เงาในเรือนร้าง
เสียงกรวดกรังบดเบา ๆ ใต้รองเท้าผ้าใบของเมย์ ขณะเธอก้าวขึ้นบันไดไม้เก่าที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ลมเย็นปะทะใบหน้าพร้อมกลิ่นชื้นจากป่ารอบด้าน ฟ้ากำลังเปลี่ยนเป็นสีเทาอึมครึมขณะกลุ่มนักศึกษาสี่คนยืนมองเรือนร้างหน้าตาเคร่งเครียด คนแรกคือเมย์ หญิงสาวที่ดูหยิ่งภูมิแต่แววตาซ่อนแววหวาดกลัว ถัดมาคือปาล์ม เพื่อนสนิทผู้มีนิสัยขี้ระแวง ตามด้วยบอย หนุ่มอารมณ์ขันที่ฝืนยิ้มกลบเกลื่อนความตึงเครียด และสุดท้ายคือออฟ เพื่อนชายร่างสูงที่นิ่งจนน่ากลัว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“บอกตรง ๆ นะ กูไม่ชอบที่แบบนี้เลย” ปาล์มถอนหายใจยาว มองไปรอบ ๆ “มันเงียบเกินไป…”
“นี่เป็นโอกาสเดียวที่เราจะได้ข้อมูลงานวิจัยนะ” เมย์ตอบเสียงแข็ง แต่สายตาไม่กล้าสบตาใคร
เรือนหลังนี้เคยเป็นบ้านพักนายอำเภอสมัยร้อยกว่าปีก่อน ปัจจุบันรกร้าง เหลือเพียงโครงไม้สีดำสนิท หน้าต่างแตกกระจัดกระจาย ประตูปิดผุพัง ทุกอย่างดูเหมือนถูกทอดทิ้งมายาวนาน
บอยใช้ไฟฉายส่องเข้าไปในโถงกลาง “เออ… กลิ่นนี่เหมือนอะไรตายคาบ้านเลยว่ะ”
ไม่มีใครขำกับมุกเขา ออฟยังคงเงียบ เมย์เดินนำเข้าไปโดยไม่พูดอะไร ทุกย่างก้าวของเธอกดดันเหมือนถูกจ้องมองจากเงาในมุมมืด
คืนแรกผ่านไปโดยมีเสียงลมพัดกระทบหน้าต่างและเสียงไม้ลั่น ทั้งสี่นอนรวมกันบนเสื่อเก่ากลางโถง ทุกคนเงียบ ต่างคนต่างฟังเสียงเงียบของตัวเอง บอยขยับตัวและพูดเบา ๆ ว่า “ได้ยินมั้ย เหมือนมีคนเดินอยู่ข้างบน…”
ปาล์มสะดุ้ง “อย่าพูดดิ กูไม่อยากคิดอะไรแบบนั้น”
ออฟลืมตา มองเพดานมืด “ไม่มีใครหรอก บ้านนี่มันมีแต่เรา”
แต่เมย์กดมือแน่นกับเสื่อ รู้สึกว่ามีบางอย่างเดินวนอยู่ด้านบนจริง ๆ เสียงฝีเท้าชัดเจนขึ้นทุกวินาที
รุ่งเช้า แสงสว่างผ่านหน้าต่างแตก ๆ เผยให้เห็นฝุ่นคละคลุ้ง ออฟเดินสำรวจรอบบ้าน พบรอยเท้าเปื้อนฝุ่นที่ไม่มีใครในกลุ่มน่าจะเป็นเจ้าของ เขาเงียบ ไม่บอกใคร
ขณะทานข้าวเช้าด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จ เมย์หยิบสมุดจดบันทึกเก่า ๆ ที่พบในลิ้นชักขึ้นมาเปิดดู เป็นลายมือใครบางคนที่เขียนซ้ำ ๆ ว่า “อย่าปล่อยให้ความเงียบเข้ามา”
“นี่มันอะไร?” เธอยื่นให้บอยดู
บอยกัดริมฝีปาก “อาจเป็นคนป่วยจิตก็ได้…”
ปาล์มหัวเราะเบา ๆ อย่างฝืน ๆ “หรือไม่ก็คนถูกผีหลอกจนประสาท”
เสียงอะไรบางอย่างตกลงมาจากชั้นบนดังตุ้บ ทุกคนหยุดนิ่งเงียบ ออฟลุกขึ้นช้า ๆ
“เดี๋ยวกูขึ้นไปดูเอง” ออฟพูดน้ำเสียงเรียบ แต่ดวงตากระวนกระวาย
เขาค่อย ๆ ก้าวขึ้นบันได ไม้ใต้เท้าดังเอี๊ยด ๆ ทุกย่างก้าว เมื่อถึงชั้นบน เขาเห็นกล่องไม้ใบหนึ่งวางอยู่ตรงทางเดิน มีรูปถ่ายเก่าขอบเหลืองวางอยู่ด้านบน
ในรูปคือชายสวมชุดข้าราชการยศสูง กับหญิงสาวหน้าตาเศร้า ๆ เด็กหญิงตัวเล็กยืนกอดขาแม่ไว้ ออฟมองรูปแล้วขนลุก ก้มดูที่พื้นข้างกล่อง พบรอยขีดเขียนคำว่า “เงาจะกินทุกอย่าง” ซ้ำ ๆ
ออฟถือกล่องลงมา และวางไว้ตรงกลางกลุ่ม เมย์หยิบรูปขึ้นมาดู พลันนิ้วของเธอก็สั่น…
“แม่…?” เมย์กระซิบ ไม่มีใครทันได้ยินคำพูดของเธอ
ปาล์มถาม “อะไรนะ?”
เมย์ส่ายหัว “ไม่มีอะไร”
ทั้งสี่ใช้เวลาบ่ายวันนั้นสำรวจเรือนร้างจนทั่ว ห้องต่าง ๆ ล้วนถูกทิ้งร้าง บางห้องยังคงมีกลิ่นอับลอยออกมาอยู่เป็นระยะ ๆ บนกำแพงห้องสุดท้าย พบรอยมือคนเล็ก ๆ ประทับด้วยฝุ่นหนาแน่น
คืนที่สอง แสงจันทร์สาดเงาเข้ามาในบ้าน ทุกคนพยายามไม่พูดถึงเรื่องแปลก ๆ ที่เกิดขึ้น ปาล์มเอาผ้าห่มคลุมจนมิดหัว บอยแกล้งทำเสียงผีหลอกแต่ถูกเมย์ดุ
ขณะที่ทุกคนกำลังจะหลับ เสียงกระซิบเบา ๆ ดังมาจากมุมห้อง “อย่าปล่อยให้เงาเข้ามา…” เสียงนั้นเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่ทุกคนรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป
บอยนั่งพิงฝา หันไปมองปาล์ม “เมื่อกี้… ได้ยินไหม?”
ปาล์มตอบเสียงสั่น “เสียงใคร มึงใช่ไหม?”
ออฟนิ่งเงียบ มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเงาดำเคลื่อนไหวผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็ว เขาหลับตาแน่น
รุ่งเช้า เมย์หายไป ไม่มีร่องรอย เธอไม่ได้เอาของติดตัวไปเลย เพียงแค่หายไป ปาล์มเริ่มร้องไห้ บอยเริ่มโทษตัวเอง ออฟเดินหาทั่วบ้านแต่ไม่พบเบาะแสใด ๆ
บอยพูดอ้อมแอ้ม “หรือว่า… เมย์แกล้งเรา?”
ปาล์มส่ายหัวแรง “ไม่มีทาง เธอไม่ใช่คนแบบนั้น!”
ออฟหรี่ตา “เมื่อคืนกูเห็นเงาอะไรบางอย่าง…”
ปาล์มหันขวับ “แล้วทำไมไม่พูด!”
ออฟเงียบไปนาน น้ำเสียงแหบ “มันไม่เหมือนของคน…”
บรรยากาศในบ้านแน่นิ่ง ออฟเปิดกล่องไม้ที่ได้มา พบจดหมายฉบับหนึ่งด้านใน เขากระซิบอ่านออกมาเบา ๆ
“เงาของข้า… จะอยู่กับเรือนนี้ตราบใดที่ผู้คนยังจำมันได้”
บอยหน้าซีด “ใครเขียน…”
ปาล์มเริ่มรื้อค้นห้องอื่น ๆ เจอเศษผ้าขาวเปื้อนคราบสนิม และสมุดจดอีกเล่ม บนหน้าปกขีดเขียนชื่อ “จันทร์เพ็ญ”
ในบันทึกมีข้อความสั้น ๆ “ทุกค่ำคืน เงาจะเดินผ่านห้องข้า ข้าปิดตา กลั้นหายใจ แต่เสียงฝีเท้าไม่เคยหาย…”
บอยเริ่มทนไม่ไหว “เราออกไปเถอะ กูว่าไม่ควรอยู่ที่นี่ต่อ”
ออฟกับปาล์มเงียบ พวกเขารู้ดีว่าเมย์ยังไม่กลับมา ไม่อาจทิ้งเพื่อนไว้ข้างหลัง
คืนนั้น พวกเขานั่งรวมตัวกันกลางโถง เสียงไม้ลั่นและเสียงลมหายใจของตัวเองคือสิ่งเดียวที่ได้ยิน ทันใดนั้น เงาดำปรากฏบนกำแพง ฝ่ายหลังมีเงาเด็กเดินวนไปมา
ปาล์มร้องไห้ “เมย์ มึงอยู่ไหน…”
เงาเด็กหยุดตรงหน้า ราวกับจ้องมองพวกเขา เสียงกระซิบดังขึ้น “ความเงียบ… จะกลืนกินทุกอย่าง”
บอยลุกพรวดวิ่งออกนอกบ้าน ออฟรีบตาม ปาล์มลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจตามออกไปข้างนอกด้วย
แต่เมื่อออกไป พวกเขาพบว่าป่ารอบบ้านเปลี่ยนไป ทางเดินที่เคยมากลายเป็นทางตัน ทุกอย่างหมุนวนเหมือนวงกต
เสียงฝีเท้าและเสียงกระซิบดังตามหลังตลอดคืน พวกเขาตัดสินใจกลับเข้าเรือนอีกครั้งด้วยความกลัวสุดขีด
เมื่อกลับเข้าเรือน พบร่องรอยของเมย์ เธอเขียนข้อความบนกระจกเก่า “ความเงียบคือคุก เงาคือผู้คุม”
ออฟเริ่มเข้าใจ เขาเดินไปยังห้องด้านในสุด พบประตูไม้ที่ถูกตอกตะปูปิดตาย เขาตัดสินใจใช้มีดพกแงะออก
ข้างในเป็นห้องเล็ก ๆ มีหน้าต่างบานเดียว แสงจาง ๆ ส่องเข้ามา เห็นหญิงสาวในชุดไทยเก่า ๆ ยืนหันหลังอยู่ ทันทีที่ออฟเข้าไป เธอหันกลับมา ดวงตาว่างเปล่า ใบหน้าซีดขาว
ออฟยืนแข็งทื่อ หญิงสาวพูดเสียงเรียบ “เจ้ากลัวเงา… หรือกลัวใจตัวเอง?”
ความทรงจำที่ออฟพยายามลืมค่อย ๆ ไหลย้อนกลับ เขาจำได้ว่าเคยทิ้งน้องสาวไว้ในบ้านเมื่อตอนเด็ก ๆ ในวันที่เกิดไฟไหม้ น้องหายไปในเปลวไฟนั่นเอง
ออฟร้องไห้ หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้ “จงเผชิญเงาของเจ้า” เธอกล่าว ก่อนจะสลายกลายเป็นเงาดำกระจายไปทั่วห้อง
เมย์ปรากฏตัวขึ้นข้าง ๆ ออฟ เธอเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย “เราต้องออกไปด้วยกัน”
ออฟพาเมย์ออกจากห้อง เจอปาล์มกับบอยรออยู่ข้างนอก บ้านทั้งหลังเริ่มสั่น เสียงกระซิบของเงาดังระงม “จงจำข้าไว้…”
ทั้งสี่วิ่งออกจากเรือนร้าง ทันทีที่ก้าวออก เงาดำเคลื่อนตาม แต่เมื่อแสงอาทิตย์ชุดแรกสาดเข้ามา เงาก็สลายหายไปกับแสง
กลุ่มนักศึกษายืนหอบเหนื่อย มองย้อนกลับไปที่เรือนร้าง ที่หน้าต่างบานแคบ มีเงาของหญิงสาวและเด็กหญิงเล็ก ๆ ยืนมองส่งเงียบ ๆ
ไม่มีใครพูดอะไรอีก ทุกคนต่างเงียบงัน จดจำเสียงกระซิบและเงาในเรือนร้างไว้ตลอดชีวิต
ตั้งแต่นั้นมา ไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปใกล้เรือนนั้นอีก บ้านไม้เก่า ๆ กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเงียบที่ไม่มีวันจางหาย…