บนทางเดินสายหมอก
เสียงฝีเท้านับสิบเคลื่อนผ่านสนามฟุตบอล เอินยืนพิงขอบประตู ชุดนักศึกษาชีดขาวสะท้อนแดดรางๆ เธอขยับกระเป๋าหนังสือขึ้นบ่า พยายามกลั้นลมหายใจกลิ่นหญ้าที่ตัดใหม่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เหนื่อยไหม” เสียงเจนเพื่อนสนิทถามพลางส่งขวดน้ำเย็นให้ เอินส่ายหน้าแต่รับมา กลืนน้ำทีละอึกจนเย็นวาบถึงท้อง
“เลิกเรื่อยๆ ทุกเย็นอะ” เจนบ่นต่อ “เอินไม่คิดเข้าชมรมอะไรหน่อยเหรอ”
“คิดสิ” เอินตอบเบาๆ ดวงตาเหลือบมองไปอีกฝั่งของคณะ ตรงนั้นคือโรงดนตรี มีเสียงเปียโนหลุดลอดมาเป็นจังหวะละมุน แต่เสียงแม่สั่ง…“จบแล้วต้องสอบเข้าธนาคารนะ อย่าเพ้อฝันเป็นนักดนตรี”…ยังค้างในอก
กระทั่งร่างสูงในชุดวอร์มสีกรมเดินสวน ก้มหน้ากอดหนังสือแนบอก คนนี้มาทีไร เอินมักใจเต้นประหลาด ธีร์อยู่ปีเดียวกัน ชื่อเสียงเงียบขรึม ไม่เคยเข้าสังคมจริงจัง ตอนเข้าเรียนปี 1 เขาเพิ่งสูญเสียพ่อจากอุบัติเหตุ เอินชอบอ่านกลอนที่ธีร์โพสต์ในเวบบอร์ดมหาลัย—แต่ไม่เคยกล้าเม้นต์
“เขาชอบแอบมาที่สนามบอลเหมือนกันแหละ” เจนกระซิบ เอินรีบเบือนหน้า “อย่าไร้สาระ”
แต่ใจกลับเต้นเป็นทำนองเบาๆ เมื่อธีร์เดินผ่าน แม้ไม่ส่งเสียงทักทาย
ในวันที่ฟ้ามืดคลุ้มฝน เอินยืนหลบร่มตรงศาลาเปลี่ยว มือพลิกโน๊ตดนตรียับๆ ในนิ้ว “ไม่ไปเรียนหรือ” เสียงขรึมดังขึ้น ไม่ต้องหันก็รู้ว่าเป็นธีร์
“ฝนตก วิชานั้นไม่เช็คชื่อ” เอินเงยหน้ามองฟ้าด้วยรอยยิ้มฝืน “แล้วธีร์ล่ะ ไม่กลับบ้าน”
ธีร์หรี่ตาลงต่ำ จังหวะฝนกระทบหลังคาเป็นจังหวะ “บ้านเงียบไป บางทีฝนเสียงดังก็สบายใจกว่า” เขาหัวเราะเบาๆ เอินชำเลืองดู เห็นรอยยิ้มเศร้าซ่อนอยู่ข้างดวงตา “เคยไหม…อยากอยู่ในเสียงฝนนานๆ ไม่ต้องคิดอะไร”
เอินนิ่งไปนิด กลืนน้ำลายช้าๆ “เคย…แต่บางทีฝนมันก็ทำให้เราคิดถึงอะไรที่เราไม่อยากจำ”
ฝนหยุดลงก่อนพูดจบ ทั้งสองเงียบไปนาน พอเอินขยับจะไป ธีร์เรียกไว้ “รู้ไหม เวลาว่างๆ ฉันไปนั่งดูเธอเป่าฟลุตที่ห้องชมรมตลอด”
เอินเงียบแทบลืมหายใจ จังหวะหัวใจเต้นข้ามมือที่กำโน๊ต “ขอโทษ…”
“ไม่ต้องขอโทษ เธอเล่นเพราะดี” ธีร์ยิ้มกลบแววเศร้า “ไม่ต้องบอกใครก็ได้”
วันต่อมา เอินเจอธีร์นั่งเขียนอะไรอยู่ใต้ต้นปีบ พลอยนั่งลงข้างกันอย่างประหม่า “เขียนอะไร” เอินถาม ธีร์ยักไหล่ “กลอนมั้ง… ของเธอล่ะ ฝึกฟลุตถึงไหนแล้ว”
บทสนทนาอันแสนเรียบง่ายเริ่มต้นขึ้นประจำเช้าๆ หน้าคณะ เอินกับธีร์เริ่มพูดคุยทีละนิด—เกี่ยวกับฝน กลอน เพลง และชีวิตในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ พวกเขาพบว่ามีรอยแผลคนละมุมเหมือนกัน เอินเล่าเรื่องแม่ที่ไม่เข้าใจความฝัน ธีร์เล่าเรื่องความกลัวการสูญเสีย ความเงียบระหว่างสองคนจึงเต็มไปด้วยความเข้าใจระหว่างบรรทัด
วันหนึ่ง ขณะนั่งจิบกาแฟในคาเฟ่หน้ามหา’ลัย ธีร์ลอบมองมือเอินที่สั่นตอนแอบอ่านข้อความเสียงแม่ “ทำไมไม่อยู่ชมรมดนตรี”
เอินหลบตา “แม่อยากให้เรียนบัญชี เธอคงไม่เข้าใจ”
ธีร์สบตากลับนิ่งนาน “บางที…เราก็เลือกไม่ได้ทุกอย่าง เธอเจ็บมั้ยที่ต้องทิ้งความฝัน”
เอินยิ้มเศร้าก่อนพึมพำ “ฉันพอ ถ้ามันทำให้แม่ยิ้มได้”
แต่ธีร์ไม่ได้ถอย เขาเงียบ แล้วเปลี่ยนเรื่องทันที “ขอฟังเพลงฟลุตของเธอสักวันได้ไหม”
เอินพยักหน้าเบาๆ ด้วยหัวใจที่ปั่นป่วนโดยไม่เข้าใจเหตุผล
เป็นช่วงกลางเทอมเมื่อความใกล้ชิดของทั้งคู่เริ่มกระทบความรู้สึก ปีบหล่นใส่ไหล่เอินขณะเดินคู่กัน “เจ็บเหรอ” ธีร์เอื้อมมือมาแตะแขน เอินขำกลบเขิน “ไม่เจ็บ แค่ตกใจ”
ธีร์เงียบไปครู่ ก่อนเอื้อนเอ่ยเบาๆ “บางที…คนเราก็กลัวอะไรมากกว่าความเจ็บ…ใช่มั้ย”
เอินมองเขานาน ริมฝีปากสั่นไหว “ใช่ คนเรากลัวเสียคนที่รัก…กลัวผิดหวัง…”
ทั้งสองคนหัวเราะเบาๆ เหมือนเข้าใจโดยไม่จำเป็นต้องอธิบาย
วันหนึ่ง เมื่อเอินเล่นฟลุตบนเวทีงานคณะ เธอกลัวจนมือเย็นเฉียบ ธีร์โผล่มานั่งแถวหน้า เงียบๆ ไม่พูดอะไร เพียงสบตาแน่นิ่ง เพลงจบเสียงปรบมือดังกระหึ่ม เอินเผลอยิ้มทั้งที่น้ำตาซึม
“ไม่ต้องกลัว ฉันอยู่ตรงนี้” ธีร์พูดแผ่วเบา หลังเวทีที่พลุกพล่านเอินยืนอยู่กับเขาเพียงสองคน
หลังวันนั้น ชีวิตทั้งคู่ดูเหมือนจะเริ่มสดใสแต่ไม่นานนัก เรื่องราวในอดีตคลายปมขึ้นมา พี่ชายเอินโทรมาปรึกษาเรื่องปัญหาที่บ้าน เสียงแม่คาดหวังดังทะลุสาย “ลูกต้องทำให้ดีนะ เอิน” ทั้งๆ ที่ใจอยากลาออกจากบัญชีไปทุ่มให้ดนตรี แต่ก็ยังตัดสินใจไม่ได้
ขณะเดียวกัน ธีร์ได้รับข่าวแม่ป่วยหนัก ต้องกลับไปดูแลที่ต่างจังหวัด สองคนห่างกันไปโดยไม่มีการบอกลาเอิกเกริก
ช่วงวันฝนพรำ เอินนั่งในหอพัก มองกล่องฟลุต ฝึกเขียนจดหมายถึงธีร์แต่ฉีกทิ้งทุกฉบับ ส่วนธีร์กลับชินกับความเงียบของหมู่บ้านบรรพบุรุษ เขาส่งข้อความหาเอินว่า “หวังว่าฟลุตเธอยังเพราะเหมือนเดิมนะ” รับคำตอบเงียบๆ ทุกครั้ง
ความเหงาและฝันที่กำลังจางหายกลายเป็นระยะห่างระหว่างสองใจ ชีวิตของเอินวุ่นวายด้วยงานเรียนและความหวังของแม่ เธอเริ่มขาดแรงบันดาลใจต่อทั้งฟลุตและการเรียนสายที่ไม่รัก ธีร์เองก็จมจ่อมกับการดูแลแม่และความหลัง อารมณ์เศร้ากดทับจนเริ่มเขียนกลอนไม่ออก
วันหนึ่ง เอินพบกระดาษแผ่นหนึ่งในโน๊ตบุ๊ค เป็นกลอนลายมือธีร์—เคยให้ไว้เงียบๆ วันฝนพรำ “ใจฉันฝากไว้ในเสียงฟลุต แม้ไกลแต่ยังได้ยิน” เอินมองแผ่นกลอนนั้นน้ำตาไหลพราก ก่อนจะรวบรวมความกล้าถือฟลุตไปแจ้งอาจารย์ว่าขอเล่นในคอนเสิร์ตมหาวิทยาลัยเพื่อประสบการณ์ตัวเอง
วันคอนเสิร์ต เอินตัวสั่นแต่ขึ้นเวที มือเรียวลูบแผ่นกลอนของธีร์ในกระเป๋า เธอบรรเลงเพลงโปรดอย่างเต็มเสียง น้ำตาซึมแต่รอยยิ้มฉายชัด เธอรู้ว่าต้องภูมิใจในตัวเอง
ธีร์เองกลับมาทันชมการแสดงนั้น เขายืนในเงามืดหลังเวทีน้ำตาคลอ สบตาเอินตอนจบเพลง เธอหายใจลึกแล้วเดินตรงเข้ามา ราวไม่คิดกลัวอะไรอีก “ขอบคุณนะ ที่เคยอยู่ตรงนี้เสมอ”
ธีร์นิ่งนาน ก่อนพูดเสียงสั่น “ฉันก็กลัวเหมือนกัน กลัวเสียเธอไป กลัวเห็นเธอร้องไห้…แต่วันนี้เธอกล้ากว่าฉันแล้ว”
เอินหัวเราะปนน้ำตา “ทั้งคู่กลัวกันทั้งนั้น รู้ไหม…ฝนบนเวทีวันนี้กลายเป็นดวงอาทิตย์ในใจฉัน”
ธีร์มองเธอนิ่งนาน ก่อนดึงเธอมาอยู่ข้างๆ “ถ้าไม่กลัว ลองเดินไปด้วยกันดูมั้ย ยังไม่สายใช่ไหม”
เอินยิ้มทั้งน้ำตา “ไม่สาย…ถ้าทั้งสองฝ่ายยังไม่ยอมทิ้งความฝันของตัวเอง”
สองคนเดินออกจากเวทีด้วยกัน ผ่านสายตาผู้คน เสียงตะโกนเชียร์กับเสียงฟลุตในความทรงจำกลายเป็นสายหมอกบางๆ ที่ยังไม่จางหาย… แม้อาจต้องใช้เวลาสานสัมพันธ์และฝันที่แตกต่าง แต่ใจของทั้งสองคนก็พร้อมเดินข้ามหมอกนั้นไปพร้อมกัน