ลมหายใจซ้อนใจ
ฝนโปรยปรายนอกหน้าต่าง เสียงหยาดน้ำแตะหลังคาเบา ๆ ตัดกับความวุ่นวายในห้องเรียนสายศิลปะ กล้องฟิล์มและเครื่องเขียนวางระเกะระกะเป็นหมู่ แชนมองผ่านเลนส์ของกล้องตนเองอย่างเงียบงัน เขากำลังจับภาพเพื่อนร่วมชั้น แต่สายตากลับหยุดอยู่ที่หญิงสาวผมสั้นที่ยกแก้วกาแฟพลาสติกขึ้นจิบ ฟ้าพูดคุยกับเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ หัวเราะร่า เขาถ่ายภาพเธอเบา ๆ โดยไม่มีใครสังเกตเห็น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฟ้าสะท้อนในบทสนทนานั้นดูไกลออกไป ทั้งยังใกล้อย่างบอกไม่ถูก ฟ้าหันมาสบตาเขาครู่หนึ่ง ก่อนส่งยิ้มบาง ๆ “วันนี้แชนมีคลาสกลุ่มกับเราใช่ไหม” แชนพยักหน้าแทนคำตอบ
ขณะที่หัวใจของเขาสั่น แนวกรามแข็งขืนกับรอยยิ้มขื่น ๆ “เดี๋ยวเราตามไป ขอถ่ายแสงฝนตรงนี้แป๊ป” ฟ้ากระพริบตาแล้วเผยอปากเหมือนจะพูดอะไรอีก แต่ก็เงียบไป แล้วเดินจากไป เบาเหมือนสายฝน
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ไปป์ เพื่อนรักของแชนทักไลน์ว่าอย่าลืมนำภาพไปให้ดูในชมรมคืนนี้ แชนถอนหายใจยาว ๆ เหม่อมองภาพฟ้าที่เพิ่งถ่ายผ่านมา
การประชุมชมรมถ่ายภาพผ่านไปอย่างอึดอัด แชนข้ามคำชมของรุ่นพี่ที่พูดเรื่องมุมมองและอารมณ์ในภาพ เพราะใจเขาค้างอยู่กับประโยคของฟ้าที่ว่า “รูปพวกนี้…แชนเห็นอะไรในนั้นเหรอ”
“เราเห็นเวลา…ที่ไม่หวนคืน” เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
กลางคืนบนดาดฟ้าหอพัก ฟ้ามองดาว เขาเดินขึ้นมาเงียบ ๆ กำลังถ่ายรูปวิวเมือง เธอหันมาทักก่อน ฟ้าหยิบขนมนมขวดในมือส่งให้เขา “อากาศเย็นจังเนอะ เห็นดาวไหม”
“มองใกล้ ๆ ก็เห็น…” แชนก้มหน้าถ่ายรูป แล้วกลั้นใจขอถ่ายรูปฟ้าใกล้ ๆ ฟ้าหัวเราะพลางเบือนหน้าหนี “ดึงหน้าตาให้เหมือนตอนมาค้างบนนี้ครั้งแรกได้ไหม” หญิงสาวเงียบสั้น ๆ ก่อนหลุดหัวเราะ “ตอนนั้นเรากลัวฟ้าผ่าสุดชีวิตเลยต่างหาก”
“แต่ตอนนี้กลัวอะไรอยู่ไหม” แชนถาม ฟ้าขมวดคิ้วแล้วยิ้มจาง ๆ “กลัว…กลัวต้องอยู่คนเดียว… แต่ก็อยากไปไกลกว่านี้”
คำสารภาพผ่านอากาศแล้วย้อนกลับมาในใจแชน เขามองประกายตาเธอพลางเก็บความหม่นร้าวในตัวเองไว้ ไม่มีใครพูดต่อ ต่างคนต่างเงียบ
วันถัดมา ทั้งคู่เข้าคลาสโปรเจกต์ใหญ่ อาจารย์ประกาศหัวข้อ “เรื่องราวของสิ่งที่ขาดหายจากชีวิต” ฟ้าจับกลุ่มกับเพื่อนหญิงสองคนทันที แชนรั้งตัวเองไว้ไม่กล้าเข้าไปชวน ทั้งที่ใจอยากทำโปรเจกต์กับฟ้าคนเดียว
หลังเลิกเรียน ฟ้าตามหาแชน แกว่งกระเป๋าผ่านสนามเบสบอลที่ใกล้ค่ำ “วันนี้ดูเศร้านะ เป็นอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มีอะไร…แค่คิดถึงอะไรเก่า ๆ”
ฟ้ายิ้ม ซ่อนรอยเหนื่อยล้า “เดี๋ยวคืนนี้มาเม้าท์กันไหม บนอาคารเก่า เราได้กุญแจมาแล้ว”
แชนกลั้นหายใจ อยากจะปฏิเสธแต่ก็กลัวจะเสียโอกาส เขาพยักหน้า
ค่ำคืนนั้น วิวเมืองและไฟถนนสาดเข้ามาในห้องร้าง ฟ้ากระโดดขึ้นไปนั่งบนโต๊ะเก่า โยกขาแกว่ง ฟ้าเอ่ยถาม “เธอเคยกลัวการอยู่คนเดียวปะ”
“กลัว… แต่บางทีมันก็เหมือน… รู้เสียดีกว่าอยู่ท่ามกลางคนที่ไม่เข้าใจเรา” แชนพูดเบา ๆ ก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน เงียบกันไปนาน
ฟ้าจ้องหน้าเขา “แชน เราไม่ได้น่ารักแบบที่ทุกคนคิด จริงๆ”
เขามองตากลมใสที่สั่นเล็กน้อย แต่ไม่มีคำปลอบใจใดหลุดออกมานอกจาก “ไม่มีใครในเมืองนี้สมบูรณ์แบบทั้งนั้นแหละ” ฟ้าหลบตายิ้มบางๆ แล้วบอกว่าจะรีบกลับเพราะพรุ่งนี้มีงานเช้า
อาทิตย์ถัดมาแชนกับฟ้าแทบไม่ได้คุยกัน ต่างคนต่างยุ่ง โปรเจกต์ก็ทำแยกกลุ่ม เพื่อนในชมรมยังเชียร์ให้เขาเผชิญหน้าความรู้สึกกับฟ้า เขายิ้มปฏิเสธบ่ายเบี่ยง
จนคืนหนึ่ง ฟ้าส่งข้อความ “ขอปรึกษาอะไรหน่อยได้ไหม” แชนตอบโอเค
ทั้งคู่พบกันที่คาเฟ่เก่า ฟ้าเงียบงันอยู่นาน ทำท่างุ่นง่านเหมือนไม่กล้าเริ่มต้น “เรามีเรื่องอยากบอก แต่…มันอึดอัดเหลือเกินเธอ”
“ถ้าสิ่งนั้นมันใหญ่จนบอกไม่ได้ งั้นก็…เอาไว้ก่อนก็ได้” แชนเบือนหน้านิ่ง ฟ้ายิ้มเจื่อน ๆ “ขอบคุณนะ” มีความเงียบห่อหุ้มระหว่างทั้งสองช่วงหนึ่ง
ฤดูหนาวมาเยือน งานมหกรรมศิลปะของมหาวิทยาลัยใหญ่ใกล้เข้ามา แชนได้โอกาสถ่ายภาพนิทรรศการแต่ฟ้าปฏิเสธไม่ร่วมด้วย กล่าวว่าจะไปฝึกงานที่กรุงเทพฯ สักพัก
แชนจำต้องยิ้มแห้งๆ ส่วนลึกในหัวใจกระวนกระวาย กังวลกับความห่างไกลที่กำลังจะเกิดขึ้น
คืนก่อนฟ้าเดินทาง ทั้งสองออกมาเจอกันที่สวนเก่า ฟ้านั่งมองเงาไม้สลับแสงดาว “กลัวไหม… ถ้าเราไม่ได้กลับมา”
“กลัวอะไรล่ะ” แชนหัวเราะฝืด ๆ
“กลัวตัวเอง… กลัวจะเปลี่ยนไป กลัวกลายเป็นคนอื่น”
“งั้นอย่ารีบเปลี่ยนเลย” เขากระซิบเบา ๆ ฟ้าหัวเราะก่อนหลบตาไปอีกครั้ง
เช้าวันเดินทาง ฝนตกหนัก ฟ้าไม่ได้ส่งข้อความลา เพียงแต่ส่งภาพวิวหน้าต่างเครื่องบินมาแทนคำลา แชนหยุดอ่านข้อความแล้วเงียบงันอยู่นาน สถานที่ที่เคยนั่งคุยกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า
ตลอดฤดูฝน แชนจมอยู่กับการถ่ายภาพ เขาเริ่มกลับไปถ่ายภาพในบริเวณที่เคยมีความทรงจำกับฟ้า ทุกครั้งที่ไป เขาหยุดนิ่ง คิดถึงบทสนทนาเดิม ๆ ก่อนจะเดินต่ออย่างช้า ๆ
ฟ้าพยายามทักแชนบ้างด้วยข้อความสั้น ๆ พูดถึงที่ทำงานและชีวิตใหม่ในเมืองใหญ่ แชนตอบรับแบบห้วน ๆ เงียบงันและขัดแย้งในใจ เขาอิจฉาชีวิตใหม่ของฟ้า แต่ก็รู้สึกตัวเองไร้ค่าทุกครั้งที่เธอส่งภาพสถานที่สวย ๆ มาทางแชต
แชนเริ่มห่างชมรม ไม่อยากคุยกับเพื่อน สนใจแต่รูปที่ไม่ได้ส่งประกวดเสียที เขาทบทวนความผิดพลาดในอดีต — ภาพถ่ายเก่าในกรุงเทพฯ เมื่อสองปีก่อน ก่อนจะย้ายบ้าน แม่เรียกให้กลับบ้านไกล้ทางเหนือ เขาไม่ได้ลาใครสักคน เห็นแค่ภาพแตกร้าวในใจตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คืนหนึ่ง ฟ้าส่งข้อความ “คิดถึงเชียงใหม่ อยากนั่งรถแดงกับเธออีก” แชนพิมพ์จะตอบ แต่กดลบซ้ำ ๆ
“ขอโทษนะฟ้า เรากำลังปรับตัวอยู่”
ข่าวร้ายมาถึงในเช้าวันหนึ่ง — แม่ฟ้าไม่สบายต้องเข้าโรงพยาบาลด่วน ฟ้าต้องกลับบ้านทันที เธอส่งข้อความหาแชนว่า “เธอว่างมาหาเราหน่อยได้ไหม อยากเจอ”
แชนลังเล นั่งจ้องจอโทรศัพท์อยู่นาน สุดท้ายก็ลุกขึ้นหยิบกล้องตัวเดิม วิ่งฝ่าฝนไปที่โรงพยาบาล
ฟ้านั่งเงียบ ๆ ที่มุมโถง อาคารไฟสลัว พลางกอดเข่า แชนเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ ไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกมา มีเพียงเสียงหายใจกลั้นสะอื้นของฟ้า
“กลัวจังเลยเธอ…” ฟ้าครวญ เสียงแผ่วเหมือนสายฝนเปียก
“เราอยู่นี่” แชนพูดแค่นั้น มือทั้งสองของเขากำกล้องแน่น
ฟ้าซบไหล่เขา น้ำตาซึมออกโดยไม่ปิดบัง ทั้งสองเงียบเช่นนั้นจนเสียงประกาศของโรงพยาบาลดังขึ้น
ฟ้าขอบคุณเขาเบา ๆ หลบตา แล้วถอนหายใจลึก ๆ “เราจะต้องกลับกรุงเทพฯ อีกครั้ง แม่ต้องรักษาต่อที่นั่น”
แชนก้มหน้าพยักหน้า ความกลัวเหมือนหนักเกินรับ
ช่วงเวลาต่อมา ความสัมพันธ์เริ่มห่างเหินยิ่งขึ้น ฟ้าทุ่มเทให้ครอบครัว รักษาแม่ ส่วนแชนเหี่ยวแห้งกับการเรียนและงานกลุ่ม เพื่อนสนิทหลายคนเริ่มห่างเพราะความกดดันเรื่องอนาคต
แชนตัดสินใจส่งภาพถ่ายนิทรรศการเล็ก ๆ หากไม่เอ่ยถึงฟ้าเลยในงานนั้น ทุกคนชมเรื่องแสงสีเทาดิ่งเข้าถึงอารมณ์เศร้า แต่ไม่มีใครรู้ว่ามันคือเศษเสี้ยวหัวใจเขาเอง
วันหนึ่งฟ้าส่งข้อความยาว “ขอโทษนะที่เราแทบไม่ได้คุยกันเลย มันเหมือนเราสูญเสียอะไรไปกลางทาง บางทีมันอาจเป็นแค่ช่วงชีวิต แต่… หากเจอกันอีกจะเหมือนเดิมไหม”
แชนอ่านแล้วกลั้นน้ำตา เขาพิมพ์ตอบแค่ “เรายังรออยู่นะ”
ฟ้ารักษาแม่จนดีขึ้น แล้ววันหนึ่งตัดสินใจกลับเชียงใหม่อีกครั้ง ทั้งสองพบกันที่คาเฟ่เดิม ฟ้านั่งเงียบ ๆ กำลังนึกทบทวนอดีต
“กล้องตัวเดิม… ยังใช้ได้อยู่เหรอ” ฟ้าถามเบา ๆ
“ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ยกเว้น…” แชนหยุดพูดเพราะขมขื่น ฟ้าสบตาเขาแล้วยิ้มบาง ๆ
“ขอโทษนะที่หายไป เราไม่อยากลากเธอเข้ามาในเรื่องครอบครัวเรา บางอย่างมันยากจะบอก”
“เราก็ซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้เหมือนกัน”
ฟ้าหัวเราะเจื่อน ๆ “กลัวไหม ถ้าเราจะเริ่มคุยกันใหม่”
แชนไม่ตอบในทันที เพียงแต่หยิบกล้องขึ้นมา ตั้งเลนส์ถ่ายภาพฟ้าอีกครั้ง “ถ้ายังอยากอยู่ในรูปถ่ายนี้… ก็อย่าไปไกลเกินมือฉันอีกเลย”
ทั้งสองยิ้มให้กัน ท่ามกลางแสงแดดยามสายและกลิ่นฝนหลังพายุ ผ่านรอยแผลและการเติบโตบนสองหัวใจ สายลมแห่งการให้อภัยโบกเบา ๆ กลายเป็นจังหวะใหม่ของลมหายใจที่ซ้อนกันซึ่งไม่กลัวความเงียบเหงาอีกต่อไป