มนตราแห่งสายลมดำ
เสียงกรีดร้องของสายลมดังสะท้อนในยามรุ่งสาง เศษกระจกเล็ก ๆ ลอยวาบไปตามสายลมเหนือขอบฟ้า อาลีลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยใจเต้นแรง เงาของม่านหน้าต่างโยกไหวราวกับสิ่งมีชีวิตกำลังเฝ้ามอง เธอเอื้อมมือสั่น ๆ ไปสัมผัสข้างหมอน ไม่มีอะไรนอกจากผ้าห่มเย็นเฉียบและกลิ่นควันจาง ๆ ของไฟเก่า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงเคาะประตูสามครั้ง พี่ชายของเธอ—เซลิม—เปิดเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “อาลี ฝันร้ายอีกแล้วใช่ไหม”
“ใช่…” อาลีเม้มริมฝีปาก เธอมองมือที่กุมผ้าห่มไว้แน่น “เมื่อคืนเหมือนมีใครมากระซิบข้างหูว่า ‘จงฟังเสียงสายลมดำ’ ฉันไม่เข้าใจ”
เซลิมเดินเข้ามานั่งข้างเตียง เขาหลีกเลี่ยงสายตา พลางหยิบลูกแก้วสีดำจากกระเป๋าเสื้อ “ความทรงจำบางอย่างไม่ควรฟื้นขึ้นมา อาลี เราควรลืมมันให้หมด”
อาลีแลมองลูกแก้วนั้น “มันคืออะไรกันแน่ เซลิม? ทำไมหลังลมดำในคืนนั้น โลกของเราถึงเปลี่ยนไป ไม่มีใครจำได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
สายลมกลางเช้าหวีดร้องและก้อนเมฆสีคล้ำไหลผ่านหน้าต่าง เมืองลอยฟ้าทั้งเมืองดูเงียบงันราวกับต้องมนตร์ เด็กสองคนลุกขึ้น บ้านทั้งหลังมีแต่กลิ่นของน้ำค้างกับสิ่งที่หายไป
พวกเขาออกจากห้องนอนสู่ห้องโถง แม่ของอาลีกำลังยืนก้มหน้าข้างโต๊ะอาหาร มือมีรอยไหม้เล็ก ๆ จากการหุงข้าว “พวกเธอสองคนรีบมากินเถอะ วันนี้เป็นวันที่ฟ้าจะเปิดสั้นมาก”
เซลิมสบตาแม่เพียงครู่เดียวก่อนจะคว้าขนมปังใส่ปากไม่พูดจา อาลีจ้องรอยไหม้บนมือเปื้อนเศษข้าว “แม่… ทำไมทุกคนถึงกลัว ‘ลมดำ’ กันนัก?”
แม่หยุดนิ่ง เงียบนานราวกับจะกลืนฟ้าลงคอ “เพราะใครก็ตามที่จ้องเข้าไปในลมดำนั้น จะลืม…แม้แต่ตัวเอง”
อาลีเงียบไป รีบกัดขนมปังกลืนน้ำตา เธอมองรอยฝุ่นดำที่ขอบหน้าต่าง ราวกับถูกทิ้งร่องรอยเอาไว้ในคืนอสรพิษนั้น
บ่ายวันเดียวกัน ขณะที่แสงแดดส่องผ่านแท่งแก้วประดับบ้าน อาลีเดินออกไปที่ดาดฟ้า เธอสัมผัสผนังหินเย็นเฉียบบนรอยร้าวที่ไม่มีใครซ่อมมาหลายสัปดาห์ “เซลิม เราจำเป็นต้องรู้…ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น”
เซลิมวางมือลูกแก้วลง กะพริบตาช้า ๆ “ถ้าคำตอบมันน่ากลัวล่ะ? เราอาจจะกลับไปเหมือนเดิมไม่ได้”
“ฉันอยากจำ…ขอแค่ได้รู้ว่าเราสูญเสียอะไรไป” อาลีเสียงเบา เธอมองสายลมที่หมุนวนเหนือปล่องควันของเมืองอีกฝั่ง
ในค่ำคืนนั้น ขณะลมหยุดนิ่ง เซลิมนำทางน้องสาวไปยังหอระฆังร้างที่ปลายเมือง กับเสียงฝีเท้าเบาหวิวของนักล่าฝันซึ่งเร่ร่อนอยู่ในโลกที่ความจริงสลาย
“จะดีเหรอ?” อาลีถามเมื่อพวกเขาเข้าใกล้ซากหอสูงนั้น
เซลิมหยุด เขาชั่งใจนาน “บางสิ่งในหอนี้อาจบอกเราได้ ว่าทำไมความทรงจำของเราถึงไม่ตรงกัน”
ห้องใต้หอเป็นความมืดสนิท มีเพียงแสงจากลูกแก้วสีดำในมือเซลิมที่ค่อย ๆ สว่างขึ้น ภาพบนผนังเผยให้เห็นลายเส้นเก่าแก่ของพายุ มนุษย์ และดวงตาเปล่าเปลี่ยวที่ล่องลอย อาลีเอื้อมมือแตะภาพดวงตา
ทันทีนั้นภาพอดีตพลันแทรกเข้ามาในหัว—เสียงหวีดร้องปริศนา คนวิ่งพล่านบนสะพาน แลบแสงดำวนรอบคนคนหนึ่งที่อาลีไม่อาจเห็นใบหน้า
อาลีซวนเซ เซลิมประคองไว้ “ฉันเห็น…เห็นอะไรบางอย่าง เด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกลมดำกลืนหายไป ทิ้งแต่เงา… เงาคนเหมือนใครสักคนที่ฉันรู้จัก…”
เซลิมกัดฟัน นัยน์ตาของเขาสั่นระริก “บางทีเรา… ควรหยุดแค่นี้”
แต่ตัวอาลีกลับดื้อดึง เธอค้นดูซอกกำแพงและพบกล่องไม้เก่าแก่ มีตราสัญลักษณ์เหมือนตาข่ายสายลม ด้านในมีจดหมายที่เขียนด้วยลายมือสั่น “ใคร…เขียนกัน?”
เซลิมชะงัก เขาจำลายมือได้ “เป็นของพ่อ…”
อาลีลอบมองหน้าเซลิม ปากเบี้ยวด้วยความกลัว “พ่อเคยบอกว่า ความจริงบางอย่างควรถูกกลืนโดยลมดำ… แต่…ทำไม?”
เสียงสายลมนอกหน้าต่างดังขึ้นอีกระลอก ดั่งร้องไห้คร่ำครวญกับอดีตอันปริศนา
ค่ำคืนถัดมา อาลีแอบอ่านจดหมายนั้น ในจดหมาย พ่อของพวกเขาเขียนถึง ‘ปรารถนาให้ลูกได้รับอิสรภาพจากพันธะโบราณ’ แรงสะท้อนบางอย่างกระทบใจอาลี เธอเห็นภาพใบหน้าพ่อพร่าเลือน แผ่วเบาด้วยความเศร้า
เธอสะดุ้งเมื่อเซลิมย่องเข้ามาเงียบ ๆ “รู้ไหม ทำไมฉันถึงหลีกเลี่ยงความทรงจำ?”
“เพราะมันเจ็บ?”
เซลิมพยายามยิ้ม “เพราะพ่อ…เป็นคนแรกที่ถูกลมดำพรากความทรงจำ และฉัน…เป็นคนที่ขอให้เขายอมรับมนตรานั้นเอง”
อาลีเงียบไปนาน ลมหายใจขาดห้วง “หมายความว่า…”
“หมายความว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะฉันกลัวจะสูญเสียครอบครัว กลัวแม้กระทั่งความจริง” เซลิมน้ำเสียงสั่นไหว
ตอนรุ่งเช้า เมฆคลี่ตัวเหนือขอบฟ้า เมืองลอยฟ้าเรืองรองขึ้นเพียงชั่วครู่ อาลีเดินไปยังจุดชมฟ้า รอยแยกใต้เท้าทำให้เธอนึกถึงลมดำที่กลืนกินเงาคน อดีตเริ่มกระจ่าง เธอจำได้ว่าคืนนั้น พ่อปกป้องเด็กหญิงอีกคนไว้ แล้วสละตนเองต่อหน้าลมดำ
เซลิมเดินตามมาอย่างช้า ๆ “บางที…เราควรให้อภัยตัวเอง ตราบใดที่ผ่านมาเราก็คือเหยื่อของความกลัว”
อาลีหลับตา สูดกลิ่นสายลมที่เย็นสดใหม่ เธอกลั้นน้ำตาเป็นครั้งแรก “เราต้องเดินต่อ… โลกยังคงหมุน แม้สิ่งที่สูญหายจะไม่มีวันกลับมา”
สายลมค่อย ๆ หมุนวนผ่านปลายนิ้ว เธอเปิดแขนกว้างท้าแสงอาทิตย์ เซลิมวางมือลงบนบ่าของน้อง ความเงียบให้ความอบอุ่นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ทั้งสองคนยืนเคียงข้างกัน ขอบฟ้าที่อยู่เบื้องหน้าค่อย ๆ เปิดกว้างราวกับรับฟังความกล้าหาญอันอ่อนโยน และแม้รอยแผลจะฝังลึก แต่ความรักและการให้อภัยกลับผลิบานในใจอย่างเงียบงัน เมื่อแสงเช้าแห่งวันใหม่เริ่มต้นบนเมืองลอยฟ้าอีกครั้ง