คาเฟ่ระหว่างฝัน
เสียงนาฬิกาดังติ๊กต่อกภายในร้านกาแฟ “เวิ้งฝัน” ตอนเช้าตรู่ กันต์ยืนเช็ดเคาน์เตอร์จนสะอาดวาว ในขณะที่แสงแดดยามเช้าสาดลอดกระจกบานใหญ่เข้ามา เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ฝนโปรยลงบนดอกเฟื่องฟ้า กลิ่นกาแฟคั่วสดแต่งเติมอากาศจนอบอวลและอบอุ่น— ทว่าในใจกลับเย็นชา กังวลกับอะไรบางอย่างที่ยังอธิบายไม่ได้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูร้านดังกรุ๊งกริ๊ง อิ้งค์เดินเข้ามาพร้อมหมวกแก๊ปสีผ้าดิบ ดวงตาแดงเรื่อจากการนอนไม่พอ เธอยกมือไหว้สวัสดีทักทายเจ้าของร้าน ขณะที่กันต์เงยหน้ามองและยิ้มมุมปากสาย ๆ
“เมื่อคืนอ่านหนังสืออีกล่ะสิ” กันต์ถามเสียงเบา พลางหยิบผ้าขนหนูส่งให้
“พรุ่งนี้สอบสัมภาษณ์ทุนแล้ว เร็วจริงเนอะ” อิ้งค์ตอบ เธอรับผ้ามาเช็ดเคาน์เตอร์อีกฝั่งหนึ่ง คนละมุมแต่ใจเหมือนจะไหลมาเจอกันกลางโต๊ะที่ถูกแยกไว้ด้วยโอเลี้ยงแก้วหนึ่ง
“โอเลี้ยงจะเย็นเกินไปแล้วมั้ง” กันต์พูดติดตลก—พยายามกลบความเงียบกระอักกระอ่วนที่เริ่มคลีบคลานเข้ามา อิ้งค์หัวเราะเบา ๆ แต่แววตายังเต็มไปด้วยความกังวล
“จะคิดถึงที่นี่ไหมถ้าได้ทุนไปอังกฤษ” กันต์ถามแบบไม่กล้ามองตรง ๆ
“ไม่รู้เหมือนกัน…มั้ง” อิ้งค์ตอบเสียงแผ่ว “ถ้าพี่กันต์ยังอยู่ที่นี่ มันก็คงยิ่งยากขึ้นกว่าเดิม”
กระแสความรู้สึกเหงาแทรกตัวผ่านบทสนทนาโดยไม่มีใครตั้งใจ คนทั้งสองหันหน้ากลับไปสนใจงานตรงหน้าอีกครั้ง
สายแดดยามสาย ส่องให้ลูกค้าคนแรกเดินเข้ามา จังหวะงานเช้าที่วุ่นวายเริ่มต้น เพลงแจ๊ซคลอเบา ๆ กันต์กับอิ้งค์ทำงานประสานกันได้อย่างลงตัวราวกับเต้นรำโดยไม่ต้องซ้อม
“รบกวนลาเต้ร้อนใส่ลายหัวใจเหมือนเดิมนะคะ” พี่เดือน ลูกค้าประจำสาวใหญ่พูดขึ้นเสียงใส
กันต์หันมาหาอิ้งค์ “อิ้งค์ ใส่ใจหน่อยนะ หัวใจต้องสวยกว่าสัปดาห์ที่แล้วนะ”
อิ้งค์แกล้งค้อน “รู้แล้ว เห็นนะว่าพี่แซว หนูทำได้ดีขึ้นเยอะแล้ว” เธอยิ้มขำ ๆ ขณะตีฟองนม
“ถ้าเธอไม่ยอมแพ้ หัวใจก็จะชนะวันหนึ่งแหละ” กันต์พูดประโยคนี้ออกไปด้วยน้ำเสียงค่อนข้างติดจริงจัง อิ้งค์ชะงักไปชั่ววินาที— ก่อนจะปล่อยให้บทสนทนาตกค้างในอากาศ
เวลาผ่านไป ไม่มีคำพูดใด ๆ เพิ่มเติมระหว่างการทำกาแฟ เพียงแค่เสียงเครื่องบดกาแฟและเสียงกดเครื่องชง ทุกอย่างดูธรรมดา แต่ความรู้สึกบางอย่างที่แอบซ่อนเริ่มก่อตัวขึ้นช้า ๆ
เย็นวันนั้น หลังเปลี่ยนกะเสร็จ อิ้งค์นั่งพักหน้าร้าน มองฟ้าเปลี่ยนสี กันต์เดินออกมานั่งข้าง ๆ มือทั้งสองจับแก้วชาอุ่น ห่างกันนิดเดียว แต่หัวใจวูบไหวเหมือนสะพานที่พยายามเชื่อมข้ามช่องว่างระหว่างความฝันกับความจริง
“ถ้าได้ทุนจริง ๆ…จะไปไหม” กันต์ถามเสียงแผ่ว
อิ้งค์นิ่ง เงียบไปนาน “หนูไม่รู้ว่ากลัวอะไรระหว่างการไปเริ่มต้นใหม่…หรือกลัวการทิ้งสิ่งตรงนี้ไว้ข้างหลัง”
“พี่เข้าใจ” กันต์พยักหน้า “พี่เองก็เคยเลือกผิดมาครั้งหนึ่ง…” เขายิ้มเศร้ากลบฝุ่นในอดีต อิ้งค์ไม่ได้ถามต่อ เธอแค่เงียบและรับฟัง
แสงส้มของเย็นวันนั้นทอดเงาคนทั้งสองข้างเคียง เหมือนไม่มีใครกล้าข้ามเส้นแบ่งบาง ๆ ของ “เพื่อนร่วมงาน” ไปมากกว่านั้น
คืนนั้น กันต์นั่งอยู่ในห้องนอนอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ เปิดโน้ตบุ๊กค้างไว้กับรูปถ่ายครอบครัวเก่า ๆ เขาอดไม่ได้ที่จะหวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อน ที่เขาหอบฝันเรื่องดนตรีมาชนกำแพงของความเป็นจริงและเลือกทิ้งทุกอย่างกลับบ้าน หากถามว่าวันนี้เขาเสียใจไหม—ก็คงตอบได้ไม่เต็มปาก
เช้าวันใหม่ อิ้งค์เข้าร้านช้ากว่าปกติ ดวงตาบวมแดง กันต์ไม่ได้ถาม แต่สายตาแสดงความเป็นห่วงจนเธอสังเกตได้
“พ่อกับแม่เถียงกันอีกแล้วค่ะ” อิ้งค์พูดเสียงเบา “เขาบอกว่าหนูควรหางานจริงจัง ไม่ใช่เสียเวลารอกาแฟในร้านเล็ก ๆ”
กันต์นิ่ง ชำเลืองหาการปลอบใจ “แม่พี่ก็เคยคิดแบบนั้นนะ สุดท้ายพอพี่เลือกทางของตัวเองไปผิด แม่ก็ไม่ได้โกรธ…แต่พี่ยังโกรธตัวเองอยู่เลย”
อิ้งค์หัวเราะแห้ง ๆ พลางพยักหน้าเข้าใจ แต่ไม่มีอะไรจะพูดเพิ่มเติม ฝนข้างนอกยังคงตกไม่หยุด
ค่ำคืนนั้นร้านเงียบ ลูกค้าเหลือน้อย อิ้งค์หยิบกระดาษวาดรูปกาแฟแบบลาเต้อาร์ต แต่ด้วยความเครียดและความกลัว เธอกลับราดนมหกใส่ตัวเองจนเปียก กันต์รีบหยิบผ้าขนหนูมาให้เธอทั้งที่ลนลาน
“ขอโทษค่ะ พี่กันต์ หนูซุ่มซ่ามอีกแล้ว”
“ไม่ต้องขอโทษ ไปเปลี่ยนเสื้อก่อน เดี๋ยวดูร้านเอง” กันต์ยิ้มเอ็นดู
อิ้งค์ยืนอึ้งเพราะความอบอุ่นใจแบบที่ครอบครัวไม่เคยให้ มือที่สั่นคลอวางผ้าขนหนูไว้ในมือกันต์โดยไม่พูดอะไร
เช้าวันหยุด อิ้งค์ชวนกันต์ไปซื้ออุปกรณ์วาดรูปที่ตลาดนัดใกล้สวนสาธารณะ ทั้งสองเดินกินลูกชิ้นทอด ท่ามกลางร่มฟ้าที่ตกลงเป็นหย่อม ๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะและบทสนทนากึ่งเล่นกึ่งจริง
“พี่รู้ไหมว่าหนูฝันว่าวันหนึ่งจะวาดภาพชุดใหญ่ที่นิวยอร์ก” อิ้งค์พูดขึ้นพลางจ้องรูปในโทรศัพท์
กันต์แค่นหัวเราะ “ก็แปลก พี่เคยฝันแบบเดียวกันแต่จบที่ห้องใต้หลังคาร้านกาแฟนี้”
เสียงหัวเราะของทั้งคู่แฝงไปด้วยความเศร้านิด ๆ ต่างคนต่างรู้ว่าทั้งสองมีรอยแผลในใจที่ยังสมานกันไม่สนิท
เย็นวันเสาร์ อิ้งค์นั่งเล่นเปียโนในห้องเก็บของเล็ก ๆ ที่ร้าน ถึงแม้จะไม่ได้เชี่ยวชาญแต่มือยังคงสัมผัสไปตามความรู้สึก กันต์นั่งฟังเงียบ ๆ อยู่ข้างหลัง ห้องอุ่นด้วยเสียงดนตรีแต่หัวใจกลับหนาวเหน็บเพราะบทเพลงพาให้แต่ละคนหวนคิดถึงอดีต
“พี่คิดถึงเสียงเพลงของตัวเองไหม” อิ้งค์ถามประโยคเดียวที่เหมือนจะเปิดบาดแผลเดิม
กันต์ก้มหน้า “คิด…แต่เวลาได้ยินคนอื่นเล่นมันก็โล่งดี”
ความเงียบโรยตัวลงระหว่างคนทั้งสองอีกครั้ง ต่างรู้ว่าแต่ละคนพยายามแบกรับบางอย่างที่เหมือนกันแต่ต่างกันเหลือเกิน
ค่ำวันอาทิตย์ มีลูกค้าใหม่สาวผมสั้นชื่อแจนเข้ามา เธอคุยกับกันต์อย่างสนิทสนม ทั้งตบไหล่หยอกล้อ ทำเอาอิ้งค์รู้สึกแปลก อาการหึงหวงที่ไม่เคยรู้มาก่อนแล่นเข้ามาในใจแต่เธอก็กลบมันด้วยอารมณ์ขันและหัวเราะกลบเกลื่อน
“แจนเป็นเพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยม ไม่ต้องคิดมากหรอก” กันต์พูดพลางหัวเราะเมื่อเห็นอิ้งค์อมยิ้ม แต่ก็มีแววกังวลในแววตา
“หนูไม่ได้คิดมากซะหน่อย” อิ้งค์รีบตอบเร็วผิดปกติ สายตาละล้าละลัง
แจนซื้อลาเต้กลับบ้าน กันต์เดินออกไปส่งจนลับตา ทิ้งอิ้งค์ไว้กับความคิดมากของตัวเอง
วันรุ่งขึ้น อิ้งค์เริ่มเว้นระยะห่างจากกันต์ มากกว่าปกติ— ตอบไลน์ช้าลง ทำงานเงียบมากขึ้น และเปลี่ยนกะทันทีที่หมดเวลา
กันต์เริ่มรู้สึกถึงกำแพงที่สูงขึ้นในทุก ๆ วัน เขาพยายามชวนคุยเรื่องบทเพลงหรือภาพวาดก็ไม่สำเร็จ เสียงหัวเราะระหว่างกันค่อย ๆ จืดจางลงทุกที
คืนหนึ่ง กันต์ตัดสินใจเดินไปหาอิ้งค์ที่อพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ เขานั่งรออยู่ข้างล่างจนเที่ยงคืน อิ้งค์กลับมาด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าและตาแดงก่ำ
“มีอะไรจะพูดไหม” กันต์ถามเมื่อทนต่อความอึดอัดไม่ไหว
อิ้งค์เงียบไปนาน “บางที…คนเราก็กลัวจะเสียใจเพราะความกล้าไม่พอนะพี่”
“แต่ถ้าต้องเสียใจก็ขอให้ได้ลองกล้าก่อน” กันต์พูดตัดบรรยากาศนิ่ง
อิ้งค์หลบตา “ถ้าเลือกลาแล้วจะได้กลับมาเหมือนเดิมมั้ย”
“ไม่รู้…แต่บางอย่างถ้าไม่ได้ลองเลยคงเสียดายกว่านี้”
ความเงียบเกาะกินบทสนทนาจนกันต์ไม่ได้คาดหวังคำตอบในคืนนั้น
รุ่งเช้า อิ้งค์วางใบลาออกบนโต๊ะ กันต์รับมาเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร มีเพียงรอยยิ้มเศร้าและเสียงถอนหายใจ
หนึ่งอาทิตย์ถัดมา ร้านกาแฟดูเงียบเหงา กันต์ทำงานชงกาแฟไปเรื่อย ๆ แต่อะไรก็ไม่เหมือนเดิม เขาพยายามเล่นดนตรีในคืนวันเสาร์แต่ก็เล่นได้แค่ครึ่งเพลงก็หยุดนิ่ง
จนถึงวันที่อิ้งค์เดินกลับเข้าร้านอีกครั้ง พร้อมหนังสือเดินทางในมือ รอยยิ้มพอใจผสมกับความเศร้า
“ขอบคุณค่ะพี่กันต์ ที่เคยเป็นทั้งบ้านและเวิ้งฝันให้หนู” อิ้งค์ก้มหน้า กลั้นไม่ให้น้ำตาไหล
“ถ้าวันหนึ่งคิดถึงกัน ก็เขียนจดหมายกลับมาได้นะ” กันต์ยิ้มพยายามเข้มแข็ง ดวงตารื้นขึ้นแผ่วเบา
“ถ้าคิดถึงพี่ยิ่งกว่ากาแฟ หนูจะเขียนทุกวันเลย” อิ้งค์หัวเราะร้องไห้หน้าตาเปื้อนน้ำตา ทั้งคู่กอดกันครั้งแรก ทั้งนิ่งและแนบแน่น
อิ้งค์จากไป ทิ้งไว้แต่ความว่างเปล่าและจดหมายขอบคุณที่วางบนเคาน์เตอร์ กันต์อ่านซ้ำไปซ้ำมา คำบางคำติดอยู่ในใจเหมือนรอยกาแฟฝังแน่นกับแก้วที่ล้างไม่ออก
เวลาผ่านไป กันต์ยังคงอยู่ที่ร้านเดิม เล่นเปียโนในค่ำคืนว่างเปล่า วันหนึ่งเขาได้รับโปสการ์ดลายมืออิ้งค์ “ที่นี่ฝนตกเหมือนเมืองไทยเลยค่ะ” แค่ประโยคสั้น ๆ ก็ทำให้หัวใจคนเหงาอบอุ่นขึ้นมาอีกนิด
เงาอิ้งค์ยังลอยวนใน “เวิ้งฝัน” แห่งนั้น— และไม่มีใครรู้ว่าการรอคอยจะจบลงเมื่อไหร่ แต่อย่างน้อยทุกวันก็ยังมีเสียงหัวเราะ บทเพลง และรอยยิ้มบนโต๊ะกาแฟแบบที่เคยมีมา…