ห้องร้างหมายเลขสิบสาม
เสียงกระดิ่งเลิกเรียนดังขึ้นท่ามกลางสายฝนที่โปรยลงมาอย่างต่อเนื่อง นักเรียนทยอยเดินออกจากอาคารเรียนเก่า อิงดาว นักเรียนหญิงชั้นมัธยมปลายปีสาม ยืนมองหยาดฝนเกาะกระจกหน้าต่าง มือเธอสั่นเพราะอากาศเย็นหรือความกังวลในใจ เธอกำลังรอครูวรินทร์เรียกไปประชุมเรื่อง “ย้ายห้องเรียนชั่วคราว” กับเพื่อนร่วมกลุ่มอีกสามคน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงเหยียบพื้นไม้เก่าดังเอี๊ยดอ๊าดที่ทางเดิน เพื่อนทั้งสามมาถึงทีละคน ทีแรกเป็นขวัญ เพื่อนสาวเสียงดังผู้รักการตั้งคำถาม ตามด้วยเต๋า เด็กชายผอมสูงชอบวาดรูป และปุ่น เด็กชายตัวอวบชอบเก็บเรื่องลึกลับ ทุกคนมีสีหน้ากังวลปนระแวงเล็กน้อย
ครูวรินทร์เดินเข้ามาพร้อมเอกสารใบใหม่ “ช่วงนี้อาคารหลักจะซ่อมหนักหลายชั้น ชั้นของพวกเธอจะต้องไปใช้ห้องร้างหมายเลขสิบสามชั่วคราวนะ อยู่ปีกอาคารฝั่งตะวันตกเก่า พรุ่งนี้เจอกันที่นั่น” เธอยิ้มบางๆ แต่แววตาเหมือนมีอะไรซ่อนอยู่ อิงดาวขมวดคิ้ว ขวัญถอนหายใจแรงจนได้ยิน เต๋าเงียบ ปุ่นนิ่ง
ขณะที่เดินออกจากห้องประชุม ขวัญกระซิบกับอิงดาว “เคยได้ยินไหมว่าห้องนั้นโดนปิดมาหลายปีแล้ว ไม่มีใครกล้าเข้า มีแต่ข่าวลือ…” อิงดาวตอบเบาๆ “แต่เราก็ต้องไปอยู่ดี พรุ่งนี้รู้กัน”
เช้าวันถัดมา ฝนยังไม่หยุดตก ฟ้าขมุกขมัว นักเรียนทั้งสี่เดินไปยังปีกตึกฝั่งตะวันตก ประตูเหล็กขึ้นสนิมของห้องหมายเลขสิบสามถูกเปิดออกด้วยเสียงเอี๊ยดชวนขนลุก กลิ่นอับฝุ่นและความเย็นแทรกทะลุเสื้อผ้า ทุกคนหยุดยืนหน้าห้องชั่วครู่ก่อนจะตัดใจเดินเข้าไป
ในห้องมีโต๊ะเรียนไม้เก่า หลอดไฟเหลืองสลัว หน้าต่างบางบานขึ้นราหนา มุมห้องหนึ่งมีรอยเปื้อนสีน้ำตาลและของตกค้างเหมือนเคยมีใครทิ้งอะไรไว้ อิงดาวนั่งลงที่โต๊ะสุดท้าย ขวัญสอดส่ายสายตารอบห้อง เต๋าเอากระดาษกับดินสอวาดผนัง ปุ่นจดอะไรในสมุดบันทึก
ตลอดเช้าวันนั้น อิงดาวรู้สึกเหมือนมีสายตาคอยจับจ้อง เสียงฝนที่ตกลงหลังคาแผ่วเบาแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบแปลกประหลาดคล้ายเด็กผู้หญิงหัวเราะเบาๆ ทุกคนเงียบไปชั่วครู่ ขวัญกลืนน้ำลาย ทันใดนั้นหลอดไฟกระพริบวูบวาบ ครู่เดียวก็กลับมาปกติ
พักเที่ยง ขวัญเอ่ยขึ้น “เมื่อกี้เหมือนมีเสียงเด็กไหม เธอได้ยินเปล่า?” เต๋าพยักหน้า ปุ่นไม่ตอบ อิงดาวทำทีไม่สนใจแต่ใจเต้นแรง
บ่ายวันนั้น ครูวรินทร์เข้ามาตรวจห้องสั้นๆ ก่อนรีบออกไป เธอเหมือนพยายามไม่สบตาพวกเด็กๆ ปุ่นแอบกระซิบกับเต๋า “ครูมีอะไรปิดบังแน่” เต๋าแค่ตาโตขึ้น ไม่กล้าถามอะไร
หลังเลิกเรียน กลุ่มของอิงดาวเดินออกพร้อมกัน ขวัญหันไปดูหน้าต่างหลังห้อง เธอเห็นเงาเลือนรางเหมือนเด็กผู้หญิงยืนหันหลังอยู่ พอเรียกเพื่อนมาดู กลับไม่เห็นอะไร ทุกคนมองหน้ากันอย่างระแวง
กลางคืน อิงดาวนอนไม่หลับ ภาพเงานั้นตามหลอนในหัว เธอลุกขึ้นจดบันทึกความรู้สึก “เหมือนที่นี่ซ่อนอะไรไว้…ทำไมฉันจำอะไรเกี่ยวกับห้องนี้ไม่ได้เลย ทั้งที่เหมือนเคยมา…”
เช้าวันต่อมา อากาศยิ่งเย็นลง ห้องสิบสามดูอึมครึมกว่าเดิม เต๋าสังเกตเห็นบนผนังมีรอยขีดคล้ายตัวเลขซ่อนอยู่ เขาก้มไปดูใกล้ๆ รอยนั้นเหมือนมีการแกะชื่อใครสักคนทิ้ง ขวัญชี้ให้ปุ่นถ่ายรูปไว้ ปุ่นลังเลแต่ก็ทำ
ในช่วงเรียน เต๋าวาดรูปเงาข้างหน้าต่างโดยไม่รู้สึกตัว อิงดาวจ้องมองรูปนั้นแล้วขนลุก “เธอวาดเองหรือเปล่า?” เต๋าเม้มปากส่ายหัวเบาๆ
ช่วงพักบ่าย อิงดาวเห็นปั้นจั่นไม้ข้างห้องถูกผูกริบบิ้นสีแดงจางๆ ผืนเล็กๆ เธอเอื้อมไปจับแต่ปุ่นรีบห้าม “อย่าแตะของเก่าๆ ในที่แบบนี้ ไม่รู้มันเป็นสัญลักษณ์อะไร” อิงดาวถอนมืออย่างเสียดาย
วันถัดไป ครูวรินทร์เรียกเด็กทั้งสี่ไปพบ “อย่าเล่นซนหรือสำรวจห้องนี้มากนักนะ บ้านเมืองเก่าแบบนี้มีอะไรที่เราไม่ควรไปยุ่ง” แววตาครูเสมองพื้นเหมือนกลัวอะไรบางอย่าง อิงดาวถามกลับ “ครูเคยสอนที่นี่มาก่อนใช่ไหมคะ” ครูนิ่งไปนานก่อนตอบเสียงเบา “เคย…แต่ไม่อยากพูดถึง”
หลังจากนั้นในห้องสิบสาม เกิดเสียงแปลกๆ บ่อยขึ้น ทั้งเสียงกรีดร้องแผ่วๆ และเสียงขูดผนังยามค่ำ เด็กๆ เริ่มทะเลาะกันเรื่องควรอยู่ต่อหรือไม่ ขวัญอยากย้าย ปุ่นดื้อดึงจะสืบต่อ อิงดาวขออยู่จนจบโครงการ เต๋าเงียบแต่สีหน้าหวาดกลัว
คืนนั้นอิงดาวฝันสะดุ้งตื่น เธอเห็นเงาเด็กหญิงนั่งร้องไห้อยู่มุมห้อง แต่ตื่นมากลับจำรายละเอียดไม่ได้ รู้สึกเหมือนบางอย่างขาดหายไป เธอเปิดสมุดบันทึก พบหน้าหนึ่งถูกฉีกหายไปทั้งที่ล็อกไว้ตลอด
วันต่อมา ขวัญตัดสินใจจะไปค้นห้องสมุดโรงเรียน หาข่าวเก่าๆ เกี่ยวกับห้องสิบสาม ปรากฏว่ารายชื่อครูและนักเรียนปีหนึ่งหายไปจากบันทึก ทั้งที่ควรมีข้อมูล ขวัญเริ่มสงสัยว่ามีใครจงใจลบอดีตบางอย่าง
บ่ายวันนั้น อิงดาวเจอเศษกระดาษเล็กๆ ในซองเก่าใต้โต๊ะเขียนว่า “อย่าไว้ใจเงา” เธอเก็บไว้แต่ไม่กล้าบอกใคร ปุ่นเห็นเข้าจึงขอดู อิงดาวลังเลแต่ยื่นให้
กลางคืน ขวัญโทรหาอิงดาว “เราว่าต้องมีอะไรอยู่ในห้องนั้นมากกว่าแค่ข่าวลือ เดี๋ยวพรุ่งนี้เข้าไปสืบกัน” อิงดาวนิ่งไปนานก่อนตอบว่า “ได้…แต่เรากลัวนะ” ขวัญพยายามปลอบใจ
วันรุ่งขึ้นทั้งสี่แอบเข้าสำรวจห้องตอนเย็น ขวัญพบช่องลับใต้พื้นไม้ เปิดออกพบกล่องไม้เก่า ด้านในมีสมุดบันทึกปกดำและกระดาษบันทึกลับ ปุ่นรีบนำขึ้นมา ทุกคนเงียบกริบเมื่อเห็นชื่อเด็กหญิงในสมุดคือ “ดาวเรือง” พร้อมรูปวาดเด็กหญิงยิ้มเศร้าๆ
อิงดาวรู้สึกหน้ามืด วิงเวียนและได้ยินเสียงกระซิบในหัว “อย่าลืมฉัน…” ขวัญจับแขนเพื่อนแน่น เต๋าถอยห่าง ปุ่นเปิดสมุดพบข้อความประหลาด “วันที่สิบสาม ฉันหายไป ไม่มีใครจำฉันได้…”
ขณะนั้นไฟในห้องดับลง เสียงฝีเท้าเล็กๆ เดินวนรอบห้อง เงาเด็กหญิงปรากฏบนผนัง เงานั้นไม่ขยับตามร่างของใครทั้งสิ้น ทุกคนจ้องด้วยความตื่นตระหนก ปุ่นกลั้นหายใจ เต๋าน้ำตาคลอ อิงดาวได้ยินเสียงกระซิบใกล้หู “เธอคือฉัน…”
ทันใดนั้นความทรงจำหลั่งไหลกลับมา อิงดาวเห็นภาพตัวเองในอดีตเป็นเพื่อนสนิทของดาวเรือง ผ่านเหตุการณ์ร้ายในห้องนี้ ดาวเรืองถูกเพื่อนกลั่นแกล้งอย่างหนักจนหายตัวไป ขณะนั้นครูวรินทร์ในวัยสาวเลือกปกปิดเรื่องทั้งหมด เด็กคนอื่นๆ ถูกสั่งห้ามพูดถึงดาวเรืองจนทุกคนลืมไปโดยไม่รู้ตัว
อิงดาวทรุดลงกับพื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้น “ดาวเรือง…ขอโทษ…ขอโทษ…” เงาเด็กหญิงยืนจ้องนิ่ง ดวงตาว่างเปล่า แล้วค่อยๆ จางหายไปพร้อมเสียงกระซิบสุดท้าย “อย่าลืมฉันอีก…”
ไฟในห้องกลับมาติด ทุกอย่างเงียบสงัด เพื่อนทั้งสี่มองหน้ากันอย่างสิ้นหวังและเสียใจ ขวัญพูดเสียงเบา “เราควรบอกใครสักคนมั้ย?” ปุ่นส่ายหน้า “ไม่มีใครเชื่อหรอก…” เต๋าเอียงหน้าหนีน้ำตา อิงดาวลุกขึ้นอย่างช้าๆ เดินออกจากห้องอย่างหม่นหมอง
หลังเหตุการณ์นั้น ห้องสิบสามยังคงร้าง ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้อีก ทุกเช้าจะมีริบบิ้นสีแดงผูกอยู่ที่ประตูเสมอ ไม่มีใครรู้ว่าใครเอามาผูก ทุกคราวที่ฝนตกจะมีเสียงกระซิบเลือนหายอยู่ในเงามืดเสมอ…