เสียงกระซิบในรอยด่าง
สายลมเย็นในเช้าวันเสาร์ที่ดูธรรมดาสำหรับใครหลายคน แต่มันต่างออกไปสำหรับกลุ่มนักศึกษาชั้นปีสุดท้าย คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง “อิงฟ้า” หญิงสาวรูปร่างเล็กแต่ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล กำลังจ้องดูหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่เก่าคร่ำคร่าที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านร้างห่างไกลผู้คน เธอกำชับกล้องวีดีโอในมือแน่นจนปลายนิ้วซีดจาง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เราจะเข้าไปจริง ๆ เหรอ…” เสียงของ “เนม” ชายหนุ่มผิวคล้ำ ผมยุ่ง สะท้อนความลังเล เขากวาดตามองรอบบ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้รกชัฏและหญ้าขึ้นสูง
“ไหวน่า ใครกลัวก็กลับไปคนเดียวเลย ฉันไม่อยากตกโปรเจค” “ปั้น” หญิงผิวขาวซีด ตาคมเข้ม มักชอบพูดจาแรง ๆ แทรกขึ้นมา พร้อมโน๊ตบุ๊คและไฟฉายในมือ
“ทุกคนใจเย็นก่อน เรามาที่นี่เพื่อถ่ายสารคดี ไม่ใช่ล่าท้าผี” “กล้า” ชายร่างสูงใหญ่ หน้าตาใจดี พยายามไกล่เกลี่ย เขายกกระเป๋าใส่อุปกรณ์กล้องขึ้นไหล่
อิงฟ้าหลุบตาลงมองรอยด่างขนาดใหญ่บนประตูไม้ มันคล้ายรอยเปื้อนน้ำเก่าที่ไม่จางหาย แม้เวลาจะผ่านมานานแค่ไหนก็ตาม
“รอยอะไร…ดูเหมือนมันเป็นรูปคนมั้ย” อิงฟ้าพึมพำเบา ๆ จนเนมที่ยืนใกล้ได้ยิน เขาขยับมาดูด้วยสายตาวิตก
“อย่าพูดแบบนั้นดิ มันบิ้ว…”
ปั้นเบ้ปากแล้วเอื้อมมือเปิดประตูไม้ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ทันทีที่ทุกคนก้าวเข้าไป กลิ่นอับและความเย็นเยียบเหมือนอะไรบางอย่างกำลังจับจ้อง ทุกคนหยุดนิ่ง เงียบงันสักครู่ ก่อนกล้าจะเป็นคนแรกที่ตั้งสติแล้วเดินนำ
“ถ่ายเปิดฉากตรงนี้เลยดีมั้ย” ปั้นถามพลางเช็คไฟฉาย อิงฟ้าพยายามฝืนยิ้ม เธอเริ่มถ่ายบรรยากาศและเก็บภาพรอยด่างตามผนัง
เนมเดินสำรวจห้องรับแขก เห็นรูปถ่ายขาวดำบนผนังเก่าฝุ่นจับหนาแน่น เขาเอื้อมมือจะหยิบแต่ชะงัก เมื่อรู้สึกเหมือนมีใครหายใจรินอยู่ข้างหู เขาหันขวับกลับไป แต่พบเพียงความว่างเปล่า
“เฮ้ย…ใครแกล้งปิดไฟป่ะ” เสียงของกล้าดังลั่นขณะที่ไฟในบ้านกะพริบวูบวาบแล้วดับลงชั่วครู่ อิงฟ้าหันไปเรียกเนม ทุกคนรวมตัวกันโดยไม่มีใครพูดอะไรมาก ความเงียบปกคลุมราวกับกลืนกินเสียงหัวใจ
“ข้างบนมีห้องน่าสนใจ ไปดูมั้ย” ปั้นเสนอ ยังมีรอยยิ้มไม่แยแส ไม่รู้สึกกลัว
“ขึ้นไปกันหมดเลยเหรอ…” อิงฟ้าลังเลแต่ไม่กล้าค้าน ทุกคนขึ้นบันไดไม้เก่าที่ส่งเสียงลั่นครืดคราด ห้องโถงชั้นบนมืดทึบ มีเพียงแสงไฟฉายของปั้นที่ส่องสว่างบางส่วน ฝุ่นหนาลอยคละคลุ้ง
ขณะที่ปั้นกำลังเดินนำ เธอหยุดกึก ก้มมองรอยเปื้อนรูปมือประหลาดบนผนัง อิงฟ้าสะดุ้งเมื่อจู่ ๆ ได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ ดังมาจากห้องหนึ่ง
“ได้ยินเสียงมั้ย…” อิงฟ้าถามกล้าเบา ๆ
กล้าส่ายหน้า “ไม่มีอะไรหรอก มันอาจเป็นลม หรือเสียงท่อบ้านเก่า ๆ ก็ได้” ทั้งที่สีหน้าของเขาก็ไม่แน่ใจนัก
ปั้นเดินนำไปเปิดประตูห้องนอนเล็ก ๆ ประตูติดขัดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมเปิดออก ภายในห้องมีรอยด่างรูปวงกลมกลางพื้นห้อง อิงฟ้าส่องกล้องไปที่รอยด่าง รู้สึกเหมือนมีไอเย็นแล่นขึ้นมาตามต้นคอ
เนมเดินเข้าไปในห้องแล้วสังเกตเห็นสมุดบันทึกเก่า ๆ เล่มหนึ่งซ่อนอยู่ใต้เตียง เขาหยิบสมุดขึ้นมา “เจออะไรสักอย่าง…”
ปั้นดึงสมุดมาเปิดอ่าน หน้าแรกมีตัวหนังสือบางส่วนจางหายไป เหลือเพียงข้อความว่า “อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น”
กล้าขมวดคิ้ว “หมายความว่าไง…”
“อาจเป็นคำเตือนของเจ้าของบ้านมั้ง” ปั้นแสยะยิ้มแต่แววตาเริ่มไม่มั่นใจ เธอพลิกหน้าต่อไปเจอรายชื่อบุคคลที่ขีดฆ่าทิ้งทั้งหมด
เนมกลืนน้ำลาย “เขียนชื่อซ้ำกับคนในรูปถ่ายข้างล่างเลย…”
ขณะที่กำลังถกเถียงกัน เสียงฝีเท้าเบา ๆ คล้ายใครกำลังเดินวนรอบห้องดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก ทุกคนหยุดหายใจ พยายามเงี่ยหูฟัง แต่เสียงนั้นกลับเงียบหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“ไม่มีอะไร…มั้ง” กล้าพูดเบา ๆ
“งั้น…ไปดูห้องถัดไปเถอะ” ปั้นนำทางต่อ แม้สีหน้าจะเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด
ห้องถัดไปเป็นห้องหนังสือเก่าที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหนังสือวางระเกะระกะ กล้าเดินสำรวจเจอจดหมายฉบับหนึ่งซ่อนในหนังสือปกแข็ง จดหมายนั้นลงวันที่เมื่อเกือบห้าสิบปีก่อน เขาอ่านข้อความในจดหมาย พบว่ามันพูดถึง “การไถ่บาป” และ “การเฝ้ารอการกลับมา” ของใครสักคน
“ไถ่บาป? บ้านนี้มีอดีตอะไร…” ปั้นพึมพำ
ขณะที่อิงฟ้ากำลังถ่ายภาพ เธอได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาใกล้ใบหูอีกครั้ง คราวนี้ฟังคล้ายเรียกชื่อเธอ “…อิง…” เธอหันขวับไปแต่ไม่พบใคร เพื่อน ๆ หันมามองอย่างสงสัย
“มีใครได้ยินไหม…” เธอเอ่ยเสียงสั่น
เนมขมวดคิ้ว “ไม่ได้ยินอะไรเลยนะ หรือว่าเธอเครียดเกินไป”
อิงฟ้านิ่งไป เธอเริ่มรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างในบ้านนี้กำลังเฝ้ามองและพยายามสื่อสารกับเธอโดยเฉพาะ
ขณะนั้นเอง ประตูบ้านชั้นล่างก็ดังปึงปังเหมือนมีใครทุบ ทุกคนต่างตกใจ เนมหันไปมองกล้า “มีคนมาตามเราแน่ ๆ”
“จะเป็นใครได้…ที่นี่ไม่มีใครอยู่มานานแล้ว” ปั้นหรี่ตา
กล้าเดินลงไปชั้นล่างอย่างระวัง เนมตามไปติด ๆ ขณะที่อิงฟ้ากับปั้นรออยู่ชั้นบน เสียงประตูเงียบลงทันทีเมื่อทั้งสองมาถึง ไม่มีร่องรอยคนภายนอก
“เขาอาจอยากขู่ให้เรากลัว” กล้าพยายามหาเหตุผล กลับขึ้นมาใหม่พร้อมเนม
อิงฟ้านั่งกอดเข่าอยู่ริมหน้าต่าง เธอมองออกไปยังสวนรกเรื้อที่มีรอยด่างแปลก ๆ อยู่บนกำแพง อิงฟ้ามองนิ่ง ๆ เหมือนรอยนั้นขยับไปมาเล็กน้อย เธอขยี้ตาตัวเองเพื่อดูให้แน่ใจ
“เห็นอะไรหรือเปล่า” ปั้นถามพลางเดินมานั่งข้าง ๆ
“ฉันเหมือนเห็นรอยพวกนั้น…มันเปลี่ยนรูปร่าง”
ปั้นหัวเราะเบา ๆ “เธอคิดมากไปเอง เราอยู่ที่นี่แค่คืนเดียวก็จบละ”
ตกค่ำ ความเงียบในบ้านทวีความอึดอัด ทุกคนรวบรวมตัวในห้องรับแขกเพื่อเตรียมอาหารง่าย ๆ จากของที่เอามา เนมกับกล้าแอบปรึกษากันเรื่องสมุดบันทึกกับจดหมายที่พบ
“นายว่ารอยชื่อในสมุดนั่น…มันเกี่ยวกับพวกเรามั้ย” เนมเอ่ยเสียงแผ่ว
กล้านิ่งไปนาน “ชื่อที่ขีดฆ่าคือชื่อคนในรูปถ่ายหมด แต่…มีชื่อหนึ่งที่อ่านไม่ออก”
ในขณะที่ทั้งสองคนยังคุยกันเบา ๆ ปั้นเดินเข้ามาแทรก “คุยอะไรกันลับหลังนักหนา”
กล้าชะงัก “ไม่มีอะไรหรอก แค่เรื่องบ้านเก่า ๆ”
ปั้นมองนิ่งเหมือนไม่เชื่อ เธอยกไฟฉายขึ้นส่องหน้าเนมเบา ๆ “พูดจริงปะเนี่ย หรือกำลังซ่อนอะไร”
เนมถอนหายใจ “ก็แค่อยากรู้ว่าเรามีชื่อโผล่ในนั้นมั้ย”
ปั้นหัวเราะในลำคอ “ถ้ามี ก็คงกลับไม่ได้แล้วล่ะ”
อิงฟ้ามองหน้าปั้นเหมือนอยากพูดอะไรแต่ก็เงียบ เธอหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเปิดอีกครั้ง พลันมีลมเย็นวูบหนึ่งพัดเข้ามาจากหน้าต่าง สมุดเปิดเองไปยังหน้าสุดท้าย ข้อความบรรทัดเดียวถูกขีดเส้นใต้ว่า “เสียงที่ได้ยิน…คือความผิดของเรา”
อิงฟ้าเม้มปากแน่น เธอรีบปิดสมุด แต่ความรู้สึกบางอย่างยังค้างคาในใจ
คืนวันนั้น ทั้งสี่คนเลือกนอนรวมกันในห้องโถงชั้นล่าง ทุกคนดูจะหลับยาก กระทั่งอิงฟ้าสะดุ้งตื่นกลางดึกเมื่อได้ยินเสียงกระซิบดังมาจากมุมมืด “…ออกไป…”
เธอลุกขึ้นนั่ง หันไปมองเพื่อน ๆ ทุกคนยังคงนอนนิ่ง เธอตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ปล่อยให้ความกลัวครอบงำ จึงเดินสำรวจบ้านเพียงคนเดียว
อิงฟ้าเดินตามเสียงกระซิบเข้าสู่ห้องเก็บของเล็ก ๆ ใต้บันได ที่นั่นมีรอยด่างรูปมือเต็มผนัง เธอเอื้อมมือแตะรอยด่าง เงาแปลกประหลาดสั่นไหวอยู่ปลายสายตา พลันประตูห้องก็ค่อย ๆ ปิดเองช้า ๆ เธอรีบหันกลับแต่ประตูล็อกแน่นหนา
เงานั้นเหมือนจะเคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เสียงกระซิบแทรกซึมเข้ามาในหัว “…อย่าทำเหมือนพวกเขา…”
อิงฟ้าทุบประตูแล้วร้องเรียกเพื่อน ๆ แต่ไม่มีเสียงตอบ เธอพยายามตั้งสติจนกระทั่งประตูเปิดออกเองอีกครั้ง เธอรีบวิ่งกลับไปหาเพื่อนด้วยใบหน้าซีดเซียว
รุ่งเช้า ทุกคนรวมตัวอีกครั้ง อิงฟ้าเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนให้ฟัง เนมกับกล้าสงสัยว่ามีใครแกล้งหรือเปล่า ปั้นกลับหัวเราะเบา ๆ “บ้านนี้มันแค่เก่า คนเราชอบคิดอะไรแปลก ๆ เองตอนกลัว”
แต่สีหน้าของปั้นเองก็ไม่มั่นใจนัก เธอเดินไปหยุดที่รอยด่างบนผนัง ทันใดนั้นปั้นก็เอื้อมมือไปแตะรอยนั้นพลันชักมือกลับทันทีเหมือนไฟดูด
“อะ…อะไรเนี่ย…” ปั้นพูดเสียงสั่น
กล้าเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ แล้วหยิบผ้ามาเช็ดรอยด่าง อิงฟ้าสังเกตเห็นรอยนั้นยิ่งถูกเช็ดก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเป็นรูปเหมือนเงาคนยืนอยู่ตรงนั้น
“เราออกจากที่นี่กันไหม…” เนมเอ่ยขึ้นเบา ๆ
แต่เมื่อทุกคนเตรียมจะออกจากบ้าน ประตูทางเข้ากลับล็อกแน่น ไม่มีใครสามารถเปิดออกได้ ทุกคนเริ่มแตกตื่น พยายามหาทางออกผ่านหน้าต่าง แต่หน้าต่างกลับเปิดไม่ได้ ราวกับถูกปิดตายจากด้านนอก
“นี่มันอะไรกันแน่…” อิงฟ้ากระซิบกับตัวเอง เธอหันกลับไปมองรอยด่างบนผนัง ตอนนี้มีรอยใหม่เพิ่มขึ้นเป็นสี่รอย รูปร่างคล้ายเงาของทั้งสี่คนที่อยู่ในบ้าน
ความเงียบงันปกคลุมอีกครั้ง ก่อนจะมีเสียงฝีเท้าดังมาจากชั้นบนช้า ๆ เหมือนมีใครบางคนกำลังเดินวนอยู่อย่างไร้จุดหมาย
เนมตัดสินใจเดินขึ้นไปสำรวจ เขาก้าวขึ้นบันไดอย่างระมัดระวัง ทุกฝีเท้าดูหนักอึ้ง เมื่อถึงชั้นบน เขาพบว่าทุกห้องถูกล๊อกจากด้านในหมด ยกเว้นห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่งที่ประตูเปิดแง้มอยู่
เนมผลักประตูเข้าไปด้านใน บรรยากาศวังเวง รอยด่างบนผนังมีมากมายจนแทบไม่เหลือที่ว่าง ทุกครั้งที่เนมขยับเข้าใกล้รอยใดรอยหนึ่ง เขาจะได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา “…อย่าไว้ใจ…”
เนมหันขวับออกจากห้องอย่างร้อนใจ กลับลงมาชั้นล่าง ทุกคนรออยู่ในความกดดัน
“ข้างบนไม่มีทางออก มีแต่รอยด่างเต็มห้อง” เนมรายงาน
“เราต้องหาความหมายของรอยพวกนี้ให้ได้” อิงฟ้าเอ่ยเสียงหนักแน่น
ปั้นถอนหายใจแรง “หรือมันคือร่องรอยของคนที่เคยติดอยู่ที่นี่”
กล้าสบตาทุกคน “สมุดบันทึกนั่น บอกอะไรอีกมั้ย”
อิงฟ้าเปิดสมุดดูอีกครั้ง พบหน้ากระดาษหนึ่งมีรูปวาดคนสี่คนยืนอยู่ตรงหน้าประตูบ้าน ใต้รูปมีประโยคสั้น ๆ ว่า “คนสุดท้าย…จะทราบความจริง”
ปั้นขมวดคิ้ว “แล้วเราต้องทำยังไงถึงจะออกไปได้”
เสียงกระซิบดังขึ้นทั่วทั้งบ้าน “…อย่าทิ้งกัน…” ทุกคนหันไปมองรอบตัว อย่างหวาดกลัว
กล้าตั้งข้อสังเกต “หรือเราต้องเผชิญหน้ากับอะไรบางอย่างก่อน ถึงจะถูกปล่อยตัว”
พวกเขาเริ่มค้นหาหลักฐานในบ้านอย่างบ้าคลั่ง อิงฟ้าค้นเจอแผ่นกระดาษเก่า ๆ ซ่อนอยู่หลังกระจกในห้องน้ำ มันมีข้อความว่า “รอยด่างเกิดจากการสาปแช่ง คนที่ทิ้งเพื่อนในยามคับขันจะไม่พ้นเงา”
เนมอ้าปากค้าง “หมายถึงเจ้าของบ้านใช่ไหม”
อิงฟ้าสบตากล้า “หรือหมายถึงพวกเรา…”
บรรยากาศตึงเครียด ทุกคนเริ่มระแวงกันเอง อิงฟ้ารำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เธอเคยปล่อยเพื่อนสนิทให้โดดเดี่ยวในช่วงลำบาก กล้ากำหมัดแน่น เหมือนมีเรื่องที่ไม่กล้าพูด ปั้นเริ่มเดินวนไปมา เนมเอาแต่นั่งกอดเข่าพึมพำคนเดียว
จู่ ๆ เสียงกระซิบแผ่วเบาเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้ดังสะท้อนผ่านกำแพง ทุกคนเริ่มได้ยินพร้อมกัน พวกเขาพยายามปิดหู แต่เสียงนั้นยิ่งทวีความชัดเจนขึ้น
แล้วรอยด่างใหม่ปรากฏบนพื้นห้องรับแขก รูปร่างคล้ายรอยมือที่พยายามยึดเกาะผิวไม้ มันค่อย ๆ ขยายตัวไปทั่วห้อง
กลางความแตกตื่น ปั้นตะโกน “ถ้าเรายอมรับความผิด เราจะได้ออกไปมั้ย!”
เสียงกระซิบเงียบลงชั่วครู่ แล้วกลายเป็นเสียงถอนหายใจยาว ๆ ทุกคนหันมาสบตากันด้วยความรู้สึกผิดและสิ้นหวัง
อิงฟ้าเดินไปที่รอยด่างกลางห้อง วางมือลงเบา ๆ “ฉันขอโทษ…”
ทันใดนั้น แสงไฟในบ้านกะพริบวูบวาบอย่างรุนแรง เงาทั้งสี่บนผนังค่อย ๆ เลือนจางลง รอยด่างบนพื้นค่อย ๆ หายไป ประตูบ้านเปิดออกเองอย่างช้า ๆ
พวกเขาเดินออกไปข้างนอกอย่างเงียบงัน ทิ้งคฤหาสน์ร้างไว้เบื้องหลัง โดยที่ไม่มีใครพูดอะไรอีกเลย ทุกคนรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งที่ไม่ได้ออกมาด้วย
เมื่อก้าวพ้นประตูบ้าน อิงฟ้าหันกลับไปมอง เธอเห็นเงาตัวเองสะท้อนอยู่ในรอยด่างบนผนัง เพียงครู่เดียว ก่อนรอยนั้นจะจางหายไป ทิ้งแต่ความเงียบงันและเสียงกระซิบสุดท้ายที่ดังแผ่วในสายลม “…อย่าทิ้งกัน…”