เกาะเงาพราง
เสียงล้อเรือไม้ลากไปตามผืนทราย แดดบ่ายฉายลงบนใบหน้าเหงื่อซึมของอัย – เด็กสาวผิวแทนดวงตาแข็งกล้า เธอหยุด ยกมือบังแสงทั้งที่ริมฝีปากแตะแค่รอยยิ้มบาง ๆ ตรงหน้า ทิวทัศน์เกาะกลางทะเลทอดยาว บ้านไม้เก่าร้างสะท้อนประกายแดด มีแต่เสียงคลื่นเป็นเพื่อน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นี่เหรอ…บ้านพักฤดูร้อนที่เคยฮิตเมื่อสมัยป้ากับลุง?” เอิร์ธ หนุ่มแว่นเจ้าระเบียบ พูดเสียงติดประชดขณะดึงเป้เปื้อนฝุ่น เด็กชายอิฐร่างผอมตัวสูง มองสำรวจรอบข้างอย่างกังวล สายตาวนไปที่น้ำทะเลสีเข้มอึมครึม
“จะบ่นไปทำไม ไม่รู้เหรอว่านี่เป็นโอกาสเดียวที่เราจะปลีกวิเวกจากโลกยุ่งเหยิงบ้าง” ใบหม่อน เด็กสาวรอยสักน้อย ๆ บนท่อนแขน ยักไหล่หว่านล้อม เอิร์ธถอนใจ สบตาอัยแวบหนึ่งคล้ายปรึกษาเงียบ ๆ
“ก็ถ้ามันไม่มีสัญญาณมือถือ ใครรับผิดชอบถ้ามีอะไร?” นนท์ หนุ่มเต็มไปด้วยความลังเลเปล่งเสียงแผ่ว แก้มแดงระเรื่อด้วยความร้อนและความประหม่า จ๋า เด็กสาวร่างเล็กตัดผมสั้นเพราะอกหักยืนกอดอกไม่พูดอะไร
ห้านักเรียนม.6 ต่างคนต่างนิสัยยืนเงียบกับเงาของตัวเองก่อนจะลากของขึ้นม้าไม้หน้าบ้านร้าง เสียงเก้าอี้เก่าดังโครมเมื่ออัยนั่งลง เธอยืดตัวลูบผมเปีย นิ้วหัวแม่มือแตะรอยแผลเป็นเก่าตรงข้อมืออย่างไร้สติก่อนเอ่ยขัดจังหวะความอึดอัด
“เราเริ่มสำรวจรอบเกาะเลยมั้ย? ใครอยากไปกับเรา”
พื้นดินใต้เท้าโผล่ซากไม้เก่า หญ้ารกครึ้ม กลิ่นดินกับความชื้นแฝงจาง ๆ ทุกก้าวทำให้ใจเต้น ระหว่างก้าวเดินอิฐหยุดกะทันหันแล้วกระซิบแผ่ว “เหมือนได้ยินเสียงคน”
ไม่มีใครขำมีแต่ความเงียบและตากันสำรวจรอบ นนท์กลืนน้ำลาย เสียงนกร้องแว่วผ่านใบไม้
จ๋าหยิบสมุดจดขึ้นมาวาดอะไรบางอย่าง เอิร์ธก้มมองแล้วยิ้มมุมปาก “กลัวใช่ไหม?” จ๋าส่ายหน้าแต่ไม่พูด มือออกแรงขีดเส้นเข้มลงบนกระดาษเหมือนระบายทุกอย่างออกทางนั้น
ระหว่างเดินข้ามรอยร้าวบนพื้นดิน อัยหยุดเมื่อเห็นเศษกระจกแตกวางเรียงคล้ายเครื่องหมาย จ๋าเงยขึ้นสบตาอัย “ใครมาวางไว้?”
ทุกคนก้มสำรวจ เงาสะท้อนบนกระจกแวบหนึ่งเห็นชายแก่ยืนไกลริมป่า เมื่อพวกเขาหันมองตรง ๆ ไม่มีใครอยู่
“อย่าคิดมาก อากาศทำให้ภาพลวงตา” ใบหม่อนพยายามพูด สายตายังไหววูบ แต่ในใจเริ่มกลัวสิ่งมองไม่เห็น
ค่ำลงจังหวะช้อนส้อมกระทบถ้วยขัน สมาคมอาหารทะเลง่าย ๆ เปิดวงเงียบงัน
“ทำไมไม่มีคนอื่นบนเกาะเลย?” อิฐเอ่ยเสียงเบา ใบหน้าเงยสบตาอัยเหมือนขอคำตอบ อัยก้มหน้า กระซิบ “เขาเคยบอกว่าที่นี่มีประวัติ… แต่ฉันไม่รู้ทั้งหมด”
เอิร์ธแทรก “อัย เธอมาที่นี่ทำไมจริง ๆ?” ทุกคนหันมอง เธอหลบตาไม่ตอบ จ๋าจดคำถามลงกระดาษ
ท่ามกลางความอึดอัด ใบหม่อนลุกขึ้น ไล่เส้นผมหลังใบหูก่อนเอ่ย “ทุกคนมีเหตุผลที่หนีมา เราไม่ต้องพูดก็ได้”
บรรยากาศเย็นลง นนท์ชะเง้อมองทะเลก่อนกระซิบ “ทำไมผมนึกว่าเห็นใครยืนตรงชายป่าเมื่อกี้?”
ไฟฉายส่องไปเห็นแต่เนินทรายว่างเปล่า เอิร์ธกลอกตา “ถ้าเธอกลัวจนเห็นภาพก็หลับก่อนดีมั้ย”
คืนนั้น ทุกคนตื่นกลางดึก จ๋าลุกขึ้นจากที่นอนแล้วหายตัวไป เมื่ออัยตื่นขึ้นก็พบแต่เศษกระดาษขีดเขียนบางประโยค ‘อย่าปล่อยให้ใครตามจากเงา’
เสียงลมหวีดผ่านช่องหน้าต่าง ทุกคนตื่นขึ้นพร้อมกัน อิฐหน้าเผือด “จ๋าไปไหน?” ความตระหนกแผ่ซ่าน มองหน้ากันไปมาเหมือนจะประเมินว่าใครพูดความจริง
เอิร์ธค้นของจ๋าอย่างเร่งรีบ เขาพบกล่องไม้เก่าใต้เตียง เปิดออกเจอภาพวาดใบหน้าชายแก่เหมือนที่เห็นในเงากระจก คำถามสุมหัว “จ๋าเกี่ยวข้องอะไรกับชายแก่กับเกาะนี้?”
อัยนิ่ง มือกำแน่น เหงื่อเย็นผุดกลางฝ่ามือ นนท์จับหัวไหล่เธอเบา ๆ “เธอต้องรู้บางอย่างใช่ไหม?”
อัยกัดฟัน มองรอบห้อง ชั่งใจเงียบไปนาน “พ่อกับแม่ฉันเคยติดอยู่ที่เกาะนี้…” เสียงเธอเบาสั่น “แต่ผู้ใหญ่ไม่เคยเล่าอะไรให้ฟังนอกจากชื่อของชายแก่ในตำนาน”
อิฐพูดขึ้น “เราต้องออกไปตามหาจ๋า” หัวใจของทุกคนเต้นระรัว เอิร์ธหายใจเฮือก “แต่พายุเข้า เรือก็ไม่มี” ใบหม่อนพูดสั้น ๆ “งั้นเราต้องเดินป่ากลางคืน”
แสงไฟฉายส่องแหวกความมืด พวกเขาก้าวสู่ป่า เสียงฝีเท้าก้องในความเงียบ หูฟังคำกระซิบจากต้นไม้ อิฐหยิบมีดทำครัวออกมา “แค่ป้องกันตัว” เขาวางน้ำเสียงให้เบา
เอิร์ธเดินตามหลัง ผิวปากห้วน ๆ ใจจริงมือสั่น “เคยคิดมั้ยว่าคนเราซ่อนอะไรได้แนบเนียนแค่ไหน?”
อัยชะงักเท้า แสงฉายสะท้อนเศษกระจกซ้อนทบเป็นทางเดิน พวกเขาเดินตามไปจนถึงบ้านไม้เก่าที่ซ่อนอยู่ในป่า ประตูเปิดอ้า เสียงหวีดร้องแหลมดังมาจากข้างใน
“จ๋า!” ทุกคนตะโกนลั่นพร้อมกัน รีบกรูกันพรวดเข้าไปในเงามืด
กลางห้อง จ๋านั่งกอดเข่าในมุมมืด ร่างสั่น มือปกป้องภาพวาดชายแก่ ใบหน้าตื่นตระหนก “เขาบอกว่าต้องอยู่ให้ห่างแสงไฟ อย่าให้เงาทับเรา” เธอกระซิบ น้ำเสียงแฝงความหวาดหวั่นสุดขีด
เอิร์ธเดินเข้าใกล้ “เงาอะไร?”
จ๋าสบตาอัย “เขาติดอยู่ในเงา เขาไม่ได้ไปไหน”
ใบหม่อนทอดเสียงต่ำ “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องผีใช่มั้ย?”
อัยยืนนิ่ง หมัดสั่นด้วยความกลัว เธอยอมรับออกมาช้า ๆ “ชายแก่คนนั้น… เขาคือญาติฉันเอง เขาคือคนเดียวที่หนีออกจากเกาะนี้ไม่ได้ตั้งแต่สมัยสงคราม”
น้ำตาอัยไหลริน “แม่เคยบอกว่าชีวิตของครอบครัวต้องผูกกับเกาะนี้ ถ้ามีใครหนีไป เงาของชายแก่จะตาม พวกเราถึงได้ฝันร้ายเหมือนกันหมดตั้งแต่วันแรก”
เอิร์ธเงียบไปนานก่อนเสียงสั่น “งั้นถ้าเราไม่ออกจากเกาะ เงานั้นจะหยุดตามมั้ย?”
นิ่งเงียบ ไม่มีคำตอบ ท้องฟ้าข้างนอกมีสายฟ้าผ่าแสงวาบ เงาของทุกคนทาบทับกันเป็นวงกลมใต้แสงเทียน
อิฐซับเหงื่อบนหน้าผาก “ถ้าเราทำใจยอมรับอดีตได้ จะเป็นอิสระใช่ไหม?”
ใบหม่อนเงยหน้าสบจ๋าที่ยิ้มปนร้องไห้
เสียงคลื่นดังขึ้นอีกครั้ง เงาในห้องเปลี่ยนรูป ชายแก่ในภาพวาดค่อย ๆ ลบเลือน จ๋าลุกขึ้นดึงมืออัย “เราไม่ต้องหลบเงาอีกแล้ว มันเกิดจากความกลัวในใจ”
อัยหันไปกอดเพื่อน น้ำตาเปื้อนแก้ม ทุกคนโอบกอดกันใต้แสงเทียน ความกลัวจางหาย แสงตะวันเช้าส่องผ่านหน้าต่าง เงาดำสลายไป เหลือแต่เสียงหัวเราะปนน้ำตา เหลือแต่กลิ่นไอทะเลอุ่น ๆ และเพื่อนแท้ที่กล้าเผชิญอดีตของตนเอง