แผน(ไม่)ลับฉบับสายแว้น: วุ่นรักปั่นป่วนหอ F
เสียงมือถือของทินดังขึ้นกลางดึก ทินลุกขึ้นอย่างงัวเงียก่อนจะรับสาย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เฮ้ย ไอ้อาร์ต! นายเอามอไซค์ฉันไปใช่ไหมเนี่ย?” ทินตะโกนกลับทันทีเมื่อได้ยินเสียงเพื่อนสนิท
“บ้าเหรอ ฉันหลับตั้งแต่สองทุ่ม เมื่อวานนายก็เอาไปจอดหน้าหอเองนะ” เสียงอาร์ตอู้อี้ เพราะกำลังฝันเห็นข้าวมันไก่ในฝัน
ทินหายใจเข้าออกลึก หัวใจเต้นแรง มอเตอร์ไซค์คันเดียวในชีวิต นี่มันจุดเริ่มต้นความฝัน! ไม่มีมันแปลว่าไม่มีค่ายิงอายไลเนอร์ไปจีบฝ้ายเลย! แต่นี่จะบอกฝ้ายยังไงดี ถ้าไม่มีพาหนะซิ่ง?
ทินเดินวนรอบห้อง คิดถึงหลักฐานว่าใครเป็นคนสุดท้ายที่จับรถรักของตัวเอง
เสียงกระแทกประตูดังขึ้น อาร์ตเปิดเข้ามาทั้งที่ยังใส่ชุดนอน “แกยังไม่เลิกโทษฉันอีกเหรอ? อย่าบอกนะว่าตรูต้องช่วยตามหาด้วย?”
ทินถอนใจยาว “ว่าแต่…ช่วยหน่อยเหอะ นี่มันชีวิตฉันเลยนะเว้ย”
อาร์ตทำท่าไม่สนใจ “ก็ช่วยได้ แต่ขอค่าข้าวมันไก่สองจานคราวหน้า”
ทันใดนั้น โอมรูมเมทตัวกลมของทินก็โผล่หน้าออกมาจากผ้าห่ม “สงสัยใคร? อย่าไปสงสัยพี่หรั่งห้องข้าง ๆ นะ เมียพี่ยังจับผิดเรื่องข้าวสารเมื่อคืนเลย คนนี้ไม่มีวอกแวกไปแตะอะไรของนายนอกจากหม้อหุงข้าวหอพัก”
เสียงมือถือดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ทินมองหน้าจอแล้วอึ้ง “ฝ้ายโทรมา! ฉัน… จะบอกว่าไงดี?”
“ไม่ต้องบอก! เดี๋ยวฉันแต่งเรื่องให้ เอาแบบโคตรระทึกว่างั้น!” อาร์ทยิ้มกวน ปลุกไฟแผนการสุดพังขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เสียงฝ้ายหวานใสเป็นฟองสบู่ลอย “พี่ทิน วันพรุ่งนี้ฝ้ายรอหน้าเซเว่นนะคะ อย่าลืมมอเตอร์ไซค์สุดเท่ด้วยน้า”
ทินอึกอัก “ได้สิ! เทอมนี้…รถพี่แรงสุด มีแค่ไข่เต่าก็ยังวิ่งทันคนทั้งคณะเลย ฮ่า ๆ…”
ถึงตอนกดวางสาย ทินเหงื่อซึม มือสั่น เบลอไปหมด อาร์ตมองสายตาเพื่อนแล้วจับไหล่แน่น
“เราต้องเจอรถคืนนั้น!” อาร์ตประกาศ ก่อนหลบตามสายตารูมเมทร่างกลมที่กำลังเกาหัวเองเมื่อฟังไม่เข้าใจ
โอมพูดเบา ๆ “ถ้ารถหายจริง ๆ ก็แจ้งตำรวจสิ”
ทินกับอาร์ตสบตากัน ก่อนหัวเราะแห้ง ๆ กลัวโดนแม่รู้อีกเรื่องใหญ่เข้าเลยลงมือสืบสวนเองดีกว่า
ทั้งสามคนเดินออกจากหอพักไปยืนมองลานจอดรถเงียบ ๆ ท่ามกลางไฟสลัว ๆ
“เดินเงียบกันทำไมเหมือนจะไปเล่นหนังผี” อาร์ตตัดพ้อ
โอมก้มหน้าดูที่เท้ามีถุงเท้าคาดน้ำเงิน “ทำไงดี พี่หรั่งแกขี่รถเก่า ๆ นี่นา ไม่ใช่รถใหม่ของนายแน่”
จู่ ๆ มีเสียงสนทนาแว่วมาจากกลุ่มหญิงสาวข้างหอ ทินได้ยินแว่ว ๆ “เมื่อคืนมีคนจอดรถผิดที่ คงโดนย้ายแล้วมั้ง?”
ทินกับอาร์ตเหลียวมองหน้ากัน ก่อนวิ่งเงอะงะไปถามหญิงสาวกลุ่มนั้น แต่ละคนยืนกอดอกทำหน้าเหมือนไม่อยากคุยด้วยนัก
อาร์ตกระแซะเบา ๆ “ขอโทษครับ เห็น…มอเตอร์ไซค์คันสีแดงดำ ๆ แถวนี้ไหม? หน้าตาคล้าย ๆ คนหล่อซื่อ ๆ แบบผมเป็นเพื่อนอะครับ”
สาวคนหนึ่งมองบน “ไม่เห็นอ่ะ แนะนำไปถามป้าแม่บ้านสิ แกเห็นทุกอย่างตลอด”
ทินชะงัก “แต่ฉันเคยพลาดใส่รองเท้าเปื้อนโคลนเข้าลิฟต์ แกดุฉันยับ ถ้าขอความช่วยเหลือจะชิ่งโวยวายไหมเนี่ย”
อาร์ตยิ้มเจื่อน “งั้นนายไปโชว์หล่อ ฉันจะเป็นสมุนมือรองให้”
ทินเดินตัดสินใจไปเคาะห้องแม่บ้าน ป้าแววมองทินแบบสแกนลึกสิบชั้น
ป้าถามห้วน “มาทำอะไรแต่เช้า จะมาร้องเรียนลิฟต์อีกหรือไง?”
“เปล่าครับป้า คือ…ผมรถหาย ยังไม่แจ้งตำรวจ อยากถามว่าเมื่อคืนป้าเห็นมีคนเข็นมอไซค์ออกไปไหม?”
ป้าขมวดคิ้ว “เมื่อคืนมีเด็กชั้นสามคนหนึ่งเมารถไปทิ้งไว้หน้าป้ายกีฬาคณะ คนมักง่าย ลำบากชาวบ้านขนกลับ”
อาร์ตสะกิดเพื่อน “นี่พวกเราหาวนเก้อทั้งคืน ซิกแซกกันตั้งแต่สาวยันแม่บ้านเลย”
โอมหัวเราะ “ฟังดูเหมือนมอไซค์จะเดินเอง ถ้าหลงไปก็คงหิวข้าวตามพวกมนุษย์”
ทินเครียดกว่าเดิม คิดว่า “หรือเราฝากกุญแจไว้ให้ใครซักคน…” สายตาทุกคนเปลี่ยนไปจดจ้องโอม
โอมเงยมอง “ใคร ๆ ก็มาโพสต์กุญแจไว้ที่โต๊ะกลาง มันมีประโยชน์อะไรมากมั้ยถ้าพวกนายจำไม่ได้เอง?”
อาร์ตทำหน้านิ่ง “นายจำสุดท้ายว่าโยนกุญแจไว้ไหน?”
ทินกุมขมับ “นั่นแหละ จำไม่ได้! แต่ที่แน่ ๆ ฉันต้องมีรถพรุ่งนี้…”
ขณะพวกเขากำลังสับสน เสียงเพลงวิทยุจากหน้าหอมาตามสาย บอกว่า คืนนี้เป็นคืนวันกีฬาเที่ยงคืน อาจมีคนเอารถจอดย้ายเลยต้องมีการล็อกลานเพราะสับสน
อาร์ตสับสน “สรุปคือเมื่อคืนอาจมีคนขนรถผิดคัน เหมือนสลับรองเท้า?”
โอมเสนอออกนอกกรอบ “งั้นให้ไปหาคนดูแลลาน เป็นลุงเฉื่อย ๆ ที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ตรงลานจอดตลอดวันไง”
ทินกับอาร์ตกระเถิบไปหาลุง ลุงพูดช้าแต่เสียงดังกว่าไมค์ประกาศ
“จะถามอะไรนักหนา? รถใครหายก็ไปแจ้ง ผมไม่ใช่รปภ.! แต่เมื่อคืนมีเด็กสองคนมาลากคันเขียว คันแดงก็มีนะ สงสัยพวกขี้ลืม ไม่ใช่โจรดอก!”
อาร์ตงง “แสดงว่ามีมากกว่าหนึ่งคัน?”
ทินโวยวาย “งั้นใครมันเอาคันฉันไปฟะ?”
เวลาผ่านไปพวกเขาจัดประชุมเล็กที่ศาลาใกล้ลานจอด ทินลงรายละเอียดว่าคืนก่อน เพื่อนผู้หญิงที่ชื่อพลอยเคยบ่น เจอหมวกกันน็อคสีเดียวกับเขาอยู่หน้าหอหญิง
อาร์ตตาโต “หรือทุกอย่างจะซับซ้อนกว่านั้น”
โอมพึมพำ “อะไรในชีวิตก็ซับซ้อนหมดแหละ โดยเฉพาะมื้อเย็นที่กินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป”
ทันทีที่คิด จู่ ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์ของทินดังขึ้นอีก เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้น ทินลังเลแต่รับสาย
เสียงปลายสายเป็นหญิงสาวเสียงสดชื่น “สวัสดีค่ะ พี่เอิญ หอหญิงขอยืมรถไปซื้อของเมื่อเช้านะคะ ตอนนี้จอดไว้ที่ประตูหลังหอค่ะ มีโน้ตแปะไว้ให้แล้ว”
ทินอึ้ง อาร์ตหัวเราะร่าตบไหล่ “ดูซิ มีคดีขโมยมอไซค์ที่ไม่ตื่นเต้นแต่คนทั้งหอแตกตื่น!”
โอมสายตาว่างเปล่า “คืนนี้พวกเราวุ่นวายฟรี… กลับไปนอนต่อยังไหวมะ”
เสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อนดังขึ้น ขณะที่ทินวิ่งไปยังประตูหลังหอพลางเปิดมือถือเช็กข้อความ สุดท้ายเจอแผ่นกระดาษเขียนอย่างเรียบร้อย “ขอโทษที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า พอดีรีบใช้จริง ๆ ค่ะ”
ทินถอนหายใจแรง หันมายิ้มพลางพูดกับเพื่อน ๆ “สุดท้าย… รถกับชีวิตฉันคงไปไวทั้งคู่!”
อาร์ตตบไหล่เพื่อน “แล้วเรื่องสาวล่ะ จะปั่นแผนส่งท้ายไหม?”
โอมพูดนิ่ง ๆ “คราวนี้ซื้อคอหมูย่างเลี้ยงเพื่อนก่อนค่อยคิดเรื่องจีบสาวแล้วกันนะ”
ทินกับอาร์ตหัวเราะเสียงดัง ทินเดินไปเจอฝ้ายที่หน้าเซเว่นพร้อมรถคู่ใจ ฝ้ายยิ้ม “ดีใจที่ได้เจอรถนะคะ แต่จริง ๆ ขึ้นรถเมล์มาก็ได้นะ ฝ้ายรอได้”
ทินหน้าแตกนิด ๆ แต่เขาหัวเราะกับตัวเอง “บางทีสิ่งที่สำคัญคือเพื่อนมากกว่ารถด้วยซ้ำ…”
ทั้งสามหนุ่มกับเพื่อนใหม่โบกมือลากัน ความวุ่นวายกลายเป็นเรื่องเล่าหอ F (ที่ใครก็ไม่อยากฝากรถไว้กับพวกเขาอีก) ด้านหลังคือเสียงหัวเราะอบอุ่นที่กลั่นออกจากใจจริง