สงัดกลางสตูดิโอศิลปะ
แสงแดดยามสายส่องลอดหน้าต่างสูงของสตูดิโอศิลปะกลางกรุงเทพฯ ลงบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ โอมยืนประจันหน้ากับมัน มือยันขอบเฟรม เหงื่อผุดบนหน้าผากทั้งที่แอร์เย็น ไม่ใช่แค่ความร้อนแต่เป็นแรงกดดันบางอย่างที่รัดรึงในอก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ผ้าใบเปล่านี่แม่งคนละเรื่องกับที่ใครๆ ชอบพูดเลยวะ” โอมพึมพำกับตัวเอง เสียงสีขูดกับถาดยังเงียบเหนียม เมฆานั่งประจำโต๊ะทำงานอีกมุม กำลังลงเส้นด้วยดินสอในสมุดสเก็ต กรอบแว่นหนาเตอะทำให้เธอดูห่างเหิน
ศิรินเดินเข้ามาพร้อมใบหน้าอมยิ้มแต่สายตาหลบ มือเธอถือลูกกุญแจสตูดิโอ “เมื่อคืนนอนที่นี่อีกแล้วล่ะสิ โอม”
“อึ่ม ไม่เป็นไรหรอก ชินแล้ว” โอมตอบเรียบๆ ก่อนจะเหลือบไปเห็นรอยสีดำบนพื้น—รอยเส้นชอล์กลากยาวผิดปกติ
เมฆาเงยหน้าขึ้นสบตาศิรินแว่บหนึ่ง แล้วเลือกนั่งเงียบต่อ เธอเคลื่อนมือขีดเขียนต่อไปในสมุด—ภาพมือที่กำเจ้าบางสิ่งแน่นแนบอก
“ใครวาดรูปตาเส้นเดียวบนผนังเหรอ?” ศิรินถาม เพลงลมผ่านเข้าห้องเสียงแผ่ว
“ไม่ได้วาด” โอมกับเมฆาตอบพร้อมกัน
ทุกคนเงียบ ต่างเหลือบมองผนังจังหวะเดียวกัน ภาพตาสีดำโค้งเป็นเส้นหยาบ ชวนขนลุก
จู่ๆ เสียงประตูไม้หนักก็เปิดออก “เฮ้—ขอโทษที่มาสาย!” แววปรากฏตัว ผมเปียกและกลิ่นสบู่จางๆ ประกายตาสดใสแต่แฝงอะไรบางอย่าง “เมื่อคืนมีใครปิดไฟห้องตรงทางเดินไหม?”
ศิรินส่ายหน้า “เรากลัวความมืดอยู่นี่”
เสียงหัวเราะอึมครึมเคลื่อนผ่าน โอมเม้มปากแน่น ลมหายใจสั้น ศิรินหยิบสมุดวาดขึ้นมาวางหน้าตัวเอง ราวกับกำบังสิ่งที่ไม่กล้าสบตา
แสงจากภายนอกเปลี่ยนเป็นขุ่นมัว ก้อนเมฆหนาทึบลอยเฉียดกระจก ฝนยังไม่มา แต่แรงดันในห้องนั้นเริ่มอบอวล
บ่ายวันเดียวกัน แววนั่งวาดภาพไม้ขีดจุดไฟบนผืนผ้าใบขนาดเล็ก “เราอยากรู้ว่าความกลัวหน้าตาเป็นยังไง” เธอรำพึง ขณะที่โอมเดินวนรอบโต๊ะ ติดต่อหาแรงบันดาลใจ แต่ดูเหมือนทุกแรงใจจะดึงเขาดิ่งสู่หลุมดำ
เมฆาร่างรูปใครบางคนที่ใบหน้าถูกลบออก “ถ้าเราไม่อยากจำคนคนนั้นล่ะ?” เสียงเธอเบา ศิรินเงียบตาม
จู่ๆ ก็มีเสียงขูดของบางอย่างจากใต้โต๊ะ แววชะโงกดู ไม่มีอะไร นอกจากสายตาเมฆาที่สะท้อนระแวดระวัง มือโอมหยิบพู่กัน เคร่งเครียด
ค่ำวันนั้น ทั้งหมดออกไปหาอะไรกินกันก่อนกลับ เมฆาเป็นคนล็อกสตูดิโอ ปลดลูกกุญแจด้วยนิ้วมือที่สั่นนิด ๆ โอมหยุดข้างประตู “แกโอเคไหม?”
“กูแค่…เหมือนโดนจ้องอยู่ตลอดเวลา” เมฆากระซิบ ชั่วขณะนั้น ใครสักคนเดินผ่านข้างหลังปรากฏเพียงเงา
คืนนั้น ศิรินนอนไม่หลับ เธอเปิดสมุดวาดภาพหน้าตัวเองที่ล้อมด้วยมือไม่รู้จักนับสิบ ศิรินควักโทรศัพท์ส่งข้อความหาแวว ไม่มีใครตอบ
รุ่งเช้า เมฆามาถึงเป็นคนแรก เห็นประตูห้องเปิดแง้มและรอยเท้าชื้นบนพื้นไม้ รอยชอล์กยังคงลากยาวไปถึงหน้าผนัง ‘ตา’ — วันนี้ขยายใหญ่ขึ้น
โอมเดินตามมา “เมื่อคืนใครเข้าอีกรึเปล่า?” เมฆามองสบสายตาเขาที่ยังค้างแวววิตก
ศิรินเข้าห้องเงียบๆ “แววล่ะ?”
ความเงียบปกคลุม ทั้งหมดเริ่มออกตามหา ภายในห้องน้ำ หลังตู้เก็บของ หลังผ้าม่าน ไม่มีใคร — แววหายตัวไป
ช่วงบ่าย ตำรวจเข้าตรวจสอบสตูดิโอ ประตูหน้าต่างไม่มีร่องรอยงัดแงะ ศิรินกลั้นน้ำตาเมื่อถูกถามเรื่องสุดท้ายที่เห็นแวว “เราทะเลาะกัน…” เธอเสียงสั่นเม้ม
เมฆากำซองดินสอแน่น “เมื่อคืน…เหมือนได้ยินเสียงคนปลุกแต่ไม่กล้าออกมา” เธอกลืน น้ำเสียงแข็งกระด้างเร็วพลัน
โอมยืนนิ่ง ไม่กล้าบอกว่าวาดภาพคนในฝันเมื่อคืนไว้บนผ้าใบเปล่า — ภาพที่หน้าตาราวกับแวว แต่ในนั้นมีเงา ‘ตา’ สีดำอยู่ในนัยน์ตา
เมื่อค่ำลง ทั้งสามกลับมานั่งร่วมโต๊ะในสตูดิโอ ไม่มีใครพูดอะไรกันนาน เมฆากุมมือตัวเองจนขาวซีด ศิรินเอื้อมมือมาวางเบา ๆ “เราจะหาทางช่วยแวว…”
“บางที…แววอาจไม่อยากให้เราเจอ” โอมพูดคล้ายยอมจำนน สายตาแล่นไปยังรูปตาดำๆ บนผนังที่เพิ่มเข้ามาอีกรูป
คืนต่อมา โอมอยู่เฝ้าสตูดิโอคนเดียว เสียงขูดแผ่ว ๆ ดังขึ้นซ้ำๆ เหมือนมีใครเขียนบนพื้น โอมรวบรวมความกล้าหยิบไฟฉายเดินตามเสียง ไปจนถึงมุมมืดสุดของห้อง พบรูปตาดำใหม่ปรากฏบนพื้นไม้
จู่ ๆ เสียงหัวเราะของแววดังในเงามืด รูปตาขยับเล็กน้อย โอมถอยหลังชนผนัง มือสั่น “ถ้าแกอยู่ตรงนี้…ออกมา”
ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงอากาศเย็นวูบพาดผ่านหลัง โอมหลับตาแน่น ยกมือจับอกตัวเอง
วันรุ่งขึ้น ศิรินกับเมฆามาพบโอมที่นอนอยู่ริมหน้าต่าง สีหน้าอกสั่น “แวว…แกเห็นแววมั้ย?” โอมส่ายหน้า “แต่เหมือนเมื่อคืนได้ยินเสียงเรียกชื่อ…หรือมันแค่ความกลัว”
ทั้งสามหยิบสมุดวาดเขียนของแววมาดู พบหน้าสุดท้ายเป็นภาพตัวเองยืนอยู่ในห้องแต่ถูกตาดำมากมายรายล้อม ศิรินน้ำตาไหล
เวลาผ่านไป ความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความสับสน โอมแยกตัวออกมาใช้เวลาคิด ทบทวนความผิดในอดีต — ครั้งหนึ่งเขาเคยใส่ร้ายเพื่อนเรื่องในสตูดิโอจนเกือบถูกไล่ออก มันฝังใจ รู้สึกผิดเรื้อรัง
คืนถัดมา ท่ามกลางความเงียบ ศิรินเจอปากกาแววและเสียงซุบซิบ “เธอยังอยู่ที่นี่” ศิรินลูบภาพวาดของแวว “ถ้าได้ฟังกัน อย่าจากไปแบบนี้…” น้ำเสียงเจ็บปวดสะท้อนความรักและความผิดพลาด
เมฆาเห็นอีกมุมหนึ่ง ทุกครั้งที่หลับเธอฝันร้ายถึงเสียงขูดและเงาดำ เธอพยายามระบายอารมณ์ลงในภาพ มือเริ่มบาดเจ็บจากการขีดมากเกินไป
ในที่สุดทั้งสามตัดสินใจระบายสีทับ “ตา” สีดำบนผนังด้วยกัน ขณะนั้นแสงไฟกะพริบ อุณหภูมิในห้องลดวูบ เสียงขูดปรากฏขึ้นหนักกว่าเดิม จิตใจต้านทานไม่ไหว เมฆาหยุดมือ “ถ้าเราทำพลาด…ถ้าเป็นความผิดเรา…”
โอมเคลื่อนมาสวมกอดศิริน พูดช้าๆ “อดีตมันไม่หายไปหรอก แต่เราทำได้แค่ยอมรับ”
ทันใดนั้น ภาพแววเงียบงันปรากฏวูบในกระจกหน้าห้อง รอยยิ้มเศร้าผุดบนใบหน้า สายตาตัดพ้อร้องขออภัยทั้งสาม
เวลาเดินช้า ศิรินพูดเบา “ขอโทษนะ…แวว” น้ำตาไหลตกลงบนพื้นไม้ เงา ‘ตา’ ในผนังแปรเปลี่ยนเป็นภาพใบหน้าของแววแฝงรอยยิ้มจาง ๆ ก่อนจางหายไปกับแสงอรุณเช้าวันใหม่
สตูดิโอกลับเงียบสงัด ผ้าใบที่เคยว่างเปล่าเต็มไปด้วยร่องรอยสีสัน เรื่องราวและความรู้สึก เบื้องหลังแต่ละผลงานคือตราบาปและความกล้าหาญที่เลือกเผชิญวันพรุ่งนี้
โอม ศิริน เมฆา ต่างขีดเส้นใหม่ในชีวิต ไม่ใช่เพื่อใครแต่เพื่อตัวเอง แววไม่กลับมา แต่ความสัมพันธ์ที่เหลือเปลี่ยนไปนิรันดร์
ในแสงแดดยามเช้าสาดเข้ามาอีกครั้ง พื้นไม้สะท้อนประกายไร้รอยชอล์ก เสียงหัวเราะแผ่วเบาของแววยังแว่วอยู่ในใจของทุกคน พร้อมแรงบันดาลใจในการให้อภัย ไม่ใช่คนอื่น — แต่คือตัวเอง