เสียงเพรียกกลางหิมะ
เสียงหิมะกระทบกระจกหน้าต่างดังแผ่ว กลางเมือง “ชิโรฮาระ” อันห่างไกล ผู้คนทั้งเมืองต่างพากันกลับบ้านเร็วขึ้น ท้องฟ้าสีเงินปกคลุมทุกหลังคาด้วยความเงียบ ก่อนจะถูกทำลายด้วยเสียงหัวเราะจากกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังเดินเข้าอาคารหอพัก “ฟุยุฮานะ”—แหล่งพักของนักเรียนมัธยมปลายชายหญิงจากทั่วประเทศ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เฮ้ ริว มึงเดินเร็วจังวะ หิมะมันลื่นนะเว้ย!” ไผ่ โวยขณะรีบดึงเป้ขึ้นบ่า
“กลัวอะไรนักวะ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว” ริว หนุ่มร่างสูงท่าทางมั่นใจ สวนกลับ หันไปยิ้มให้เนย เด็กสาวผมสั้นที่ดูนิ่งขรึมเป็นพิเศษ
“เนย ไปหมากับพวกมึงจริง ๆ ใช่ไหม?” ภู พูดพลางขำเบา ๆ เหมือนไม่คิดอะไร แต่สายตาเหลือบดูผู้หญิงข้าง ๆ อย่างตั้งใจ
“เออ กูไม่มีทางเลือก จำไว้นะภู ช่วยเคารพผู้หญิงด้วย” เนยตอบเสียงนิ่ง ใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตาสะกดกั้นอารมณ์ปลีก
ทุกคนก้าวเข้าไปในล็อบบี้หอพักอุ่น เสียงเพลงจากลำโพงข้างเคาเตอร์ผสานกลิ่นโกโก้ร้อน มิว—เจ้าของรอยยิ้มสดใสกับแว่นกรอบดำ กำลังโพสต์อะไรบางอย่างลงกลุ่มไลน์ห้อง
“อ้าวไผ่ แกไปไหนมาตั้งนาน กลัวผีหอพักเหรอ?” ลิซ่า สาวลูกครึ่งท่าทีมั่นใจ ยิ้มเยาะแถมหรี่ตาแกล้ง
“ผีบ้านเธอสิ! กูกำลังจะชวนไปซ้อมดนตรี พรุ่งนี้ประกวดแล้ว” ไผ่ทำเสียงงอน ริวหัวเราะน้ำเสียงหนืด ๆ แล้วเดินตรงขึ้นข้างบน
หลังรับประทานอาหารเย็น กลุ่มพากันขึ้นห้องนั่งเล่นรวม ท่ามกลางแสงไฟสีส้มนวลและเสียงลมภายนอกที่โหยหวน ทุกคนแลกเปลี่ยนข่าวลือเรื่องเด็กชายที่หายตัวไปเมื่อห้าวันก่อนกลางหิมะ
“พวกมึงคิดว่า ทัต หายไปจริงหรือเปล่าวะ?” ภูถามเสียงเบา ท่ามกลางความเงียบงัน
“ไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย ตำรวจก็จนปัญญา” มิวพูดพลางหลบตา
“หรือว่า…หอเราจะเป็นสถานที่สุดท้ายที่เขาอยู่?” เนยพูดออกมาเบา ๆ ใบหน้าซีดจางสะท้อนความหวาด
ลิซ่าหัวเราะกลบเกลื่อน “หยุดหลอกกันเหอะ ฉันจะขึ้นห้องล่ะ” เธอคว้ากระเป๋าออกไปโดยไม่หันกลับมามอง
ขณะฝนตกรุนแรง (ละอองหิมะปนฝน—แต่ไม่ใช่ฉากเปิด)—ไฟทั้งเมืองกระพริบแรงก่อนจะดับวูบ ทำให้ทุกคนผวา
“ไฟดับหมดจริงดิ?” มิวพยายามจิ้มโทรศัพท์แต่สัญญาณก็ขาดหายไป
ความเงียบนั้นถูกแทนที่ด้วยเสียงเคาะประตูที่ไม่รู้ใครมา ทุกสายตาเบิกกว้าง เนยเป็นคนเดินไปเปิดประตู
แต่ไม่มีใคร… มีเพียงเศษกระดาษเขียนคำว่า “ความจริงอยู่ที่ชั้นใต้ดิน” เนยหันกลับมาพร้อมมือสั่น
“ใครแกล้งวะ?” ไผ่ทำหน้ายุ่ง
“ไม่มีใครวิ่งสวนขึ้นลงได้ มีทางเดียวคือต้อง…ลงไปดู” ริวบอก
พวกเขาพากันถือไฟฉายก้าวลงบันได ภายใต้เสียงฝีเท้าก้องและลมหายใจร้อนผะผ่าว ความอึดอัดคุกคามแต่ละจังหวะ
ในห้องเก็บของใต้ดิน ท่ามกลางกลิ่นอับ เนยพบสมุดบันทึกของทัต—แต่ไม่ได้หยิบมา เพราะกลัวน้ำหนักของคำสารภาพที่ยังไม่ได้อ่าน
“กูไม่เอากลับไป จะให้ตำรวจอ่าน” เนยตอบทันที ลิซ่าพ่นลมหายใจแรง หยิบไฟฉายแยกเดินออกไปคนเดียว
ริววิ่งตามลิซ่าออกไป “เธอจะบ้าเหรอ ไปข้างนอกตอนนี้—”
“ฉันแค่ไม่อยากอยู่กับกลุ่มนี้ ถ้ามีใครเจอศพ ฉันไม่เกี่ยว!”
ภูมองตามเศร้าก่อนจะหันไปหยิบสมุดบันทึกขึ้นมา ในนั้นมีเพียงหน้าแรกเขียนว่า “ถ้ามึงเปิดอ่านจริง ๆ มึงจะไม่เหมือนเดิมอีกเลย”
เสียงฝีเท้าปริศนาดังมาจากโถง ขั้นบันไดโยกไหว ทุกคนรีบผลุนผลันขึ้นชั้นบนกลับไปรวมตัวในห้องนั่งเล่น
หลังประตูปิดสนิท ทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างระแวง
“จะเอายังไงต่อ? จะเปิดสมุดนี้ไหม?” ภูถามขณะมือสั่นเนื่องจากความกลัวและใจที่อยากรู้
“ชั้นไม่…” เนยเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงสั่นแต่หยุดเมื่อโดนทุกสายตาจ้อง
“เราทุกคนเกี่ยวข้องกับความหายไปของทัต” มิวพูดเสียงเรียบ ก่อนท่ามกลางความตกใจ ไผ่โพล่งขึ้น
“หมายความว่ายังไง?” ไผ่ขมวดคิ้ว
“เพราะเราเป็นเพื่อนที่เพิกเฉย…”
เงียบ ไม่มีใครพูด
—กลางดึก ไผ่ลุกไปเดินรอบหอเพราะนอนไม่หลับ โดนลิซ่าที่นั่งซ่อนในโถงจับไหล่ตกใจ
“มึงจะหนีจริงเหรอ?” ลิซ่าถามเสียงเครือ
“กูกลัว…” ไผ่พูดในความมืดจาง ๆ
เสียงคนเดินผ่านหน้าต่างบานเล็ก ทุกคนผวา รีบปิดผ้าม่าน ทุกคนจ้องมองกันอย่างร้อนรน กลัวว่าจะมีผี… หรือมากกว่านั้น ความกลัวในใจที่เป็นของจริง—ความผิด
มิวจับมือภู “เราไม่ได้ทำอะไร… แต่ก็ไม่ช่วยทัตเลย” น้ำเสียงเจือแววสำนึก
“บางที… การนิ่งเฉยก็แย่เท่าการทำร้าย” ภูตอบแผ่วเบา
ริวเอนตัวด้วยความเครียด สีหน้าหนักใจ “ใครกล้ายอมรับว่าเคยแกล้งทัตบ้าง?”
เนยหลบตา ไผ่นิ่ง ลิซ่าถอนหายใจยาว
เสียงลมข้างนอกแรงขึ้น ประตูห้องนั่งเล่นสั่น ทุกคนเบียดกันมากขึ้นแต่ไม่มีใครพูดถึงสมุดบันทึก จนกระทั่งภูค่อย ๆ เปิดออก หน้าแรกถูกฉีกออก มีข้อความใหม่ “ช่วยข้า หรือปล่อยให้มันหายไป”
เนยร้องไห้เงียบ ๆ มิวเข้าไปกอดเนยพร้อมพูดว่า “เราขอโทษจริง ๆ”
ริวเอามือปิดหน้า น้ำตาไหลเงียบ ไผ่กัดฟันแน่น
เงาเคลื่อนผ่านหน้าต่างช้า ๆ ทำให้ทุกคนตัวแข็งลุกขึ้นพร้อมกัน เสียงกรีดร้องของลิซ่าดังก้องหอพัก
—ชั่ววูบ ริวตัดสินใจเปิดประตูออกไป พบเพียงหิมะหนาและความว่างเปล่า เขาตะโกนเรียกทัต แต่ไม่มีคำตอบ
กลางความสิ้นหวัง ทุกคนเริ่มพูดถึงเรื่องในอดีต แต่ละคนต่างยอมรับความผิดพลาด ที่เคยร่วมกันเพิกเฉยต่อการถูกรังแกของทัต ทั้งจากตนเองและกลุ่มคนอื่น
“กูเคยขำตอนเขาร้องไห้ มันตลกเหรอไงวะ?” ไผ่พูดเสียงสั่น
“ฉันเคยส่งคลิปเขาให้เพื่อนกลุ่มอื่น จนเขาไม่กล้ามองหน้าฉันอีก…” ลิซ่าสะอื้น
“เราควรขอโทษเขาไหม… ถ้าเขายังอยู่?” มิวถามตัวเองเสียงเบา
ในขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดและหวาดกลัว หิมะหนาแน่นขึ้นอีก เมื่อแสงไฟฟ้าเริ่มกลับมา ทุกคนค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ แต่ความรู้สึกผิดและบาดแผลในใจยังคงอยู่ คราวนี้ไม่มีเสียงหัวเราะในห้องนั่งเล่นอีก ทุกคนต่างใช้เวลานิ่งเงียบกับตัวเอง
รุ่งเช้า หลังพายุผ่านไป ตำรวจมาถึงหอพัก ลิซ่ายื่นสมุดบันทึกให้ตำรวจด้วยมือสั่น น้ำตาคลอเบ้า
ระหว่างตำรวจพูดคุยกับเจ้าหน้าที่หอพัก เด็กทุกคนตัดสินใจเดินออกมาส่งเพื่อน ๆ กันในถนนที่เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน บรรยากาศราวกับทุกอย่างจะล้างความผิดและอดีตอันหนักอึ้งได้บ้าง
เนยมองท้องฟ้า ถอนหายใจลึก ก่อนหันไปสบตาเพื่อน ๆ “เราทำดีที่สุดแล้วหรือยัง?”
“ยัง… แต่เราจะเริ่มใหม่” ภูตอบเบา ๆ มือแตะไหล่เนยอย่างจริงจัง
ทั้งกลุ่มจ้องหน้ากัน น้ำเสียงระคนเศร้ากับความหวัง ร่องรอยน้ำตาบนแก้มยังไม่จาง ทุกคนรับรู้ว่าความจริง ไม่ใช่สิ่งที่ซ่อนได้ง่ายดาย ในเมืองหิมะนี้ เสียงเรียกของอดีตจะคงดังก้อง ชั่วนิรันดร์