ฤดูฝนกลางใจ
เสียงฝนโปรยปรายกระทบหน้าต่างกระจกใสในวันแรกที่ลินาก้าวเข้าสู่บริษัทออกแบบสถาปัตยกรรมแห่งใหม่ ห้องประชุมถูกเติมเต็มด้วยกลิ่นกาแฟและเสียงฮึมฮำของเพื่อนร่วมงาน แต่กลับมีใครบางคนที่นั่งอยู่มุมห้องเงียบ ๆ ไม่สบตาใคร กฤต—หัวหน้าวิศวกรผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดเย็นชา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ทุกคนขอต้อนรับลินา นักออกแบบของเรา” เสียงจากผู้จัดการทำให้อุณหภูมิในห้องขยับขึ้นเล็กน้อย ลินายิ้มอ่อน ก่อนจะสบตากับกฤตที่ยังคงจดจ่ออยู่กับแฟ้มเอกสาร ไม่แม้แต่จะพยักหน้า
ช่วงพักเที่ยง ลินาหยิบกล้องฟิล์มเก่าออกมาถ่ายภาพฝนจากระเบียง กฤตเดินออกมาเช่นกัน เขาเหลือบมองเธอแต่ไม่พูดอะไร เพียงเอี้ยวมองฝนที่พรำอย่างเงียบงัน ลินาจึงพยามยามเปิดบทสนทนา “คุณชอบฤดูฝนบ้างไหมคะ?” กฤตหัวเราะในลำคอแล้วกล่าวเบา ๆ “ผมว่ามันเปียกเกินไป” นั่นคือคำตอบแรกที่เขาให้เธอ
ในห้องประชุม กฤตจับแฟ้มโยนลงบนโต๊ะ เสียงดังปึงทำเอาทั้งห้องเงียบ เมื่อความคิดเห็นของลินาขัดแย้งกับเขาเรื่องการจัดวางโครงสร้างสะพาน ลินาไม่ยอมอ่อนข้อ หญิงสาวอธิบายแนวคิดอย่างมั่นใจ แม้สีหน้าและแววตาของกฤตจะเริ่มไม่พอใจ ทว่ากลับไม่มีใครยอมถอย
หลังจบประชุม ลินาหยิบแฟ้มออกมาสำรวจซ้ำ กฤตเดินผ่านมาเห็น แล้วยืนนิ่งอยู่นาน ลังเล ก่อนจะอดใจไม่ไหว “ถ้ามีอะไรสงสัยถามตรง ๆ ดีกว่า ผมไม่ชอบพูดซ้ำ” เขาเว้นจังหวะลมหายใจ “ขอบคุณสำหรับความเห็นวันนี้” เสียงเขาเบากว่าที่คิด
วันวางแผนไซต์จริง ฝนกลับตกหนัก กฤตถือร่ม เสนอลินาแบบไม่มองหน้า ลินารับมาแบบเขิน ๆ ระหว่างเดินฝ่าฝนไปยังจุดวางโครงสร้าง กฤตพูดขึ้น “คุณอยู่ที่นี่นานหรือยัง” เสียงฝนกลบคำถามนั้นจนเกือบไม่ได้ยิน ลินาเพิ่งรู้สึกว่าชายตรงหน้าค่อย ๆ เปิดใจ
ทั้งสองเริ่มมีเวลาพูดคุย ระหว่างประชุมย่อย หัวข้อออกนอกเรื่องมากขึ้น “ทำไมคุณถึงย้ายงานบ่อย” กฤตถาม ลินาสะอึกเล็กน้อย ก่อนตอบ “ฉันไม่อยากยึดติดกับอดีต…มันมีบางอย่างที่ฉันพยายามวิ่งหนี” กฤตไม่ได้ถามต่อ แต่สายตาเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
ค่ำวันหนึ่ง ทั้งคู่ต้องอยู่ทำงานล่วงเวลา กฤตเดินมาวางกาแฟกระป๋องข้างคีย์บอร์ดเธอ “ขี้ลืมหรือเปล่า ไม่กินข้าว?” ลินายิ้ม รับน้ำใจโดยไม่พูดมาก “ขอบคุณค่ะ หัวหน้า” เสียงเธอเบาราวกลัวใครได้ยิน
เสาร์หนึ่งลินาถ่ายรูปเล่นที่สวนสาธารณะ เธอเจอกฤตนั่งอ่านหนังสือใต้ต้นไม้ “บังเอิญจังนะคะ” เธอแทรกขึ้นด้วยความประหม่า กฤตปิดหนังสือ “ผมมานั่งคิดอะไรเงียบ ๆ” ลินายิ้ม “ถ้าอยากมีเพื่อนนั่งด้วย…ฉันว่าง” กฤตนิ่งไป ก่อนเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม “อยู่ด้วยก็ไม่แย่…”
ความสัมพันธ์เริ่มเปลี่ยน วันหนึ่งลินาเจองานเก่า ๆ ของกฤตบนอินเทอร์เน็ต เธอประทับใจฝีมือเขา และเริ่มเข้าใจปมในใจบางอย่าง เขาเคยร่วมงานโปรเจกต์ใหญ่แต่เกิดเหตุผิดพลาดจนมีคนบาดเจ็บ กฤตจากคนเปิดโล่งกลายเป็นคนปิดกั้นตัวเอง
ทีมต้องเตรียมนำเสนอโครงการต่อคณะกรรมการ ลินาถูกเลือกให้นำเสนอถึงแม้ยังไม่มั่นใจ กฤตให้คำปรึกษาทั้งคืน “ถ้าพลาดก็ไม่เป็นไร มันเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ทั้งหมด” เสียงกฤตลอยมาในความเงียบ ลินาหันไปสบตาเขา “คุณเคยกลัวไหม?” กฤตนิ่ง “เคย กลัวว่าตัวเองจะซ้ำรอยเดิม…กลัวมาก”
คืนวันพรีเซนต์ ลินาตื่นเต้นจนมือสั่น กฤตยืนข้างหลังเงียบ ๆ อยู่มุมห้อง หลังจบงาน ลินาสารภาพ “ขอบคุณที่อยู่ข้างกัน ฉันคงล้มไปนานแล้วถ้าไม่มีคุณ” กฤตถอนหายใจยาว “ผมก็แค่คนที่กลัวเหมือนกันลินา”
ฝนตกหนักในคืนวันอาทิตย์ ลินามีความกล้าที่จะโทรศัพท์ไปหากฤตเป็นครั้งแรก “คุณทำอะไรอยู่คะ?” เสียงลินาลังเล กฤตตอบ “ผมนั่งฟังฝน” มีความเงียบระหว่างเสียงสายฝน ลินาเอ่ยเบา ๆ “ฉันกลัวเหมือนกันค่ะ แต่วันนี้อดีตไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้นแล้ว” กฤตพูดเพียง “ผมดีใจที่คุณโทรมา”
พวกเขาเริ่มสนิทกันมากขึ้น ทีมงานเริ่มล้อกันว่าออฟฟิศอบอุ่นขึ้นเพราะหัวหน้าอารมณ์ดีขึ้น กระนั้นความคืบหน้าของโครงการกลับตกอยู่ในความเสี่ยง เมื่อผู้บริหารสั่งปรับลดงบและอาจต้องเปลี่ยนหัวหน้าทีม
ลินาเสียใจ แม้จะไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแต่เธอก็กล้าอาสาพูดกับผู้บริหารแทนกฤต กฤตรู้ข่าวกลับโกรธ เข้าใจผิดว่าลินาจะย้ายไปทำงานกับทีมคู่แข่ง เขาไม่พูดกับลินาอีกเลย สำนักงานกลับมาเงียบอีกครั้ง ทุกคนรับรู้ถึงระยะห่างอึดอัด
ลินาตัดสินใจลาออกหลังจบโปรเจกต์ กฤตได้แต่เฝ้ามองไม่เอื้อนเอ่ยคำรั้ง เพราะในใจเขากลัวถูกทอดทิ้งซ้ำอีกครั้ง “คุณเคยเชื่อใจใครจนเสียใจไหม?” เสียงลินานุ่มเศร้าในวันจากลา “ผมไม่แน่ใจ…อาจจะทุกครั้งที่มีคนสำคัญเดินออกไป” กฤตก้มหน้า
ลินาไปสมัครงานที่บริษัทใหม่ วันแรกเธอได้รับอีเมลจากกฤต “อย่าลืมถ่ายรูปให้ผมดูบ้าง ถึงแม้เราจะอยู่คนละที่” ลินาเงียบไปนาน ก่อนพิมพ์ตอบกลับ “ถ้าอยากเห็น ก็มาเจอกันสิ”
ในที่สุด หลังฤดูฝนผ่านไป ลินากลับมาที่อาคารเก่าที่คุ้นเคย เธอเห็นกฤตยืนรอใต้ต้นไม้ใหญ่ ท่ามกลางลมเย็นปลายฝน “ถ้ามีใครเดินผ่านไปผ่านมา…คุณจะรอเขาไหม?” ลินาถาม กฤตยิ้มเศร้า “ผมรอ…แต่ครั้งนี้ ผมจะเดินตาม”
สายฝนโปรยเป็นฉากหลัง ทั้งสองต่างบอกเล่าสิ่งในใจโดยไม่พูดความรู้สึกตรง ๆ แต่การอยู่ข้างกันในความเงียบก็ชัดเจนกว่าคำพูดใด ๆ ลินาส่งกล้องฟิล์มให้กฤต “ถ่ายฉันทีสิรอบนี้” กฤตหัวเราะ “คราวนี้จะตั้งใจไม่ให้เบลอ”
ระยะห่างสุดท้ายค่อย ๆ หดสั้นลง กลายเป็นช่วงเวลาของการให้อภัยเติบโต ต่างฝ่ายต่างพบว่าอดีตไม่ใช่พันธนาการแต่คือบทเรียน กฤตเอื้อมมือแตะไหล่ลินา “เราไปดื่มกาแฟด้วยกันไหม?” ลินายิ้มอย่างมั่นใจ “ถ้าฝนตกอีก…เราก็รอด้วยกัน”
ทั้งสองเดินคู่กันออกจากร่มเงาต้นไม้ ท่ามกลางลมหายใจของฤดูฝนใหม่…