คำสาปแห่งเพลิงกลางเกาะ
ท้องฟ้าเย็นนิ่ง แสงสีส้มที่ขอบฟ้าส่องสะท้อนผิวน้ำ นักศึกษากลุ่มหนึ่งยืนเรียงแถวอยู่บนท่าเรือไม้ มีเอกสารปึกใหญ่ในมือแต่ละคน รอรับฟังคำชี้แจงจากผู้นำค่าย ตัวเอกคือ “ณัฐ” หนุ่มผมยุ่ง ใส่แว่น มีรอยแผลเป็นเหนือคิ้วข้างซ้าย ดวงตาตื่น ๆ มองท้องทะเลด้วยความกังวล ซุกมือแน่นข้างกระเป๋าเป้ใบเก่า เอ่ยกับเพื่อนสาว “ฝน” ด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้มว่า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เรามั่นใจใช่ไหมว่าจะปลอดภัย? เห็นเขาเล่าว่าค่ายรุ่นก่อนเจอเรื่องแปลก ๆ…”
ฝนสาวร่างเล็กตอบ กระตุกยิ้ม “คิดมากอีกแล้วน่า เกาะนี้ก็มีแต่ต้นไม้กับทะเล อะไรจะเกิดขึ้นได้…” สิ้นคำ สายลมพลันด้ามแรงจนกระดาษในมือปลิวกระจาย เพื่อนหนุ่มร่างท้วมชื่อ “บาส” วิ่งไปคว้ากระดาษ คำรามหงุดหงิด “โอ๊ย ขยันสร้างปัญหาตั้งแต่วินาทีแรกเลยนะ” ซ้ำยังมีเสียงหัวเราะเบา ๆ จาก “พลอย” สาวแว่น ผู้นิ่งลึก
จนเจ้าหน้าที่แจ้งว่าทุกคนลงเรือใหญ่ เป็นจังหวะที่ “รัตน์” หนุ่มท่าทีเย็นชาซึ่งเอาแต่เก็บตัวลุกขึ้น เดินไปเงียบ ๆ ไม่สบตาใคร เงาของเขาสะท้อนยาวไปบนพื้นไม้ ขณะเรือลอยลำตัดผ่านคลื่น เสียงสนทนาเบาลง ต่างคนต่างจมอยู่กับความคิด ฝนกระซิบอีกรอบ “ถ้าไม่ยิ้มเลย เดี๋ยวเขาคิดว่าเราอาฆาตแน่ ๆ เถอะนายณัฐ” ณัฐดึงมุมปากยิ้มแปลก ๆ อย่างฝืนใจ
เรือถึงเกาะตอนเย็น แสงเย็นตกกระทบไหล่ภูเขาเขียวมืด ทั่วเกาะเงียบราวต้องคำสาป มีแค่เสียงคลื่นกระทบหาดและนกตัวหนึ่งร้องไกล ๆ ทุกคนเดินไปที่อาคารเก่าหลังใหญ่กลางป่า ผู้ดูแลค่าย “ป้าเอื้อง” ยิ้มส่ง กลิ่นสมุนไพรโชยเบา ๆ เธอมองสำรวจแต่ละคน สายตามีบางสิ่งซ่อนอยู่
“อย่าลืมว่าเกาะนี้ไม่ใช่ของใครง่าย ๆ ใครทำตัวไร้เคารพ จะเจอบางอย่างที่ไม่คาดคิด” ป้าเอื้องกล่าวเสียงเรียบ จ้องตรงไปที่รัตน์ราวกับรู้ทัน รัตน์เม้มริมฝีปากแน่น ฝนนิ่งไปชั่วอึดใจ บาสหัวเราะกลบเกลื่อน
ค่ำลงอย่างรวดเร็ว ห้องพักแบ่งกลุ่ม หญิงชายมีบริเวณของตัวเอง แต่ละคนเริ่มจัดที่ พลอยเอาหนังสือเก่าขึ้นอ่าน รัตน์นั่งมุมเตียง แววตาหนักหน่วง ฝนหยิบกล่องสีดำจากในกระเป๋ามองแล้วรีบเก็บกลับ รอยยิ้มสดใสจางหายไปชั่วคราว ส่วนณัฐมองออกหน้าต่าง ลังเลจะโทรหาใครบางคนแต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ ทันใดนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าแว่ว ๆ ผ่านทางเดิน ทุกคนผงะหัน ไฟห้องกระพริบสว่างวาบ แล้วดับพรึ่บ
ความมืดปกคลุมนิ่งสนิท เสียงลมหายใจหนัก ๆ กับเสียงฝีเท้าลอบเดินในความมืด โดยไม่มีใครกล้าขยับ จู่ ๆ พลอยกระซิบ “ใครเหยียบปลายผ้าห่มของฉัน?” ไม่มีใครตอบ ณัฐข่มใจเอ่ยเสียงกล้า “ทุกคนอยู่ตรงนี้ไหม? อย่าแกล้งกัน อย่าลุกไปไหน!” เสียงลมเฉียดหู ทุกคนกอดตัวเองแน่น
ไฟสว่างขึ้นอีกครั้ง เห็นฝุ่นปลิวว่อน รัตน์ยืนกลางห้อง เหงื่อชุ่มหน้า ทุกสายตาชี้จับไปที่เขา บาสถาม “ลุกทำไม? หนังยังไม่ทันได้ดูกันเลย” รัตน์ยักไหล่ สายตาวาวแววเหมือนซ่อนบางอย่างไว้
คืนแรกบนเกาะ พวกเขานอนกระสับกระส่าย ฝนฝันถึงภาพเงามืดวิ่งผ่านป่า ฆ้องลมหน้าต่างดังกรุ๋งกริ๋ง ณัฐนอนไม่หลับ เอื้อมหยิบโทรศัพท์ พบว่าสัญญาณขาดหาย พลอยเปิดโคมไฟข้างเตียง กระซิบถามเพื่อนร่วมห้อง “คิดว่าที่นี่มีอะไรแปลก ๆ จริงไหม หรือแค่เราฝังใจ?” ฝนถอนหายใจ เงียบไปนานก่อนจะตอบว่า “เรื่องบางเรื่องไม่ควรถามออกมา”
รุ่งเช้า พวกเขาออกสำรวจรอบเกาะพร้อมกัน บาสปากบ่นแต่ขี้กลัวที่สุด ส่วนฝนท่าทีเหมือนไม่กลัวแต่กลับเหลียวหลังตลอดเวลา รัตน์เดินนำ ทุกคนพบโบสถ์ร้างกลางป่า ประตูไม้บานใหญ่ปิดสนิท มีรอยขีดข่วนลึกเป็นทางยาวลงบนพื้นไม้ ฝนลองผลักแต่ไม่ขยับ พลอยใช้มือถือถ่ายภาพไว้ รัตน์หลุบตาไม่พูดอะไร พลอยจ้องตาเขาเหมือนไม่เชื่อ
พลันมีเสียงตะโกนจากทางเดิน “ของของฉันอยู่ไหน? ใครแอบหยิบ!” เสียงญา เพื่อนร่วมกลุ่มอีกคนที่ชอบสะสมของเก่า กระเป๋าเหรียญประหลาดของเธอหาย ทุกคนช่วยกันค้นหา ญายืนกอดอกจ้องฝนหนัก ๆ “เธอเป็นคนสุดท้ายที่เดินผ่านโต๊ะใช่มั้ย?” ฝนขมวดคิ้ว “ตลกละ ฉันไม่เคยแตะของใคร” ความเงียบอึดอัดเข้าครอบงำ บาสตัดบทชวนเปลี่ยนที่ทันที
กลางวันพวกเขาตัดสินใจแบ่งกลุ่มแกะแผนที่เกาะ หวังค้นเจอหาดลับ บาส ฝน กับณัฐอยู่กลุ่มเดียว ณัฐยังคงหวาดหวั่นไม่กล้าบอกกลัวน้ำ บาสหัวเราะเยาะ “นักศึกษาธรรมชาติแต่กลัวทะเล กลับบ้านมั้ยครับคุณหมูตุ้ย” ฝนเหน็บเสริม “นายคิดว่าหนีอะไรมากันแน่” ณัฐเสหน้าหลบ ไม่ตอบ ฝนสงสัยแต่ไม่ซักต่อ บรรยากาศเงียบกดดันขึ้น
เย็นวันนั้น ประชุมกลุ่ม ณ อาคารหลัก ทุกคนมารวมตัว ชั้นล่างเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังมาจากบันไดไม้ บาสเรียกญาว่า “มาช้า” ญาเงียบกริบนั่งลง แววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธกลายเป็นความหวาดหวั่นพริบตานั้นเอง ไฟดับพรึ่บอีกครั้ง เสียงกรี๊ดดังลั่นจากชั้นบน ทุกคนวิ่งขึ้นไป พบว่าวิน เพื่อนหนุ่มหน้าตาคม ทำหน้าที่ดูแลน้ำดื่ม ถูกบางอย่างฟาดเข้าศีรษะแตก เลือดไหลเป็นทาง รัตน์เดินเข้าไปอุ้มตัววินออกมา ชี้ไปยังหน้าต่างที่เปิดอ้า “ไม่มีใครควรอยู่ข้างนอกตอนมืด!”
พลอยโทรแจ้งป้าเอื้อง ทั้งกลุ่มรวมตัวกันแน่น ญาสะอื้นร้องไห้ พลอยกระทบไหล่ฝนเบา ๆ กระซิบเสียงต่ำ “เมื่อคืนฉันเห็นเงาดำตรงหน้าต่าง เป็นเธอหรือเปล่า? ฝน…” ฝนเบิกตากว้าง ปฏิเสธ “จะบ้าเหรอ! ฉันกลัวจะตาย ยังจะไปเดินคนเดียวตอนไฟดับ?” พลอยมองตาเหมือนยังคลางแคลง แต่ไม่พูดต่อ ญยิ่งเครียดหนัก
เช้าวันถัดมา วินยังหมดสติอยู่ในห้อง ญายืนเฝ้าไม่ห่าง ฝนเดินเข้ามาคุย ถามเสียงอ่อน “อยากได้อะไรให้ช่วยไหม?” ญานิ่ง เสียงแข็ง “เพื่อนใกล้ตาย คนขโมยของก็ยังลอยนวล นายรัตน์เดินไปไหน? ทำไมไม่มีใครซักถามจริงจังสักที” ฝนหลบตา ขอให้ใจเย็น ญาถอนหายใจลึก ๆ คำพูดจบลงด้วยน้ำเสียงสั่น “บางทีคนที่ดูเฉย ๆ อาจเก็บความลับหนักยิ่งกว่าใคร”
พลอยเดินสำรวจรอบบริเวณโบสถ์ร้างอีกครั้ง พบเศษผ้าสีดำติดประตู พลอยเก็บขึ้นมา รอยชายเสื้อขาดเป็นหยักเย็บด้วยด้ายสีทอง เพ่งดูด้วยมุมตา พบรอยเท้าหยาบ ๆ ลากอยู่แถว ๆ นั้น รัตน์ยืนห่างออกไป จับจ้องพลอยด้วยความกดดัน พลอยเดินกลับไปด้วยสมุดภาพ
ณัฐอยู่บนหาด เงียบ ๆ คร่ำครวญกับตัวเอง “เราต้องหาคำตอบ… ต้องช่วยฝน…” เสียงโพล่งจังหวะนั้น พลอยเดินตามมานั่งลงข้าง ๆ “ที่จริงนายกลัวอะไรอยู่? กลัวคนอื่น หรือกลัวตัวเองกันแน่?” ณัฐอึกอัก ไม่ตอบ สายตาหลบต่ำ นิ้วขยุ้มทราย ฝนเดินมาประจวบ พลอยลุกขึ้นเดินออก ทิ้งความเงียบชั่วคราวไว้กับสองคน
ฝนนั่งลงข้างณัฐ สีหน้าเครียด เสียงทะเลซัดกลบเสียงหายใจทั้งคู่ ฝนพูดเบา ๆ “นายเชื่อเรื่องคำสาปไหม… ฉันเคยเห็นของแปลก ๆ ตอนเด็ก ฮือ…วันนั้นแม่บอกห้ามพูด…” ณัฐหยุดฟัง ลูบมือฝนเบา ๆ เธอหลุดน้ำตา
พลางวันสองวัน มีเรื่องแปลกเพิ่มขึ้นเสมอ น้ำตาลในครัวกลายเป็นเกลือ เสียงเสียดสีในป่ายามค่ำคืน และชิ้นส่วนของเหรียญเก่าของญาโผล่กลิ้งออกจากห้องน้ำ รัตน์ถูกเพ่งเล็งหนักขึ้น ญาโยนข้อหาเต็มปาก ณัฐกับฝนเริ่มสงสัยความเกี่ยวข้องของป้าเอื้อง ทุกสายตาเริ่มไม่ไว้ใจกันและกัน
กลางดึกวันหนึ่ง ณัฐได้กลิ่นควันไหม้แสบตา วิ่งออกจากห้อง พบไฟลุกพรึ่บอยู่หน้าห้องโถง เสียงร้องของญาดังแผ่วในเปลวไฟ ทุกคนตื่นตกใจ พลอยคว้าถังแกลลอนตักน้ำ รัตน์กับบาสช่วยกันดับไฟ พ้นช่วงนาทีหวาดเสียว ญานั่งฟุบร้องไห้ พบกระเป๋าเหรียญไหม้เกรียมตกร่วงออกมาจากเงามืด
ฝนร้องขอดูของที่เสียหาย ญาหยิบมันให้มือสั่น พลอยถือไว้พิจารณา จับดูตราสัญลักษณ์บนเหรียญ พบตัวอักษรแปลกไม่ใช่ภาษาใด ๆ ที่รู้จัก รัตน์มองนิ่ง พบสายตามีรอยกลัวปนตกใจ ณัฐรวบรวมความกล้าเอ่ยถามเสียงต่ำ “ใครกันแน่ที่รู้ความลับของเกาะนี้?” ป้าเอื้องเดินเข้ามา ยิ้มไม่เต็มใบหน้า
“ถ้าอยากหาคำตอบ ให้เผชิญหน้า…ไปที่โบสถ์ร้างนั่นซะ” ทุกคนชะงัก ภาพวูบไหวแห่งเปลวไฟสะท้อนสายตาคนละขั้ว ทุกคนปรึกษากันอย่างตึงเครียด รัตน์ขอแยกตัวแว่บหนึ่ง ฝนมองตาเขา พูดเสียงนิ่ม “ทำไมถึงดูหวาดกลัวนัก เหมือนเคยอยู่ที่นี่นานแล้ว” รัตน์เงียบ บาสหยอก “หรือที่แท้ก็ลูกหลานเจ้าของเกาะ” รัตน์สามหาวไม่ตอบ
คืนต่อมา ทั้งกลุ่มเดินสู่โบสถ์ร้าง เสียงกรอบแกรบของกิ่งไม้แหวกพื้นดิน สายลมแรงประหลาด พวกเขาไปกันหมด ยกเว้นวินที่สลบไม่ได้สติ ภายในโบสถ์มืดขรึม กลิ่นธูปคละคลุ้ง พลอยส่องไฟจับเงาวูบวาบบนผนังเจอภาพวาดไฟเก่าแก่ ถูกขูดทับเป็นเส้นยาวเหมือนรอยแผล
รัตน์เดินเข้าใกล้ผนัง วางฝ่ามือบนภาพ หันมาตรงณัฐ สบตานิ่งแล้วเอ่ยเสียงแตกพร่า “ฉันกลัวไฟ… แม่ฉันตายเพราะไฟในโบสถ์นี้… และของบางอย่างไม่อยากให้ใครรู้…” ทีแรกทุกคนตะลึงเงียบไป ญาน้ำตาคลอเบ้า “เธอกลัวไฟ… แต่ตอนกลางคืนวันไฟไหม้ ทำไมไม่ห้าม? หรือเป็นเธอที่จุด” รัตน์กัดฟันแน่น สารภาพทั้งน้ำตา “ใช่ ฉันก่อไฟเพราะโมโห บาปของฉัน ทำให้แม่ตาย… ฉันหนีมาตลอด ไม่เคยให้อภัยตัวเอง”
ฝนเข้ากอดรัตน์ ร้องไห้พร่ำ “ทุกคนต่างมีอดีต พังมาก่อนทั้งนั้น” พลอยเดินเข้ามาวางมือเบา ๆ ที่ไหล่ ฝนหันมามองณัฐ “นายมีอะไรจะบอกพวกเราไหม” ณัฐลังเลเม้มปาก ก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างกล้าหาญ “ฉันกลัวน้ำ เพราะตอนเด็กปล่อยน้องจมน้ำตาย ฉันโทษตัวเอง เสมอ… แต่รู้ไหม ฉันเลือกมาเกาะนี้หวังทดสอบตัวเองว่ายังมีค่าอะไรเหลือบ้างไหม” ความเงียบครอบงำชั่วขณะ บาสเดินถือไฟแช็คมาวางบนมือณัฐ “ถ้านายเผชิญหน้าความกลัวได้ แสดงว่านายกล้าพอจะเริ่มใหม่”
ในระหว่างเปิดเผยบาปและความลับ พลอยพบว่าตราสัญลักษณ์บนเหรียญโบราณตรงกับภาพบนผนัง เธอนำเหรียญแนบกับผนัง รอยแผลวาดไฟบนภาพวาดค่อย ๆ ส่องแสงสีแดงจาง ๆ เกิดแสงวูบทั่วโบสถ์ เสียงลมหวีดร้อง ทุกคนตกตะลึง
ป้าเอื้องเดินเข้ามาในโบสถ์ด้วยสายตาเศร้า เธอสารภาพเสียงแหบสั่นว่า “คำสาปแห่งเพลิงนี้เกิดจากความเกลียดชังข้ามรุ่นในอดีต ทุกยุคที่เหรียญยังอยู่ จะมีคนต้องตายด้วยไฟเกาะ ฉันเองคือทายาทผู้ดูแลคำสาปนี้ แต่ฉันไม่ต้องการมันอีกแล้ว… เสียใจที่ไม่ได้ยุติความเจ็บปวดเสียแต่ต้น”
พลันแสงไฟจากภาพเงือบลง พายุโหมแรงมากขึ้น ประตูโบสถ์เปิดเอง สิ่งเดียวที่ต้องทำคือปล่อยเหรียญลงทะเล ณัฐอาสา “ให้ผมไปเอง ผมจะเผชิญน้ำด้วยตัวเอง” แต่รัตน์ตัดสินใจสุดท้าย “ผมต้องรับผิดชอบคำสาปของครอบครัวผม ผมเป็นคนจุดไฟ ต้องเป็นคนจบ” ทั้งกลุ่มเถียงกันสั้น ๆ สุดท้ายรัตน์ถือเหรียญ วิ่งฝ่าพายุไปยังหน้าผา ทุกคนวิ่งตามด้วยหัวใจระทึก
ลมกระโชกจนร่างแทบปลิว รัตน์ยืนริมผาร้องไห้ดังก้อง ก่อนตัดสินใจเหวี่ยงเหรียญลงทะเล เสียงสายฟ้าฟาดเปรี้ยง ทันใดนั้นแสงสีแดงที่เคยทอในโบสถ์ดับวูบ ลมสงบ ก่อนรัตน์ทรุดตัวกอดเข่า ญาเข้าประคอง ณัฐฝืนใจเดินมาจับไหล่รัตน์ ฝนยิ้มพิรุธ และน้ำตารื้นปนโล่งใจ
พายุตกลงกลายเป็นสายฝนฉ่ำบนเกาะเช้าใหม่ ทุกคนยืนมองท้องทะเล เสียงวินหายใจลึก ๆ ฟื้นคืนสติ ญารีบวิ่งไปกอดเพื่อน ทุกคนรวมกลุ่มกอดกันแน่น ป้าเอื้องยืนห่าง ๆ ยิ้มเศร้า ก่อนเดินกลับไปที่เรือนหลังเล็ก ปิดเรื่องราวคำสาปเอาไว้กับความเงียบ
ณัฐสบตากับฝนอย่างเข้าใจ พูดสั้น ๆ “เรารอดมาได้ เพราะเรากล้าพอที่จะให้อภัยตัวเอง” รัตน์ยิ้มกล้า ๆ ทั้งน้ำตา พลอยจดบันทึกลงบนสมุด กลุ่มนักศึกษาร่วมกันเดินกลับบ้านด้วยใจใหม่ เงารอยแผลบนผนังโบสถ์ซ่อนอยู่ใต้แสงอรุณ รอการให้อภัยครั้งต่อไปในหัวใจมนุษย์ทุกคน