ระยะห่างระหว่างใจ
เสียงรถเมล์สาย 120 ค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านประตูมหาวิทยาลัย รัตน์ยืนมองไฟหน้าเส้นยาวที่คลายหายไปในความมืด มือกดมือถือ เนื้อเพลงที่เขาฟังในหูฟังนั้นดังแว่วเพียงเบาๆ เขาหันมองบรรยากาศรอบๆ แผงลอย ข้าวเหนียวหมูปิ้งถูกห่อพลาสติกวางบนโต๊ะ สองเท้าของเขาเหมือนฝังแน่นบนพื้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เช้านี้ฝนโปรยลงมาเบาๆ เหมือนคนไม่แน่ใจจะตกแรง หรือจะหยุดฟ้าใส รัตน์เดินผ่านระเบียงหอพัก พบกับเสียงหัวเราะที่เพื่อนร่วมห้องสามคนถกกันเรื่องฟุตบอล เขายกมือไหว้ก่อนจะล้วงกระเป๋าเดินผ่านโดยไม่สบตาใคร สายตาเขาหลีกหนีการปะทะกับโลกภายนอกบ่อยครั้ง แต่ลึกๆ ในใจเขากลัวแค่ความโดดเดี่ยว ที่วันหนึ่งจะขยายใหญ่จนไม่มีพื้นที่เหลือให้ความสุข
ด้านข้างประตูห้องเรียน ศุภนิดากำลังถอดรองเท้าหน้าห้องเมื่อโทรศัพท์สั่น เธอกดรับ เสียงคนที่บ้านถามสั้นๆ ว่ากินข้าวหรือยัง น้ำเสียงเย็นชาทำให้เธอรีบตอบสั้นๆ ก่อนจะถอนหายใจ เธอยิ้มกลบเกลื่อน ก่อนจะเดินไปนั่งด้านหลังคลาสพร้อมเปิดโน้ตบุ๊ค ทว่าใจเธอชอบขีดเขียนมากกว่าสิ่งใด โลกความฝันที่อยากเป็นนักเขียนถูกกั้นขวางด้วยความคาดหวังของบ้านที่อยากให้เป็นอาจารย์
ในคลาสเรียนวิชาวรรณกรรม บทสนทนาของอาจารย์กับนิสิตจบลงด้วยการบ้านกลุ่ม รัตน์และศุภนิดาถูกจับให้เป็นกลุ่มเดียวกัน เธอจดชื่อเขาอย่างเงียบๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเจอรอยยิ้มแปลกใจจากเขา เขาหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “เราว่าข้อมูลนี้น่าจะหาได้ที่ห้องสมุดนะ ไว้เจอกันตอนเย็นได้มั้ย”
เสียงแมวหน้าตึกที่ร้องดังราวกับตำหนิชีวิต เธอชะงัก เขาเองก็มองตาม เธอยิ้มจาง “เอ่อ…เย็นนี้ว่างค่ะ พบกันที่ห้องสมุดนะคะ” บทสนทนาแรกจบลงด้วยความเก้อๆ กล้าๆ ก่อนเธอเดินจากไป ต่างคนต่างหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยไม่รู้ตัว
ในห้องสมุดอุณหภูมิหนาวเฉียบ ทั้งคู่หาโต๊ะมุมนั่ง รัตน์เปิดโน้ตบุ๊ค เริ่มค้นข้อมูล แต่ศุภนิดานั่งตาลอย เพ่งมองนอกหน้าต่าง เฉยชาต่อชีวิตรายล้อม รัตน์เหลือบมองจดหมายข้างๆ เป็นต้นฉบับที่เธอลืมปิด เขาอ่านชื่อเรื่องแวบเดียว “ดาวตกในเช้าวันฝน” ก่อนรีบหลบสายตา เธอรีบเก็บต้นฉบับไว้ใต้โต๊ะ
รัตน์กระแอม “ชอบเขียนเหรอ”
ศุภนิดาเงียบไปแล้วตอบเบา ๆ “ก็…ถ้าเป็นโลกในนั้น ทุกอย่างมันควบคุมได้ แต่ชีวิตจริงมัน…ไม่ง่ายเนอะ” เธอกระตุกยิ้ม
“คนเรา…ก็แค่เลือกสิ่งที่กลัวน้อยที่สุด” รัตน์สบตา เขาแอบคิดถึงความกลัวในใจตัวเองที่ไม่กล้ายอมรับ
งานกลุ่มผ่านไปครึ่งทาง พวกเขานั่งใกล้กันมากขึ้น การบ้านที่เริ่มต้นจากความเงียบค่อยๆ เปลี่ยนเป็นบทสนทนาเรื่องชีวิต ความฝัน และอดีต รัตน์เล่าว่าครอบครัวหวังจะให้เขากลับไปช่วยกิจการที่บ้าน แต่เขากลัวจะไม่มีทางเลือก ศุภนิดายิ้มเศร้า ชวนคุยเรื่องนิยาย เธอแซวว่า “ถ้าตัวเอกกลัวทุกอย่าง แล้วคนอ่านจะลุ้นอะไร”
“คนเล่าเรื่องอาจจะกลัวที่สุดเลยก็ได้” รัตน์ตอบ น้ำเสียงแฝงรอยอ่อนโยน
ค่ำวันหนึ่ง ฝนตกหนัก เสียงเปียกชื้นรอบมหาวิทยาลัย ศุภนิดายืนรอรถเมล์รัตน์ถือร่มเดินผ่านมา เขาชะงักก่อนจะยื่นร่มให้ “ไปด้วยกันมั้ย…เรามีสองคนแต่ร่มเดียว ถ้าไม่ว่าอะไร เดินด้วยกันนะ”
ศุภนิดาลังเล นิ่งไปก่อนจะพยักหน้า ทั้งสองเดินเคียงกันใต้ร่มใบเล็ก เส้นทางจากป้ายรถถึงหอพักไกลกว่าทุกวัน
“ขอโทษนะถ้าเดินเร็วกว่าปกติ” รัตน์กล่าว
“ไม่เป็นไรค่ะ เพิ่งเคยเดินตอนฝนหยุดตก รู้สึกเหมือนได้ออกนอกเรื่องชีวิตตัวเองสักพัก”
เขาหัวเราะเบา ๆ เว้นจังหวะความเงียบ “เคยรู้สึกมั้ย เรื่องที่อยากทำจริงๆ มักถูกสิ่งอื่นผลักไปเรื่อย”
ศุภนิดาสงบไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยอย่างยากเย็น “แค่กลัวทำผิด ก็เลยยังไม่กล้าทำเลย ไม่กล้าเสี่ยง ไม่กล้าเลือก…กลัวหลงทาง”
เสียงฝนเบาบางลง ทั้งสองมองหน้ากัน ต่างคนต่างเก็บอะไรบางอย่างลงลึกในใจโดยยังไม่กล้าเผย
เวลาผ่านไป งานกลุ่มเสร็จ สิ้นสุดข้ออ้างของการใช้เวลาใกล้กัน บรรยากาศระหว่างรัตน์กับศุภนิดาดูเหมือนจะจางหาย ทุกครั้งที่เจอกันในคลาส เพียงได้สบตากันแว็บเดียว กลับไม่รู้จะกล่าวอะไรเหมือนแต่ก่อน
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ศุภนิดาเริ่มหายไปจากชั้นเรียน เธอเจอจดหมายจากบ้านถูกส่งมาย้ำคำสั่งให้กลับบ้านในช่วงปิดเทอม เธอนิ่งเงียบ หัวใจว่างเปล่า โลกของเธอคล้ายถูกกำหนดไว้หมดแล้ว
รัตน์เองก็ถูกพ่อโทรตามกลับบ้านเพื่อช่วยขายของในร้าน ถึงปากจะแกล้งบ่นแต่ในใจกลับกลัวการกลับไปยึดติดกับอดีตมากกว่าที่เคย
เย็นวันหนึ่ง ขณะรัตน์นั่งเขียนข้อความในโทรศัพท์ถึงศุภนิดา เขาส่งแต่ข้อความเปล่า ๆ แล้วลบตลอด ไม่กล้าเอื้อมถึง เฉกเช่นเดียวกับศุภนิดาที่เขียนจดหมายถึงรัตน์ในสมุดบันทึกแต่ไม่เคยส่ง
ปิดเทอมหนึ่งเดือนเต็ม ทั้งสองต้องห่างกัน ความเงียบในช่องข้อความเหมือนช่องว่างที่ขยายใหญ่ เสียงเตือนจากแอปแชทดังขึ้น ศุภนิดาส่งข้อความว่า “สบายดีไหม” รัตน์พิมพ์ตอบกลับ “คิดถึงชีวิตในเมือง จริง ๆ คิดถึงคนคุยด้วยมากกว่า…” ข้อความนี้ถูกลบทันที ก่อนส่งแค่คำว่า “โอเคดี” เท่านั้น
ช่วงห่างไกล ความรู้สึกสั่นคลอน ทุกคืนรัตน์มักคิดถึงตอนทั้งสองเดินใต้ร่ม เสียงหัวเราะ และคำพูดที่ไม่กล้าบอก รัตน์วิ่งออกไปในเช้าตรู่ ฝ่าลมเย็นเหนือท้องนาเหมือนกำลังหนีบางสิ่ง ศุภนิดาอ่านจดหมายเก่า ๆ ของแม่ น้ำตาหยดเงียบ เชือกที่ผูกเธอกับครอบครัวแน่นเกินจะตัดขาด เธอได้แต่เขียนนิยายในสมุด – เรื่องราวของคนที่รักแต่ไม่กล้าบอก
วันเปิดเทอม ความเงียบระหว่างทั้งสองยังคงอยู่ รัตน์ตั้งใจจะสารภาพความรู้สึก แต่ศุภนิดากลับดูห่างเหิน เธอหลุดปากว่าถูกครอบครัวกำหนดชีวิตไว้หมดแล้ว ไม่กล้ายืนบนขาของตัวเอง รัตน์อดไม่ได้เผลอพูดเสียงแข็งว่า “แล้วถ้ายังไม่ก้าวออกมา ก็จะติดกับอยู่ตรงเดิมแบบนี้…”
ศุภนิดาเงียบ หยิบสมุดนิยายกอดแน่น เธอเดินหนีออกมาจากห้องสมุดอย่างเงียบเชียบ รัตน์มองตามหัวใจตกวูบ เหมือนทิ้งใครบางคนไว้ข้างหลัง
หลังจากนั้น รัตน์ซึมเศร้า ทำคะแนนตกในชั้นเรียน พยายามกันตัวออกจากทุกคน เพื่อนร่วมห้องมองเห็นความเปลี่ยนแปลงแต่เขาก็ปิดปากเงียบ ศุภนิดานอนร้องไห้คืนแล้วคืนเล่า วาดภาพดาวตกเหมือนเดิมด้วยลางสังหรณ์บางอย่าง
ในคืนหนึ่งระหว่างงานมหกรรมหนังสือ รัตน์นั่งบนพื้นศูนย์การค้า มองแผ่นพับนิยายที่ศุภนิดาเคยวาดมาให้ เขาโทรศัพท์ออก เสียงในสายเงียบ…รัตน์ลังเลอยู่นานก่อนพูดว่า “เราขอโทษนะ เหมือนว่าเราจะกลัวเสียมากกว่า…กลัวเสียใจมากกว่าคนอื่น”
อีกฟาก ศุภนิดานั่งใต้ไฟข้างสนามหญ้า เธอเอ่ยในสาย “เรา…ก็กลัวมากเหมือนกัน แต่บางทีก็อยากลองเสี่ยงดูอีกครั้ง…”
สายลมหอบเสียงพูดเบาระหว่างสองคนไว้ในความมืด ความเงียบหลังบทสนทนายาวเกินสิบนาที พวกเขาไม่ได้พูดคำว่ารัก แต่อะไรบางอย่างก็เปลี่ยนไป ไม่ต้องพูดตรง ๆ ก็รู้กันดี
วันสุดท้ายของปีการศึกษา สองคนมาพบกันในงานลอยกระทง ศุภนิดาถือกระทงที่วาดลายดาว เธอยิ้มบาง เธอยื่นสมุดจดนิยายให้รัตน์ “อ่านแล้วช่วยคอมเมนต์หน่อยนะ เผื่อวันหน้าจะกล้าส่งจริงๆ”
รัตน์ลูบปกสมุดเบา ๆ มองตาเธอ “ถ้าไม่เริ่มวันนี้ วันหน้าก็ไม่มาถึงหรอก”
ศุภนิดาลังเล จังหวะของพลุแตกกลางฟ้า กลบเสียงเพลงลอยกระทง “แล้วนายล่ะ กล้าที่จะเลือกหรือยัง”
รัตน์อมยิ้ม พูดเสียงแผ่ว “เรายังกลัวมาก แต่คิดว่าถ้ามีใครเดินข้างๆ ก็คงกล้าได้มากขึ้น…”
พวกเขามองกันเงียบ ๆ ไม่กอด ไม่จับมือ แต่ทุกอย่างระหว่างใจสองใจแปรเปลี่ยน ระยะห่างถูกเติมด้วยความกล้าทีละน้อย เสียงน้ำกระทบกรอบกระทง สะท้อนแสงเทียนที่ไหวอย่างมั่นคงในมือของทั้งสอง แม้ไม่ได้พูดคำว่ารัก แต่แววตาและท่าทางเท่านั้นที่เพียงพอ