ฤดูที่แปลกจากทุกปี
เสียงฝนหล่นกระทบกระจกหน้าต่างในบ่ายวันเปิดเทอมแรกของเดือนมิถุนายน วรัชนั่งพิงขอบหน้าต่างในห้องสมุดเงียบสงบเพียงลำพัง สายตาเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับหนังสือเรียนปรัชญาตรงหน้า แต่เปลือกตาปรือเหมือนแบกรับอะไรบางอย่างขึ้นมา อากาศเย็นชื้นกับกลิ่นฝนใหม่คล้ายปลุกเรื่องราวในอดีตให้ปรากฏ วรัชกล้ำกลืนอดีตที่ทับถมให้ฝังในใจและฝืนเรียนต่อไป เหมือนเขากำลังรออะไรที่ไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงรองเท้าผ้าใบกระทบพื้นเบา ๆ ตามด้วยเสียงกระซิบแผ่ว คนเข้าสมุดเพิ่มอีกหนึ่งคน—เป็นหญิงสาวท่าทางมุ่งมั่นแต่แฝงความเหนื่อยล้า เธอชื่อทราย เด็กสาวปีสองจากคณะบัญชีที่ตกหลุมกับการคิดทบทวนชีวิตของตัวเองบ่อยครั้งในช่วงพักกลางวัน เธอเดินตรงไปนั่งโต๊ะเดียวกับวรัชเพราะเหลือที่นั่งว่างเพียงจุดเดียวในห้อง บทสนทนาแรกเกิดขึ้นหลังจากเวลาผ่านไปเกือบสิบห้านาที
“ขออนุญาตนั่งด้วยได้ไหมคะ” ทรายพูดเบา ๆ แววตาเธอเหนื่อยล้าแต่มีรอยยิ้มบาง ๆ แฝงไว้ วรัชไม่ตอบในทันที แค่พยักหน้าและขยับมือเก็บหนังสือในส่วนตรงกลางโต๊ะออก ทรายส่งเสียงขอบคุณและเปิดคอมพิวเตอร์ตั้งใจอ่านโน้ตเรียนของตัวเอง เสียงคีย์บอร์ดอันแผ่วเบากลายเป็นจังหวะเพียงหนึ่งเดียวในห้องสมุดสองคน
ท่ามกลางฝนที่ยังตกไม่หยุด วรัชสังเกตเห็นว่าทรายเหมือนจะคิดอะไรอยู่หลายอย่าง—นิ้วนางซ้ายของเธอขยี้ริมกระดาษโน้ตมากกว่าหนึ่งครั้ง มีแววตาไกลลิบคล้ายมองไปที่อื่น เทียบกับตัวเขาเองที่แม้พยายามตั้งใจอ่าน แต่ความฟุ้งซ่านในใจกลับกวนไม่หยุด
เวลาผ่านไปจนแสงเย็นกระทบหน้าต่าง ทรายเก็บคอมฯ ใส่กระเป๋าหลังจบงาน วรัชหันมามองเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็เงียบไว้ ทรายยิ้มจาง ๆ ก่อนเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา
วันต่อมา ฝนยังคงตกหนัก วรัชตัดสินใจเดินหนีฝนไปรอรถที่ศาลา ฝนกระเซ็นขึ้นเท้าและเปียกทั่วขากางเกง ในเงาแสงพร่ามัว เขาเห็นทรายกำลังยืนกางร่มและก้มหน้าคุยโทรศัพท์
“แม่ เพิ่งเลิกน่ะ เดี๋ยวกลับเองฝันดีนะ” น้ำเสียงทรายหม่น ๆ ฝืนร่าเริง วรัชยืนหลบมุมไม่ให้ใครเห็นทีแรก แต่เมื่อทรายเงยหน้ามายิ้มให้ จังหวะสั้น ๆ ของความประหม่าก็เกิดขึ้น เขายื่นมือเสนอมาร่วมกางร่มด้วยกัน ทรายมองร่มของเขานิ่ง ๆ อยู่พักใหญ่
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวฉันชอบเดินตากฝน” เธอพูดพลางมองดูฝนรินจากฝากฟ้า วรัชขมวดคิ้ว “ไม่กลัวป่วยหรือไง?”
ทรายเพียงยักไหล่ นิ่งขรึม “กลัว แต่บางทีการเปียกก็ช่วยล้างอะไรในหัวเรา เนอะ” มุมปากวรัชยกน้อย ๆ เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้น แต่ในใจลึก ๆ เขากลับเข้าใจดีเหมือนกัน
ทั้งสองเดินกลับหอพักในจังหวะฝนซาเล็กน้อย แม้ว่าต่างคนต่างเงียบ แต่สายตาประสานกันชั่วครู่เหมือนเห็นบางอย่างในกันและกัน วรัชเก็บเอาความรู้สึกนี้ไปฝันถึงในคืนนั้น
วันถัด ๆ มา วรัชและทรายเริ่มพบกันบ่อยขึ้นในห้องสมุดโดยไม่ได้นัดหมาย บ้างครั้งเจอกันที่คาเฟ่ในมหาวิทยาลัย เธอมักนั่งมุมประจำ สายตาจดจ่อกับเอกสารสอบทุน ส่วนเขาขลุกอยู่กับเครื่องดื่มแก้วเดิมและหนังสือเล่มเดิม แต่ไม่มีใครกล้าทักกันนอกจากแลกเปลี่ยนรอยยิ้มจาง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศอึดอัดประหลาด ๆ
จนวันหนึ่ง วรัชหยิบหมวกวางไว้ข้างเก้าอี้ของทรายโดยไม่ตั้งใจ หมวกใบเล็กที่มีลายเส้นมือวาดซึ่งพ่อเขาเคยให้ไว้ ทรายละสายตาจากโน้ตไปดูหมวกชั่วขณะ
“สวยดีนะ วาดเองเหรอ?” ทรายชี้ วรัชส่ายหน้าเบา ๆ เฉไฉไม่อยากพูดถึงอดีต “พ่อผมทำให้เมื่อนานมาแล้ว…นานมาก” ความเงียบแฝงความเศร้าอยู่ระหว่างทั้งคู่
ทรายตัดสินใจหมุนเก้าอี้มาใกล้ขึ้นเป็นครั้งแรก “ถ้าฉันอยากหนีอดีตที่บ้าน ก็เป็นอะไรที่เกินกว่าเลือกไม่ได้อยู่ดีเนอะ” วรัชเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ นิ้วเขาเกลี่ยหมวกบนกระเป๋าเงียบ ๆ
“ถ้าหนีไม่พ้น บางทีก็ต้องอยู่กับมันแหละ” เขาตอบ
ทรายหัวเราะเบา ๆ บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายขึ้น ทั้งคู่เริ่มคุยกันมากขึ้นจากวันเป็นสัปดาห์ คำถามแปลก ๆ เกี่ยวกับชีวิต วิชาที่เรียน ที่บ้าน แรงบันดาลใจ หรือแม้แต่ความกลัว วรัชรับรู้ว่าตัวเองสนใจในตัวทรายมากกว่าที่แสดงออก ไม่ใช่เพราะความใกล้ชิดแต่เพราะเห็นความเปราะบางเบื้องหลังสีหน้าเข้มแข็งนั้น
วันหนึ่ง ขณะที่เดินไปซื้อกาแฟยามบ่าย ทรายถามขึ้นระหว่างรอแถว “นายเชื่อในโอกาสครั้งที่สองไหม?”
วรัชทำท่าจะตอบแต่หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “ขึ้นอยู่กับว่าครั้งแรกมันเจ็บแค่ไหน…นายล่ะ?”
ทรายยิ้มจาง ๆ สายตาล่องลอยออกไปที่หน้าต่าง “ไม่แน่ใจ”
หลังจากวันนั้น ทั้งสองเริ่มถอยห่างกัน เงียบขรึม บางทีเพราะเรียนหนัก หรือเพราะบางอย่างที่ไม่กล้าพูด ต่างคนต่างไม่กล้าก้าวข้ามเส้นบาง ๆ นั้น มีเพียงแค่ข้อความทักทายสั้น ๆ ในไลน์แบบคลุมเครือ “กินข้าวหรือยัง?” “ฝนตกอีกแล้ว” ไม่มีใครพูดถึงใจตัวเองซักที
ในวันฝนตกหนักวันหนึ่ง วรัชเห็นทรายเดินออกมาจากอาคารเรียน ชายหนุ่มตั้งใจจะเดินเข้าไปทัก แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นชายคนหนึ่งรอรับทรายอยู่หน้ามหาวิทยาลัย—เป็นชายหนุ่มวัยใกล้เคียงกันแต่งตัวภูมิฐาน ทรายเดินมาทางชายคนนั้นและพูดคุยกันเคร่งเครียด สองมือของเธอเกร็งแน่น วรัชเห็นเพียงจากไกล ๆ
เหตุการณ์วันนั้นทำให้วรัชหลีกเลี่ยงการเจอหน้าทรายอยู่อาทิตย์หนึ่ง เขาคิดวนเวียนถึงแววตาเศร้าของทรายตอนอยู่กับชายคนนั้น ในหัวเต็มไปด้วยคำถามและความเจ็บแปลก ๆ ที่ตอบตัวเองไม่ได้
ทรายส่งข้อความมาหาเขา “พอจะคุยได้ไหม” วรัชลังเลทุกนาทีแต่ก็ยอมไปพบเธอที่ร้านกาแฟ
ทรายเป็นฝ่ายเริ่มก่อน “ขอโทษนะ ถ้าช่วงนี้ดูห่าง ๆ ไป มันมีเรื่องที่ฉันยังไม่พร้อมพูด…” เธอลังเล คำบางคำค้างในคอ สายตามองแก้วกาแฟในมือ
“นายเห็นผู้ชายคนนั้นใช่มั้ย” ทรายเงียบไปนาน “…เขาเป็นคู่หมั้น ฉันไม่เคยเลือกเอง ครอบครัวจัดการให้หมด…”
วรัชชะงัก สีหน้าเขาแย่ลงแต่ไม่พูดอะไรในทันที ทรายพูดต่อเสียงค่อย ๆ สั่น “ฉันไม่อยากใช้ชีวิตในแบบที่คนอื่นต้องการจริง ๆ” วรัชจับมือเธอไว้เบา ๆ ไม่พูดจาใด มีแค่ความเงียบปกคลุมอยู่พักใหญ่
หลังจากวันนั้น ทั้งสองกลับไปใช้ชีวิตของตัวเองอย่างห่างเหิน บางวันเพียงสบตากันผ่านหน้าต่างห้องสมุด ไม่มีบทสนทนาใดเกิดขึ้น ทรายเริ่มหายไปจากมหาวิทยาลัยบ่อยขึ้น มีข่าวลือเรื่องการลางานเพื่อเตรียมตัวหมั้น วรัชเอาแต่เฝ้ามองจากระยะไกลด้วยความรู้สึกชอกช้ำแต่พูดอะไรไม่ได้
วันหนึ่งกลางฤดูฝน วรัชได้รับข้อความจากทราย “เจอกันครั้งสุดท้ายได้ไหม” สถานที่นัดคือสนามฟุตบอลเก่าในมหาวิทยาลัย ฝนเริ่มโปรยปรายเบา ๆ ทรายนั่งรออยู่บนอัฒจันทร์ สวมชุดยีนส์เรียบง่าย ใบหน้าซูบเซียวกว่าทุกที
“ขอบคุณที่ยอมมา…” เธอเว้นจังหวะนาน “…นายเป็นสิ่งดี ๆ เดียวในปีนี้ของฉัน แต่มันคงไม่ได้มากไปกว่านี้แล้ว”
วรัชนั่งลงข้าง ๆ พยายามจะพูดแต่สุดท้ายกลับเลือกเงียบแทน “ขอแค่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตนาย แม้จะสั้นก็พอแล้ว”
ทั้งคู่ต่างร้องไห้เงียบ ๆ ใต้ฝนริน เขาอยากถาม ทำไมไม่ลองต่อสู้ ทำไมเขาไม่กล้าพอ แต่ข้างในลึก ๆ ก็เข้าใจความกลัวและการต้องยอมตามครอบครัวของเธอ
วันเวลาผ่านไป ทรายย้ายออกจากมหาวิทยาลัย วรัชใช้ชีวิตในแต่ละวันแบบเดิม ๆ มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยน—เขาเริ่มพูดคุยกับเพื่อนใหม่ กล้าที่จะก้าวข้ามอดีต แม้จะมีบาดแผลอยู่ในหัวใจ แต่เขาเลือกที่จะไม่หลบซ่อนมันอีก
ฤดูฝนใหม่มาเยือน วรัชเดินกับเพื่อนรุ่นน้องในบรรยากาศแสงฝน จู่ ๆ เม็ดฝนตกหนักอีกครั้ง วรัชหยุดยืนกลางทาง สัมผัสสายฝนที่โปรยลงใบหน้าและลมหายใจเย็น ๆ หวนคิดถึงทราย หนึ่งในขณะนั้น เขาหยิบหมวกใบเก่าขึ้นสวมด้วยรอยยิ้ม แม้ฤดูจะเปลี่ยนไป แต่บางอย่างจะคงอยู่ในความทรงจำเสมอ