกใคร…จะถูกทิ้งเหมือนแม่”
เขาส่ายหน้าเบา ๆ มือหนึ่งวางบนสมุด อีกมือแตะไหล่เธออย่างลังเล ไม่เอ่ยคำปลอบใจแต่ยังอยู่เคียงข้าง
เช้ารุ่งขึ้น พันธิตาหายไปด้วยกระดาษโน้ตสั้น ๆ ‘ต้องกลับต่างจังหวัดสักพัก ขอโทษที่ไม่ได้บอกให้เร็วกว่านี้’ ชมรมเงียบเหงา คณิตนั่งมองโต๊ะเปล่า ๆ ทิ้งทุกอย่างไว้เหมือนเดิม
วันเวลาผ่านไป ชีวิตในมหาวิทยาลัยดำเนินต่อ คณิตดูนิ่งเฉยกว่าเดิม มีรอยหมองหม่นในดวงตา เริ่มไม่ไปชมรมบ่อย หมกตัวอยู่แต่ในห้องสมุด ส่งบทกลอนพิมพ์ลงเว็บแทน
ค่ำหนึ่ง มีข้อความในอินบ็อกซ์ ‘คิดถึงบทกลอนของพี่’ ชื่อผู้ส่งคือ ‘พัน’ เขานิ่งงันอยู่นาน ก่อนตัดสินใจตอบกลับ ‘คิดถึงรอยยิ้มของเธอเหมือนกัน’
ปลายเทอมปีนั้น พันธิตากลับมาเรียน แต่ไม่เข้าชมรม วันหนึ่งกลางห้องสมุด คณิตเดินผ่าน พบเธอนั่งอ่านหนังสืออยู่ลำพัง สายตาเลี่ยงการสบตากัน พวกเขาแค่พยักหน้าทักโดยไม่เอ่ยคำ
อีกหลายสัปดาห์ต่อมา งานกิจกรรมใหญ่ของมหาวิทยาลัย ชมรมวรรณศิลป์จัดนิทรรศการบทกวี พันธิตามองชื่อ ‘คณิต ทัพทอง’ พิมพ์อยู่แผ่นโปสเตอร์ เธอยืนนิ่งนานก่อนเดินเข้าไปหาเจ้าของชื่อ ท่ามกลางคนมากมาย พวกเขายืนห่างกันพอสมควร
“ไม่ได้เข้าชมรมเลย” เขาเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“กลัวจะไปไม่ถูก” เธอถอนหายใจ
“ไม่มีใครไปไม่ถูก…แค่กลัวจะกลับมาแล้วทุกอย่างเปลี่ยน”
เงียบอยู่นาน
“รอบนี้เธออยากเริ่มใหม่มั้ย” เขาถามในที่สุดทันทีที่เสียงคนรอบข้างจางลง
พันธิตายิ้มบาง ๆ “บางอย่างเริ่มใหม่ไม่ได้ แต่เราเข้าสมาคมขนมด้วยกันก็ได้”
คณิตหัวเราะ ในที่สุดดวงตาก็มีแววสว่างขึ้น พวกเขาเดินไปด้วยกัน ช้า ๆ ไม่มีการจับมือ ไม่มีคำสัญญาใด ๆ มีเพียงสายลมอ่อน ๆ และเงาเฟื่องฟ้าที่ทอดเคียงข้าง
ใต้ต้นเฟื่องฟ้า ที่เดิม เสียงหัวเราะเบา ๆ ปะปนเสียงใบไม้ไหว อดีตยังเป็นแผลปะปนในบทกวี ปัจจุบันยังคลุมเงาแห่งความลังเล แต่วันพรุ่งนี้ ไม่ว่าใครจะเลือกทางไหน พวกเขาต่างมีอีกคนอยู่ในบทกวี…ตลอดไป