เสียงสะท้อนในบ้านเก่า
เสียงลมกรรโชกกระแทกหน้าต่างไม้เก่า วิชุดายืนอยู่หน้าประตูบ้านไม้สองชั้นที่ฝุ่นจับหนา เธอหายใจลึก ก่อนเอื้อมมือไปแตะลูกบิดสนิมขึ้นสนิมลง สะกดกลั้นใจ แล้วผลักประตูเข้าไปในบ้านที่เธอไม่ได้เหยียบย่างมานานกว่าสิบปี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!กลิ่นอับและกลิ่นเก่า ๆ ของไม้ผุอบอวลในอากาศ วิชุดาก้าวช้า ๆ ผ่านห้องโถง เฟอร์นิเจอร์คลุมผ้าขาว เต็มไปด้วยฝุ่นหนา เธอหยุดลงหน้าบันได มองขึ้นสู่ชั้นสองที่มืดทึบเหมือนรอคอยอะไรบางอย่าง
“อยู่ได้คนเดียวจริงเหรอ?” เสียงของพลอย เพื่อนรักดังขึ้นจากข้างหลัง พลอยลากกระเป๋าเข้ามา ช่วยจัดการของและเดินสำรวจด้วยกัน วิชุดาไม่พูดอะไร แค่พยักหน้าเล็กน้อย สายตายังจับจ้องบันไดเก่า ๆ
ทั้งสองจัดของจนฟ้ามืดลง เงียบสงัดจนน่าประหลาด เสียงนกร้องขานและเสียงไม้ลั่นกรอบแกรบดังเป็นระยะ ข้าวของในบ้านยังอยู่ครบ บางชิ้นเหมือนถูกจัดวางใหม่ ๆ ทั้งที่บ้านนี้ไม่มีใครอาศัยนานแล้ว
“ทำไมต้องกลับมานะ?” พลอยพูดเสียงเบา ขณะลูบมือไปบนโต๊ะกินข้าว “บ้านนี้…มันทำให้รู้สึกไม่ดี”
วิชุดาไม่ตอบ เธอเพียงยิ้มจาง ๆ แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล “มันมีบางอย่างที่ฉันต้องรู้…ต้องเห็นด้วยตัวเอง”
กลางคืนมาถึงอย่างรวดเร็ว วิชุดานอนไม่หลับ เสียงนาฬิกาโบราณเดินช้า ๆ ทุกวินาทีดูยาวนาน จู่ ๆ ก็มีเสียงเหมือนคนเดินอยู่ชั้นบน วิชุดาขยับตัว หัวใจเต้นถี่ พลอยเองก็ลุกขึ้นมาดู
“เธอได้ยินไหม?” พลอยกระซิบ พลางมองขึ้นไปบนเพดาน
“อาจจะหนู” วิชุดาพยายามพูดกลบเกลื่อน แม้รู้ดีว่าเสียงนั้นหนักเกินกว่าจะเป็นสัตว์เล็ก ๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น หมอกจาง ๆ ปกคลุมรอบบ้าน วิชุดาเดินสำรวจสวนหลังบ้าน พบศาลไม้เก่า ๆ ที่เธอจำไม่ได้ว่าเคยมีอยู่ตรงนั้น กลิ่นดินชื้นและเศษซากบางอย่างใต้ศาล ทำให้เธอใจคอไม่ดี
“เมื่อคืนฉันฝันแปลก ๆ” พลอยพูดขณะนั่งกินข้าวต้ม “ฝันเห็นผู้หญิงผมยาวเดินผ่านหน้าต่างห้องเรา”
“ไม่ต้องคิดมากหรอก” วิชุดาฝืนยิ้ม พลางก้มหน้ากินข้าว ทั้งที่มือสั่นเล็กน้อย
เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นที่ประตูบ้าน พลอยลุกไปเปิด พบยายบุญเรือน คนแก่ในหมู่บ้าน ยายยื่นถุงอาหารพร้อมสายตาแปลก ๆ
“อย่าเดินออกไปหลังบ้านตอนค่ำ ๆ เด้อหลาน” ยายบุญเรือนพูดเหมือนเตือน ก่อนหันหลังกลับไปอย่างเงียบเชียบ
กลางคืนถัดมา เสียงฝีเท้ากลับมาอีกครั้ง คราวนี้ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ พลอยเริ่มปริวิตกมากขึ้น เธอขอให้วิชุดาย้ายไปนอนห้องเดียวกัน แต่วิชุดายังคงยืนยันจะค้นหาคำตอบเกี่ยวกับความทรงจำในวัยเด็กที่พร่าเลือน
ในขณะที่พลอยหลับ วิชุดาเดินสำรวจชั้นบน เสียงแปลก ๆ ดังมาจากห้องเก็บของ เธอค่อย ๆ ไขกุญแจเปิดเข้าไป ในห้องเล็ก ๆ มีแต่กล่องเก่า หนังสือ สมุดบันทึกและกรอบรูปที่ฝุ่นจับหนา
วิชุดาหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งขึ้นมา เปิดอ่านอย่างระแวดระวัง ข้อความในนั้นเต็มไปด้วยถ้อยคำสับสน เหมือนคนเขียนสติแตก “อย่าไว้ใจเงาในกระจก… มันจะเอาชีวิตเจ้า…”
วิชุดากลืนน้ำลาย หันไปมองกระจกเก่าในมุมห้อง เธอเห็นเงาตัวเองจาง ๆ ในกระจก แต่มันเหมือนจะขยับช้ากว่าตัวจริงเล็กน้อย
เช้าวันถัดมา พลอยเริ่มพูดน้อยลง ดวงตาเธอมีรอยคล้ำและหวาดระแวง วิชุดาเองก็เริ่มละเมอเวลาหลับ เหมือนมีบางอย่างมากระซิบข้างหูว่า “อย่ากลับมา…ออกไป…”
“เราออกไปกันเถอะวิ” พลอยพูดด้วยเสียงสั่น “ฉันรู้สึกเหมือนมีคนเฝ้าดูเราอยู่ทุกคืน”
“แต่ฉันยังไปไม่ได้…ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าพ่อกับแม่ฉันหายไปไหน…” น้ำเสียงของวิชุดาสั่นเทา
พลอยนิ่งเงียบ สายตาหลบเลี่ยง เหมือนปกปิดบางสิ่งที่ไม่กล้าพูดออกมา
เย็นวันนั้น ฝนตกหนัก สายฟ้าแลบสว่างวาบ วิชุดาเดินไปที่ศาลเก่า พบรอยเท้าที่เปียกชื้นนำไปสู่ใต้ถุนบ้าน เธอเดินตามรอยเท้านั้นลงไป พบกล่องไม้ใบเล็กวางอยู่ใต้บันได
ในกล่องมีจี้ห้อยคอเก่าและรูปถ่ายครอบครัว รูปที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน หน้าของแม่เธอถูกขีดฆ่าอย่างรุนแรง ใต้ภาพมีข้อความว่า “เธอต้องจ่าย…เธอต้องอยู่”
เสียงลมหายใจดังขึ้นข้างหลัง วิชุดาหันกลับไปอย่างรวดเร็ว แต่พบเพียงเงาวูบไหวและความว่างเปล่า
คืนนั้น วิชุดานอนหลับคาแสงไฟ เธอรู้สึกเหมือนมีมือเย็นเฉียบแตะไหล่ เธอสะดุ้งตื่น พบพลอยนั่งอยู่ปลายเตียง สีหน้าแข็งกระด้าง
“วิ…ถ้าเธอจำอะไรได้ อย่าบอกใครนะ” พลอยกระซิบ
วิชุดางงงวย “หมายความว่าไง?”
พลอยชะงัก น้ำตาคลอ “บางเรื่อง…มันอันตราย” เสียงพลอยสั่นเครือ แล้วเธอก็ลุกออกจากห้องโดยไม่พูดอะไรต่อ
ในความเงียบของบ้าน วิชุดาเดินไปส่องกระจกในห้องน้ำ เห็นเงาของตัวเองยืนนิ่ง แต่มือในเงากลับขยับช้ากว่าตัวจริงอีกครั้ง นัยน์ตาของเงานั้นกลับมีแสงวูบวาบประหลาด
รุ่งเช้า ยายบุญเรือนกลับมาอีกครั้ง คราวนี้นำเครื่องเซ่นไหว้พร้อมสายตาเศร้า ๆ “บ้านนี้มันกินคน…หนูอย่าอยู่เลยนะ”
“มันเกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่?” วิชุดาถามเสียงแข็ง
ยายบุญเรือนนิ่งไปนาน ก่อนพูดเสียงเบา “มีบางอย่างที่ไม่สมควรตื่นขึ้นมา…แต่พ่อแม่หนู…เขาปิดไม่อยู่…”
บรรยากาศในบ้านเริ่มหนักอึ้ง ทุกคืนเสียงฝีเท้ายังคงวนเวียน เงาในกระจกกลับดูเด่นชัดขึ้น พลอยเริ่มพูดถึงเสียงกระซิบในหัว วิชุดาเองก็เริ่มเห็นเงาดำวูบไหวในหางตา
มีคืนหนึ่ง พลอยหายตัวไป วิชุดาตื่นขึ้นมาในความมืด พบประตูบ้านเปิดอ้า เธอออกตามหาเพื่อนในฝนที่ตกกระหน่ำ พบแต่ร่องรอยเท้าเปียกน้ำพาไปยังศาลเก่าหลังบ้าน
เสียงกระซิบวนเวียนในอากาศ “เธอเห็นใช่ไหม…เธอจำได้ไหม…”
ใต้ศาล วิชุดาพบกล่องไม้ใบเดิม แต่คราวนี้เปิดออกมาเจอกระดาษแผ่นหนึ่ง เขียนด้วยลายมือแม่ของเธอ “เราไม่รอด…ให้อภัยฉันด้วย”
เสียงประตูบ้านดังปังแรง วิชุดาวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน พบเงาในกระจกสูงใหญ่ผิดปกติ เธอตะโกนเรียกพลอย แต่ไม่มีเสียงตอบ
ขณะวิชุดาตรึงสายตากับเงานั้น เงามืดก็สั่นไหวคล้ายจะทะลุออกมาจากกระจก เธอถอยหลังแต่สะดุดล้มลงกับพื้น เสียงกระซิบดังขึ้นรอบตัว “อดีตไม่เคยจากไป…เจ้าต้องอยู่…อยู่ที่นี่…”
แสงไฟในบ้านดับวูบ ทุกอย่างเคลื่อนไปในความมืด วิชุดาตะโกนสุดเสียง มือคว้ากล่องไม้แน่น น้ำตาไหลริน เงาในกระจกยื่นมือออกมาแตะไหล่เธอเบา ๆ เย็นเฉียบและหนักอึ้ง เธอไม่มีแรงจะดิ้นหนี
เสียงประตูดังขึ้นอีกครั้ง พลอยปรากฏตัวในความมืด สีหน้าเรียบเฉย “ออกไปเถอะวิ…เธอไม่ต้องอยู่ที่นี่”
“แต่ฉัน…ฉันทำไม่ได้…” วิชุดากระซิบเสียงแผ่ว
พลอยเดินเข้ามาใกล้ แสงฟ้าแล่บสว่างวาบ ทำให้เห็นน้ำตาไหลอาบแก้มพลอย “เราทุกคนถูกเลือกแล้ว…บ้านนี้ไม่ปล่อยใครไปหรอก”
เช้าวันใหม่ วิชุดาตื่นขึ้นมาในบ้านที่เงียบสงัด ไม่มีร่องรอยของพลอย ไม่มีเสียงใด ๆ มีเพียงเสียงฝีเท้าเบา ๆ ที่สะท้อนอยู่ในบ้านเก่า เงาในกระจกยังรอคอยและเสียงกระซิบยังคงวนเวียนในอากาศ
วิชุดานั่งนิ่งในห้องรับแขก รู้ตัวว่าตนเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของบ้านนี้ไปแล้ว เธอหลับตา ปล่อยให้น้ำตาไหล ความทรงจำที่หายไปค่อย ๆ กลับมา แต่มันสายเกินกว่าจะหนี
เสียงฝีเท้า ฝีมือ กระซิบ และเงา…จะยังคงวนเวียนในบ้านหลังนี้ตลอดไป