ฤดูฝนที่ไม่มีวันเหมือนเดิม
เสียงฝนโปรยปรายลงอย่างแผ่วเบา ตกกระทบหลังคาเหล็กเก่าบนตึกศิลปกรรมของมหาวิทยาลัย แน๊ต—หนุ่มวิศวกรรมปีสามในเสื้อโปโลซีดเก่า—ยืนกอดแขนตัวเอง มองหยดฝนไหลตามกระจกหน้าต่างด้วยสายตาว่างเปล่า เขาไม่ใช่คนที่กล้าคุยกับใครมากนัก ยิ่งโดยเฉพาะกับคนแปลกหน้าในคณะศิลปะอย่างที่เขากำลังรออยู่ตอนนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เราต้องแมทช์กันจริง ๆ เหรอ” ซายน์—นักศึกษาศิลปกรรมปีสองในกระโปรงยีนส์และรองเท้าผ้าใบสีเหลือง—พูดกับเพื่อนเสียงดัง ตอนที่เดินเข้ามา เธอปรายตามองแน๊ตที่ยืนอยู่มุมห้อง ไม่แน่ใจว่าคนตรงหน้าคือคู่โปรเจกต์บังคับที่วุ่นวายคนนั้นหรือเปล่า “เป็นนายใช่มั้ย? แน๊ตใช่ป่ะ?”
“อืม…” เขาพยักหน้ากระอ้อมกระแอ้ม หลีกเลี่ยงสายตา
“ชอบอะไรวะ? เราจะได้คุยกันก่อนจะต้องทำงานคู่กันเดือนหนึ่ง” ซายน์ยืนเท้าสะเอว ไม่รอคำตอบจากเขาด้วยซ้ำ “หรือเป็นสายวิศวะจะไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว?”
แน๊ตรู้สึกตัวเองไม่มีเสียง แววตาเธอยียวนจนน่าหงุดหงิด ชายหนุ่มเม้มปาก ก่อนลงไปนั่งกับม้านั่งไม้เก่า ไม่ตอบอะไร
ความเงียบคั่นกลางเพียงเสียงฝน เสียงขูดดินสอของซายน์ที่จดอะไรบนสมุด
“ถ้าไม่ช่วยคิดงาน เราทำเองก็ได้” เธอพูดทิ้งท้ายแบบไม่สบอารมณ์
ทีแรก แน๊ตกะจะเดินหนี แต่เขายึดแค่จุดนี้เป็นที่หลบฝน หลบคำถาม หลบความรู้สึกที่เก็บกดจากบ้าน
ฝนวันนั้นยาวนานกว่าที่คิด ทั้งสองนั่งเงียบข้างกัน เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มบทสนทนาไหนก่อนดี
วันต่อมา แน๊ตกับซายน์นัดหมายกันตามหน้าที่ ทั้งสองเดินย่ำน้ำขัง ใต้ร่มคันเดียวกันอย่างระวังตัว แน๊ตยื่นร่มให้ซายน์ถือแต่ไม่ได้พูดอะไร เธอเองแค่ขมวดคิ้ว “ถ้าไม่รู้จะพูดอะไรก็บอก ไม่ต้องมายืนเงียบแบบนี้”
“เราไม่เก่งคุย” แน๊ตเอ่ยเสียงเบา
“งั้นเราจะถามเอง”
“อืม…”
แววตารำคาญของซายน์ยังแฝงรอยสงสัย เมื่อเธอเริ่มวาดภาพลงในสมุด แน๊ตแอบดูแค่พอให้รู้ทิศทาง
“นายรู้สึกกับฝนยังไง?”
แน๊ตกลืนน้ำลาย พูดออกมาแผ่ว ๆ ว่า “มันเย็นดี เอ่อ…แต่บางทีก็เหงา”
ซายน์หยุดมองหน้าเขาชั่วครู่ “นายก็เหงาเหรอ?”
เขาพยักหน้า ไม่มองตา
“งั้นดี เห็นเหมือนกันซะที” เธอพรูลมหายใจ สะบัดหัวลากเรื่องกลับไปงานโปรเจกต์
วันใหม่ งานความคิดสร้างสรรค์เจอทางตัน แถมเมื่อหัวหน้ากลุ่มมาตรวจงาน พวกเขาก็โดนติติงว่าขาดไอเดียเชื่อมโยงระหว่างศิลปะกับเทคโนโลยี แน๊ตหันไปหาเธอ พยายามเอ่ย “ลอง…ลองเพิ่มไฟฟ้าให้รูปหรือเปล่า?”
“ไฟฟ้า?” เธอทวนเสียงสูง
“ใช่…เช่น…แผงวงจรทำให้สีเปลี่ยนตอนเปียกน้ำ?” แน๊ตกลั้นใจเสนอ
ซายน์มองมาเหมือนเพิ่งเห็นเขาเป็นมนุษย์ครั้งแรก “เออแปลกดี ลองดูมั้ย?”
และเป็นครั้งแรกที่ทั้งห้องมีเสียงหัวเราะบางเบาร่วมกัน
ฝนหยุดตก สองคนช่วยกันทำ prototype เล็ก ๆ แน๊ตแสดงออกเก้งก้าง ซายน์ขี้หงุดหงิดแต่เริ่มเห็นเสน่ห์บางอย่างในความเงียบขรึมของเขา
ระหว่างทดลองในวันหนึ่ง ซายน์ทำสีหกใส่แขนแน๊ต สีเปื้อนเสื้อจนเห็นชัด เธออดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เสื้อเก่ามั้ยน่ะ?”
“มันเป็นเสื้อที่แม่ซื้อให้…ก่อนจะ…” แน๊ตรำลึกอะไรบางอย่าง
เธอละความขำทันที “ขอโทษ…เราตลกไปหน่อย” เธอพึมพำ
แน๊ตเพียงพยักหน้าไม่พูดอะไรอีก แต่ในใจรับว่าความต่างถูกเชื่อมเข้าด้วยสายฝน บางอย่างในตัวเธอเริ่มสนใจอดีตซึ่งเขาเก็บงำเอาไว้
ในวันที่กลุ่มต้องนำเสนอไอเดีย ซายน์ขอให้แน๊ตพูด แต่เขาลังเล มือสั่น ซายน์จึงกระซิบ “ลองคิดว่าพูดกับเราแค่สองคน”
แน๊ตมองหน้าซายน์เงียบ ๆ กลืนน้ำลาย ก่นสุดท้ายพูดออกมาด้วยเสียงอ้อมแอ้ม กลุ่มได้รับคำชมแต่สองคนไม่แสดงออกมากนัก เพียงแค่สบตากันขำ ๆ
วันเวลาผ่านไป งานโปรเจกต์เข้มข้นภายใต้สายฝนฤดูเดิม แน๊ตเริ่มกล้าเสนอไอเดียบ่อยขึ้น ซายน์เริ่มเลิกเสียงแข็ง ต่อกันเป็นรอยยิ้มบาง ๆ
ครั้งหนึ่ง ซายน์ถูกต่อว่าจากอาจารย์ว่าโปรเจกต์ขาดหัวใจ เธอนั่งหน้าเซ็ง เหม่อริมหน้าต่าง แน๊ตยื่นขนมปังปิ้งแห้ง ๆ ให้ “กินหน่อยนะ เธอดูท้องร้องทั้งชั่วโมงแล้ว”
ซายน์ยิ้ม พอจะหัวเราะ “นายสังเกตตลอดเลยเหรอ?”
“ก็…เหมือนเป็นนิสัยเรา ถ้าคนรอบข้างลำบาก เราห้ามใจไม่ให้ออกหน้าไม่ได้” เขาพูดโดยไม่รู้ตัว แก้มขึ้นสีอ่อน
ในคืนสุดท้ายก่อนส่งโปรเจกต์แน๊ตกับซายน์นั่งทบทวนผลงานร่วมกัน ฝนซัดกระจกจนแทบไม่ได้ยินเสียงข้างใน พวกเขายังไม่กล้าชวนคุยเรื่องส่วนตัวมากนัก
“นาย…ไม่ถามเรื่องบ้านเราเหรอ?” ซายน์เอ่ยเสียงแผ่ว
แน๊ตนิ่ง ลังเล “อยากเล่าไหม?”
ซายน์ส่ายหน้า “ยัง แต่แปลกดี อยู่กับนายแล้วไม่ต้องพูดอะไรมากก็รู้สึก…”
“เหมือนเข้าใจกันเหรอ?” แน๊ตถามกลับ เสียงเขาเกือบเบาเป็นลมฝน
ซายน์หลุบตา “อือม ประมาณนั้น”
ช่วงสอบกลางภาค ความสัมพันธ์ทั้งสองเหมือนแช่ค้าง แน๊ตจมอยู่กับวิชาคำนวณ ซายน์ห่างเหิน พวกเขาเจอกันน้อยลง รอยยิ้มเริ่มจางจากสายฝน กระทั่งในคืนฝนหนักวันหนึ่ง แน๊ตเห็นซายน์ยืนร้องไห้มุมบันได เธอเพิ่งทะเลาะกับพี่สาวอย่างรุนแรงเรื่องอนาคต เธอตะโกนใส่มือถือ ทั้ง ๆ ที่เสียงฝนกลบหาย
แน๊ตยืนนิ่ง ไม่ถนัดเรื่องปลอบใจ เพียงแค่วางมือให้อยู่ห่าง ๆ แล้วค่อย ๆ สไลด์ผ้าเช็ดหน้าตัวเองไปส่งให้ เธอรับแล้วเงียบไปนาน
“ขอบใจนะ” เธอพึมพำ “นายคือคนเดียวที่ไม่ถาม ไม่ตัดสิน”
แน๊ตยิ้มเศร้า เขารู้ดีว่าสถานะทั้งสองยังไม่ใช่คู่รัก แต่ครั้งนี้หัวใจของเขาไม่ได้เย็นหลังจากฝน ซายน์เริ่มเปิดใจทีละน้อย
ช่วงทำโครงงานใหญ่ กลุ่มต้องไปร่วมเวิร์กช็อปที่ค่ายบนเขา กลางสายฝนซึม แน๊ตต้องนั่งรถคันเดียวกับซายน์ เธอหลับไปบนไหล่เขาโดยไม่รู้ตัว เขาย่นตัวแต่ไม่กล้าปลุก เพียงรู้สึกแปลกใจตัวเองที่ไม่ได้ถอยหนีเหมือนเดิม
เมื่อถึงค่าย กลุ่มต้องจับคู่วาดภาพภายใต้เวลาจำกัด ซายน์เสนอมุมมองเส้นสาย แน๊ตต่อยอดวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งสองช่วยกันโดยไม่มีใครนำใคร
ดึกวันนั้น ขณะนั่งดูฝนลงเม็ดใต้เพิงไม้ แน๊ตสวนถาม “ถ้าฉันไม่เรียนวิศวะ นายจะยังคุยกับฉันมั้ย?” ซายน์นิ่ง คิดอยู่นาน
“ไม่ใช่เรื่องคณะ… แต่ถ้านายไม่เปิดให้เรารู้จัก เราก็คงไม่ได้คุยกันแบบนี้”
แน๊ตก้มหน้า “ฉันกลัว…ไม่ชอบให้ใครเห็นข้อเสีย”
“แต่ฉันชอบจุดนั้น…”
เขามองหน้าเธอครั้งแรกอย่างตรง ๆ
วันต่อมากลุ่มชนะการประกวด ทั้งคู่แชร์รอยยิ้มเปื้อนฝน แน๊ตกลับมาถึงบ้านก็โดนพ่อต่อว่าเรื่องผลการเรียน ต้องแบกรับความคาดหวังและความกดดันจนแทบไม่รู้จะสู้อย่างไร วันหนึ่งแน๊ตขาดเรียนไปหลายวัน ซายน์เป็นห่วงแต่ไม่กล้าทักมากกว่าถามไถ่
เธอเผชิญเรื่องปัญหาที่บ้าน พี่สาวซึ่งไม่เคยเห็นดีเห็นงามกับความฝันภาพวาดของซายน์รวมถึงความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างเธอกับแน๊ต ซายน์ยื้อความฝันศิลปะไว้ทั้งที่ไม่แน่ใจอนาคต ส่วนแน๊ตก็หยิบกล่องจดหมายออกมา เปิดอ่านจดหมายของแม่ที่เสียไปแต่เด็ก ๆ น้ำตาซึมจนเปื้อนซองจดหมาย
เย็นวันหนึ่ง หลังฝนซา แน๊ตเดินตามเสียงดนตรีไปที่ห้องสโมสร เห็นซายน์นั่งวาดภาพเงียบๆ ตามลำพัง เธอพลิกสมุดวาดจนภาพขาด แน๊ตนั่งลงใกล้ๆ “เราช่วยได้มั้ย?” เขาถามเงียบ
“บางอย่างช่วยไม่ได้ มันต้องผ่านของมันเอง” เธอยิ้มจาง ๆ
แน๊ตเงียบ ไม่พยายามสอน ไม่ขัดจังหวะ
ซายน์เลือกเล่าเรื่องอดีตให้เขาฟัง เธอเล่าว่าครอบครัวปฏิเสธทุกความฝันด้านศิลปะ เธอเคยหนีออกจากบ้าน จนพี่สาวไม่ให้อภัย เธอต้องแบกทั้งความฝันและความคาดหวังเหมือนกับที่แน๊ตแบก
“ฉันกลัวแพ้… เหมือนที่แม่เคยแพ้โลกจนจากไป” แน๊ตกล่าวเสียงสั่น
ซายน์เอามือแตะแขนนิ่ม ๆ “ถ้าเรากลัวเรื่องเดียวกัน ทำไมไม่ลองช่วยกันดูบ้าง?”
สายฝนระลอกใหม่หล่นลงมา ทั้งสองนั่งนิ่งนานจนเข้าใจโดยไม่ต้องพูดอะไรอีก
หลังเปิดภาคใหม่ แน๊ตกลับมามีพลังใหม่ กล้าขอนำเสนองานต่อหน้าห้อง แม้จะมีเสียงหัวเราะเบา ๆ จากเพื่อนกลุ่มเดิม แต่ซายน์ส่งยิ้มให้กำลังใจ
คู่กัดกลายเป็นคู่ร่วมทาง กล้าเผชิญหน้ากับความกลัวในอดีต
วันหนึ่งแน๊ตกล้าพูดในสิ่งที่ไม่เคยพูด “ฉัน…อยากอยู่อย่างที่เป็น ไม่ใช่อย่างที่บ้านอยากให้เป็น”
ซายน์พยักหน้ารับ “ฉันก็”
ทั้งสองไม่รีบร้อน ไม่ต้องสัญญา ไม่ต้องเรียกชื่อความสัมพันธ์ แค่ก้าวใหม่ในฤดูฝนที่ไม่มีวันเหมือนเดิม