เสียงหัวใจบนระเบียงดาดฟ้า
เสียงแอร์คอนดิชันเนอร์ครางหนักตลอดทั้งบ่าย บนระเบียงแคบ ๆ ของดาดฟ้าตึกสำนักงาน ปิ่นยืนพิงราวเหล็ก หอบกล่องข้าวราดไข่ดาวพลาสติก มือหนึ่งจับโทรศัพท์ อีกมือหนุนแก้ม เหม่อมองความสูงของเส้นขอบฟ้า แวบหนึ่ง เธอเห็นคนแปลกหน้ากำลังเดินถือแก้วกาแฟมาใกล้ ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วันไหนก็มีแต่คนหนีขึ้นมาบนนี้นะ” จินขยับสูทออก พูดลอย ๆ ปิ่นชะงัก หันมองคนแปลกหน้า ใจเต้นวูบ
“ไม่ให้ขึ้นเหรอคะ?” ปิ่นถามเบา ๆ เหมือนไม่แน่ใจว่าผู้ชายร่างสูง ตาหยี ๆ จะเอาอย่างไร จินหัวเราะเบา ๆ ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ
“ให้ขึ้นสิครับ ผมหนีขึ้นมาบ่อยกว่าใครเขา” เขาทำท่าเหนื่อยใจพอสมน้ำสมเนื้อ ปิ่นแอบอมยิ้ม จ้องพื้นกระเบื้องเก่า
บรรยากาศมีเพียงเสียงลมกับไอน้ำในแก้ว สองคนยืนห่างกันนิดเดียว ไม่มีใครพูดต่อจนเสียงรถไฟฟ้าบนทางด่วนข้ามหัวไป
วันถัดมา ปิ่นเดินมาขึ้นดาดฟ้าเหมือนวินัยประจำชา เธอเห็นจินนั่งยอง ๆ ตรงมุมเก่า เอากล่องสีขาววางตรงขา
“ขอนั่งด้วยนะคะ…หรือจะเอาดาดฟ้าคืน?”
“คุยเรื่องกล้องไหม?” จินถามเสียงค่อย ปิ่นยิ้มและพยักหน้า สองคนเริ่มคุยเรื่องกล้องฟิล์ม
จู่ ๆ มือจินดันกล่องกล้องมาให้
“ผมเสียใจนะ วันแรกที่มาที่นี่ ผมเหงามาก” เสียงนั้นสั่นเบา ปิ่นวางแก้วชาเขียวข้าง ๆ กล่องกล้อง มองเขาเต็มตาเป็นครั้งแรก
“จริงเหรอคะ? ฉันคิดว่าพี่เป็นคนมีเพื่อนเยอะ” ปิ่นพูดค่อย ๆ แล้วหันไปสบตาเขา แววตาจินเหมือนกำลังซ่อนอะไรไว้ ปิ่นไม่ได้ถามต่อ
ในวันทำงานที่วุ่นวาย ปิ่นเห็นจินเดินสวนมาพร้อมเอกสารเต็มมือ เขาชนกับเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ เอกสารร่วงกระจัดกระจาย ปิ่นรีบช่วยเก็บ กระดาษแผ่นหนึ่งหล่นตรงหน้าเธอ เป็นลิสต์สิ่งที่อยากทำกับใครสักคน
“นี่…ของพี่ใช่ไหมคะ?” ปิ่นยื่นคืน “เรื่องส่วนตัวเหรอ” เธอลังเลสักพัก จินรับคืน ยิ้มเหนื่อย ๆ พยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
วันหนึ่ง ฝนตกหนักหลังเลิกงาน ปิ่นเดินถือร่มมาที่ระเบียง เจอจินทำท่าลังเลจะวิ่งฝ่าฝน
“จะลงไปเลยไหม? หรือจะอยู่รอฝนหยุด” ปิ่นถาม จินส่ายหน้า ริมฝีปากเบ้สุดกลั้น
“ถ้าเราอยู่แล้วฟ้าร้องพร้อมกัน ใครกลัวน้อยกว่าต้องเล่าเรื่องลับให้ฟัง” เขาเสนอเกมขึ้นมาทั้งที่สายตาไม่มั่นใจ ปิ่นชะงัก แต่ก็ยอมเล่น
ฟ้าแลบ เจ้าเมืองน้ำลองเสียงดัง จินกัดปากแน่น
“ผมกลัวเสียงดังมาตั้งแต่เด็ก มีคืนหนึ่ง…” จินสารภาพว่าคืนพ่อแม่ทะเลาะกันหนัก เสียงนั้นเป็นบาดแผลมาจนถึงผู้ใหญ่
ปิ่นฟังนิ่ง ๆ ไม่พูด ไม่ถามต่อ เธอเพียงยื่นมือไปใกล้เขาเล็กน้อย ท่าทีอ้อมแอ้มทว่าสบายใจ
หลังจากวันนั้น ปิ่นกล้าพูดคุยกับจินบนดาดฟ้ามากขึ้น เรื่องส่วนตัว เรื่องฝัน เรื่องที่เจ็บปวด จินก็เริ่มเปิดใจมากกว่าการแกล้งหยอกล้อ
ตลอดหลายสัปดาห์ จินชวนปิ่นลองเดินเล่นทอดน่องริมขอบอาคาร บางวันคุยกันถึงดึก บางวันรอแค่จ้องเงาตะวันตกผ่านเมือง
คืนหนึ่งสาดแสงดาว ปิ่นถามติดตลก “พี่จินเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม?”
“ผมขอแค่คนจริง ไม่ต้องพรหมลิขิต” น้ำเสียงนั้นจริงจังผิดกับรอยยิ้มกว้าง ๆ ปิ่นหัวเราะเขิน จ้องยอดตึกฝั่งตรงข้าม
วันหนึ่ง ปิ่นเห็นจินเดินโทรศัพท์คุยกับหญิงสาวเสียงดัง เธอแอบยืนฟังอยู่หลังประตู รอยยิ้มในสายตาหล่นหาย
บรรยากาศดาดฟ้าวันต่อมาอึดอัด ปิ่นทำเป็นไม่สนใจเสียงหัวใจตัวเองไว้ เธอไม่กล้าเริ่มบทสนทนา จินก็ออกไปสูบบุหรี่ตรงขอบหลัง ไม่มานั่งข้างเธอเหมือนเคย
หลังจากนั้นทั้งสองคนห่างกันออกไปเรื่อย ๆ เหมือนคนแปลกหน้าบนพื้นที่คุ้นเคย ปิ่นหันกลับสู่ห้องตัดต่อ ไม่กล้าชวนเล่นเกมอีก เหลือแต่กล่องข้าวกับเงาเดียวดาย
วันหนึ่ง ปิ่นเดินสวนหน้าห้องประชุม จินกำลังโดนดุเรื่องงานผิดพลาด ปิ่นลังเลจะเข้าไปปลอบหรือปล่อยผ่าน จินขึ้นดาดฟ้าบ่ายนั้น
“วันนี้อากาศดีดีนะ” ปิ่นเริ่ม จินนั่งกอดเข่า ริมฝีปากทำท่าอยากขอโทษแต่ไม่มีเสียง
“ขอโทษที่ทำให้ห่างไป” จินกระซิบ
“กลัว…อะไรบางอย่าง กลัวจะสูญเสียอีก”
ปิ่นนั่งข้าง ๆ สองคนมองเมืองไกลออกไป
“ฉันเองก็กลัวเหมือนกัน” เธอยอมรับ เสียงเบาจนแทบฟังไม่ออก
จู่ ๆ หญิงสาวในสายวันนั้นเดินขึ้นมา พบทั้งสองคนเข้า เธอแนะนำตัวว่าเป็นน้องสาวจิน เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ปิ่นถอนหายใจเงียบ ๆ ฝืนยิ้มให้เธอ
วันต่อมาปิ่นเปิดเกมลับใหม่กับจิน “ความลับของฉันคือ ฉันเคยตัดต่อคลิปผิดจนลูกค้าขู่จะฟ้องบริษัท”
“ถ้างั้น…ความลับของผมคือ ผมเคยอยากลาออก แต่ไม่กล้าเพราะกลัวไม่มีใครเข้าใจ”
ทั้งสองหัวเราะ ประสานความกลัว ผ่านรอยต่อของการยอมรับ
ชีวิตปิ่นมีงานโปรเจกต์ตัดต่อรายการใหม่ต้องใช้เวลากลางคืน เธอเริ่มหายหน้าไปจากดาดฟ้า จินเริ่มส่งข้อความมาถาม
“ยุ่งหรือหนีผม?”
“ยุ่งค่ะ…แต่ก็คิดถึง” ปิ่นพิมพ์ทิ้งไว้ แต่ไม่กล้ากดส่ง
ค่ำวันสุดสัปดาห์ จินถือกล่องขนมขึ้นดาดฟ้า เจอปิ่นนั่งหลับคาหัวเข่า เหนื่อยจนไม่ได้กินข้าว จินนั่งลงข้าง ๆ ปล่อยให้ความเงียบเคลือบระหว่างทั้งสอง
ฤดูงานหนักผ่านไป ความสัมพันธ์สองคนแน่นแฟ้นเสมือนจะก้าวข้าม แต่เวลานั้นเอง ปิ่นได้รับข่าวดีว่าเธอได้ไปทำงานต่างจังหวัดสามเดือน มีโอกาสเติบโตในสายงาน แต่ต้องจากไปทันที
จินพยายามทำเหมือนไม่รู้สึก หัวเราะ “แค่สามเดือนเองเนอะ เมืองนั้นกลางคืนดาวเต็มฟ้าแน่” ปิ่นกลั้นน้ำตา ฝืนยิ้มและกล่าวลา
ทั้งสองห่างกันจริง ๆ จินยังคงขึ้นดาดฟ้าแต่ไม่มีเพื่อนคุย ปิ่นใช้เวลากลางคืนส่งข้อความยาว ๆ แต่ไม่กล้ากดโทร. จินแกล้งส่งมีมเงียบ ๆ หรือรูปวิวบนดาดฟ้า แค่ซึมซับกลิ่นอายของกันผ่านหน้าจอ
วันหนึ่ง ปิ่นเจอข่าวจินจะย้ายงานไปบริษัทใหญ่ในต่างประเทศ เธอตกใจและลังเลว่าควรยินดีหรือเศร้า เพราะรู้ว่าความฝันของจินคือการเป็นโปรดิวเซอร์ระดับอินเตอร์
ปิ่นกลัวจะไม่กล้าพูดความในใจเมื่อกลับมา จึงตัดสินใจบินกลับมาก่อนกำหนด เธอขึ้นไปบนดาดฟ้าที่คุ้นตาเวลาเย็น จินอยู่ตรงนั้น กำลังพับกระดาษเป็นรูปรถไฟฟ้าคันเล็ก ๆ
“จะหนีไปจริงเหรอ” ปิ่นถาม นํ้าเสียงสั่น
“ผมเคยฝันอยากหนีทุกอย่าง แต่พอถึงวันนี้…มันเหมือนอยากให้บางคนวิ่งตาม” จินยิ้มเศร้า
ปิ่นกลั้นใจ “ถ้าฉันขอให้พี่อยู่ จะอยู่ไหม?”
จินนั่งเงียบไปนาน ก่อนค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับมือปิ่น “ถ้าเธอจะสู้ ฝันของตัวเอง ฉันก็อยากสู้เคียงข้างเธอ…แม้ว่าฝันเราจะต่างกัน”
ปิ่นร้องไห้โผเข้ากอดเขา ความหวาดกลัวกับความกล้าค่อย ๆ เบาบาง ภาพรถไฟฟ้าข้ามฟ้ากลางกรุงเทพฯ ฉายอยู่เบื้องหลัง ทั้งสองกล้าเผชิญอนาคต แม้ไม่มีอะไรรับประกัน แต่พร้อมจะจับมือเดินไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะบนดาดฟ้าหรือที่ใดในโลกใบนี้