บ้านร้างซ่อนจิต
เสียงล้อรถบดกับก้อนหินบนทางดินแคบกลางป่า รถกระบะสีขาวจอดลงตรงหน้าบ้านไม้สองชั้นที่ปล่อยร้างมานาน โครงหลังคาเอียง ตัวบ้านปกคลุมด้วยเถาวัลย์แห้ง ฝุ่นคลุ้งลอยขึ้นเมื่อรถดับเครื่อง มีเพียงแสงไฟฉายกับแสงจันทร์ที่ลอดผ่านต้นไม้สูงชะลูด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“กูยังไม่เข้าใจเลย เราต้องกลับมาที่นี่จริง ๆ เหรอ” น้ำเสียงเบื่อหน่ายของปั้น เพื่อนของกลุ่ม แว่วลอดออกมาจากเบาะหลัง เขาหันไปมองอิ๋ว ที่กำลังจ้องบ้านหลังนั้นอย่างนิ่งเงียบ
“อย่าบ่นสิ มันเป็นแค่คืนเดียวเอง เดี๋ยวเช้าก็กลับแล้ว” เอก พยายามพูดกลบความอึดอัด แต่รอยยิ้มของเขาดูฝืน ๆ
ใบหน้าของแป้ง ผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม เธอหยิบไฟฉายขึ้น “เราไม่กลับบ้านหลังนี้มาเกือบสิบปีแล้วใช่ไหม” เสียงเธอเบาลง เหมือนหวาดกลัวอะไรสักอย่าง
“ก็…หลังวันนั้น” อิ๋วพูดสั้น ๆ ก่อนเงียบ ทุกคนรู้ดีว่าหมายถึงวันเกิดเหตุการณ์บางอย่างในอดีต ที่ไม่มีใครพูดถึงอีกเลย
ทั้งสี่คนหยิบของที่จำเป็นลงจากรถ เดินฝ่าความมืดเข้าไปใต้ชายคา เสียงไม้กระดานลั่นเอี๊ยดอ๊าดใต้เท้า เมื่อประตูถูกผลักเข้าไป กลิ่นอับชื้นตลบอบอวล สมุดบันทึกเก่า ตู้ไม้ และข้าวของถูกทิ้งไว้เหมือนเวลาไม่เคยเดิน
ในความเงียบของบ้านร้าง มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงจิ้งหรีดจากนอกหน้าต่าง เอกกับปั้นเดินสำรวจชั้นล่าง แป้งกับอิ๋วจัดของในโถงกลาง
“นี่ ชั้นบนเคย…มีอะไรน่ากลัวไหม” แป้งกระซิบถามอิ๋ว สีหน้าหวาดระแวง
อิ๋วเหลือบขึ้นมองบันไดแคบ “ก็เคยได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินตอนกลางคืน แต่เราไม่เคยกล้าขึ้นไปคนเดียว”
เสียงกระจกหน้าต่างฝั่งหลังบ้านดัง ‘ปัง’ อย่างไม่มีเหตุผล ทุกคนสะดุ้ง เอกรีบเดินไปดู แต่พบแค่ความว่างเปล่า
“น่าจะลม…” เอกกลบเกลื่อน หัวใจเต้นแรง แต่ไม่มีใครพูดอะไรต่อ
ทั้งสี่คนจุดเทียนเพิ่มอีกเล่ม วางของกินไว้กลางโต๊ะ พยายามคุยเรื่องไร้สาระเพื่อกลบความรู้สึกประหลาดที่ลอยฟุ้งในบ้าน
“พวกมึงจำได้ไหม ตอนนั้นที่เรามาเล่นซ่อนแอบกัน…” ปั้นพูดขึ้นช้า ๆ สีหน้าฝืนยิ้ม
“ไม่ต้องพูดถึงได้ไหม” แป้งตัดบท ขยับนั่งแน่นขึ้น ประสาทสัมผัสตื่นตัว ทุกเสียงในบ้านดูผิดปกติไปหมด
เอกแกล้งหัวเราะ “กลัวอะไร มันก็แค่บ้านเก่า ไม่มีผี” แต่เสียงหัวเราะนั้นแหบแห้ง ไม่ได้สร้างความสบายใจให้ใคร
กระแสลมเย็นวูบหนึ่งผ่านเข้ามา เทียนไหววูบ เงาคนสี่คนปรากฏบนผนัง แต่แป้งกลับนิ่งไป “เดี๋ยว…ทำไมเงามันดูแปลก ๆ” เธอพูดเบา ๆ ทุกคนหันไปมอง
ในเงานั้น ดูเหมือนมีเงาที่ห้ากำลังยืนอยู่ข้างหลังพวกเขา ไม่มีใครกล้าพูดว่ามันคืออะไร ต่างเงียบงัน ราวกับมีใครอีกคนกำลังจ้องอยู่ในความมืด
“มึงเห็นเหมือนกูไหม…” ปั้นกระซิบเสียงสั่น
“แสงมันหลอนตา อย่าคิดมาก” อิ๋วรีบพูดขัด หันไปจัดข้าวของต่อ มือเย็นเฉียบ
เสียงไม้ลั่นจากชั้นบนดังมาเป็นจังหวะช้า ๆ ทุกคนเงียบ นั่งฟังอย่างตึงเครียด
“มีใครจะขึ้นไปดูไหม?” เอกถามเบา ๆ เหมือนไม่หวังคำตอบ
ไม่มีใครขยับ จนสุดท้ายแป้งพูดเบา ๆ “ถ้าเราขึ้นไปด้วยกัน…”
ทั้งสี่คนตัดสินใจเดินขึ้นบันไดไปพร้อมกัน ไฟฉายสาดไปตามผนังที่เต็มไปด้วยฝุ่นและรอยขีดเขียนกระจัดกระจาย ประตูห้องนอนแต่ละบานปิดสนิท ยกเว้นห้องหนึ่งที่แง้มออก ในนั้นมีเตียงไม้โยกเยกและตุ๊กตาผ้าวางทิ้งไว้บนพื้น
“จำได้ไหม ห้องนี้…” แป้งหยุดพูด สีหน้าซีดลง เธอเดินเข้าไปช้า ๆ เหมือนถูกแรงบางอย่างดึงดูด
ปั้นก้าวตาม “คืนสุดท้ายนั้น…เราก็อยู่ที่นี่”
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นในความเงียบ ทุกคนหยุดนิ่ง หันมองหน้ากัน สายตาสืบค้นว่ามีใครแอบเดินตามมาหรือไม่
“กูว่า…เราควรกลับลงไปข้างล่างเถอะ” เอกเอ่ยขึ้น กระซิบเบา ๆ แต่ไม่มีใครยอมขยับ
ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นจากมุมห้อง ฟังไม่ได้ศัพท์ แต่เต็มไปด้วยความโหยหา เหมือนมีใครกำลังเรียกชื่อใครบางคน
แป้งเบิกตากว้าง “ได้ยินไหม…”
เสียงนั้นค่อย ๆ ดังขึ้น ชัดเจนขึ้นทีละน้อย
ทุกคนเหมือนไม่อาจขยับตัวได้ สายตาจ้องที่มุมห้องซึ่งมืดสนิท ในความเงียบนั้น มีเพียงเสียงลมหายใจตื้น ๆ และเสียงกระซิบที่ฟังเหมือนเสียงเด็กร้องไห้
ปั้นพยายามกลืนน้ำลาย “เรา…ไปจากห้องนี้เถอะ”
แต่แป้งกลับเดินเข้าไปใกล้มุมมืดอย่างช้า ๆ ราวกับต้องมนตร์ มือของเธอสั่นเทา “ตรงนี้…มันยังอยู่”
อิ๋วตะโกนเบา ๆ “แป้ง! ออกมาเถอะ!”
ทันใดนั้น แป้งทรุดลง ร้องไห้สะอึกสะอื้น พึมพำว่า “ขอโทษ…ขอโทษ…”
ปั้นกับเอกรีบเข้าประคอง เงาดำบนฝาผนังไหววูบตามแรงสั่นของไฟฉาย ก่อนจะหยุดนิ่งเป็นรูปร่างแปลกประหลาด
“เราควรออกไปจากบ้านนี้” เอกพูดด้วยเสียงเคร่งเครียด
อิ๋วพยักหน้า แต่แป้งส่ายหน้า “ไม่…เรายังไปไม่ได้”
เสียงกระซิบยังคงดังไม่หยุด จนในที่สุด ทุกคนตัดสินใจพาแป้งออกจากห้อง เสียงประหลาดค่อย ๆ จางหายแต่ยังไม่หายไปเสียทีเดียว
ขณะผ่านทางเดินชั้นบน เอกหยุดยืน มองรูปถ่ายเก่าในกรอบไม้ที่แขวนอยู่ริมบันได รูปเด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าต่างด้วยใบหน้าเศร้า เอกเอื้อมมือหยิบกรอบรูปขึ้นมา เบา ๆ
“จำเด็กคนนี้ได้ไหม?” เขาถาม เสียงแผ่วเบา
ปั้นขมวดคิ้ว “ใคร…ทำไมไม่เคยเห็น”
แป้งมองรูปด้วยแววตาหวาดกลัว “นั่น…คือเรา”
ทุกคนเงียบงัน อิ๋วมองหน้าแป้ง “เธอจำอะไรได้…”
แป้งส่ายหน้า น้ำตารื้น “แค่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ทุกครั้งที่ฝัน…จะเห็นเด็กคนนี้จ้องมองเราอยู่ในบ้านหลังนี้”
ปั้นถอนหายใจ “หรือว่า…คืนที่เกิดเหตุนั้น เราไม่ได้อยู่กันแค่สี่คน?”
เสียงไม้ที่ชั้นล่างลั่นเอี๊ยดอ๊าดอีกครั้ง ทุกคนตัดสินใจวิ่งลงมาอย่างรีบเร่ง ไฟฉายสาดแสงไปทั่วโถงกลางอย่างตื่นตระหนก
“เราออกไปนอนในรถกันเถอะ” อิ๋วเสนอ แต่แป้งยังคงลังเล เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
กลางดึก คืนนั้น ทุกคนพยายามนอนให้หลับในความเงียบที่ถูกเจือด้วยเสียงประหลาด บางครั้งเหมือนเสียงคนเดิน บางครั้งเหมือนมีใครแอบกระซิบข้างหู ความกลัวคืบคลานเข้ามาอย่างช้า ๆ
แป้งลุกขึ้นนั่งกลางดึก มองออกไปนอกหน้าต่าง เธอเห็นเงาของเด็กหญิงคนนั้นยืนอยู่ใต้ต้นไม้หน้าบ้าน เงาเงียบสงัดแต่ชัดเจน
“ช่วยด้วย…” เสียงเด็กผู้หญิงแผ่ว ๆ ดังมาจากนอกหน้าต่าง แป้งกลืนก้อนสะอื้น ก้มหน้าร้องไห้
เช้าตรู่ เมื่อทุกคนตื่น แป้งหายไป ทุกคนแตกตื่นออกตามหา พบเพียงรอยเท้าเด็กน้อยในฝุ่นใต้ต้นไม้
เอก ปั้น และอิ๋ว กลับเข้าบ้านเพื่อตามหาแป้ง เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนดังอยู่ทุกมุมบ้าน เสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้ และประโยคเดิม ๆ “ช่วยด้วย…ช่วยฉันด้วย…”
ปั้นเริ่มสติแตก “เราจะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้!”
แต่ประตูบ้านกลับปิดแน่น เหมือนถูกล็อกจากด้านนอก อิ๋วพยายามทุบประตู แต่ประตูไม่ขยับ
ทุกคนหันไปมองหน้าต่าง แต่เมื่อลองเปิด กลับพบว่าไม่มีทางออกนอกจากบันไดด้านหลังบ้านที่พังจนไม่อาจใช้การได้แล้ว
“เกิดอะไรขึ้นกับเรา…” เอกพูดช้า ๆ สีหน้ากังวล
อิ๋วเริ่มระแวง “ใครกันแน่ที่อยู่ในบ้านนี้กับเรา…”
ในความเงียบนั้น เสียงกระซิบและเสียงฝีเท้าดังวนเวียนรอบบ้าน เงาดำเคลื่อนผ่านหน้าต่าง ไฟฉายส่องไปแต่ไม่พบใคร
ปั้นนั่งลงกับพื้น มือสั่น “กูจำได้แล้ว วันนั้น…เราลืมเด็กคนนั้นไว้ในห้องขัง…”
อิ๋วหันมองอย่างไม่เชื่อ “เด็กไหน…”
เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงดังขึ้นข้างหูทุกคน “ขอโทษ…หนูหนาว…ปล่อยหนูออกไป…”
ทันใดนั้น บานหน้าต่างเปิดออกเองอย่างแรง ลมเย็นกรูเข้ามา เงาดำยืนอยู่กลางโถง
ทั้งสามคนก้าวถอยหลัง เอกตะโกน “เราขอโทษ…ขอโทษจริง ๆ!”
เงาดำค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ ทุกคนเหมือนถูกตรึงร่างไว้กับที่ ความทรงจำในอดีตพรั่งพรูกลับมา ภาพเด็กหญิงถูกขังไว้ในห้องใต้บันได ด้วยความกลัวและความผิดพลาดของพวกเขาเอง
เด็กคนนั้นคือเพื่อนในวัยเด็กที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยชื่อ เธอถูกขังอยู่ในคืนฝนตก หายตัวไปโดยไม่มีใครกล้าบอกความจริงกับผู้ใหญ่
เสียงประหลาดเงียบไป เงาดำสลายหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ และความรู้สึกผิดที่ไม่อาจลบเลือน
ประตูบ้านเปิดออกเองช้า ๆ แสงเช้าสาดเข้ามา ทุกคนเดินออกไปทีละคน ไม่มีคำพูด ไม่มีเสียง ทุกคนแบกความรู้สึกผิดและความเศร้าไว้ในใจ
ใต้เงาต้นไม้หน้าบ้าน รอยเท้าเด็กเลือนหายไปกับแสงแดด มีเพียงเสียงกระซิบแผ่วเบา “ช่วยด้วย…” ลอยมากับสายลม
เมื่อหันกลับไปมองบ้านร้างอีกครั้ง ทุกคนเห็นเงาของเด็กหญิงยืนอยู่ที่หน้าต่างชั้นบน เงียบงัน…และเศร้า
ความลับในอดีต…ไม่เคยถูกให้อภัย