แสงสุดท้ายบนเรือเหล็ก
เสียงไซเรนแผ่วเบาดังสะท้อนผ่านโถงโลหะของเรือสำรวจ ‘ศิลา-17’ ฝุ่นละอองแขวนอยู่ลอย ๆ กลางอากาศใกล้ตะแกรงกรองอากาศที่ติดไฟกระพริบ อาคินใช้หลังมือเช็ดหน้าผาก หายใจแรงติดขัด มือเกาะราวเหล็กพลางเหลียวมองกระจกหน้าต่างที่เปิดออกสู่ความว่างเปล่าข้างนอก—ทะเลอวกาศเปลือกน้ำแข็งบนดาวตะโกนเงียบ อุปกรณ์สื่อสารในเทอร์มินอลร้องเตือนสั้น ๆ อักขระแดงขึ้นค้าง “ระบบไฟฟ้าตอนกลางเรือผิดปกติ”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฝีเท้าดังชัดจากปลายทางเดิน “พี่อาคิน ของเราดับอีกแล้วเหรอ?” วาจาของน้ำฝน ผู้ช่วยลูกเรือสาววัยยี่สิบต้นดังคละเคล้าเสียงหัวเราะทระนง ฝีเท้าไวเกินจะเป็นห่วงจริง ใต้ผิวปากเธอซ่อนไว้ซึ่งความกลัวการติดอยู่ในความมืด
“ต้องช่วยกันเช็คสายไฟตรงช่องระบาย พอได้ยินเสียงเครื่องยนต์แทรกไหม?” อาคินสวน รอยยิ้มบางปรากฏที่ริมปาก ความเหน็ดเหนื่อยสะท้อนใต้ตา ทว่าแววตากลับแข็งกร้าว น้ำฝนแค่พยักหน้า พยายามไม่จ้องรอยแผลเป็นที่ขึ้นเป็นรอยด่างที่แขนซ้ายของผู้ชายคนนี้
เสียงประตูเหล็กกระแทก ติน วิทยากรขี้ประชดวัยสามสิบปลายเดินเข้ามาในห้องควบคุม “พวกเราจะปิ้งกันเหมือนปลากระป๋องที่ลอยในซุปสุญญากาศเมื่อไหร่กันแน่ล่ะ?” ตินเปรย ชายหนุ่มมีนิสัยคิดลึกไปไกลเกินกว่าใครคิด อ่านรายละเอียดเครื่องได้โดยไม่ต้องเปิดไดอารี่
“ช่วยปิดเซอร์กิตเบรกเกอร์ห้องสี่ที นายอย่าเล่นมุกอย่างนี้นัก น้ำฝนกลัวจริง” อาคินพูด โดยยังจ้องหน้าจอแสดงคลื่นไฟฟ้าที่ค่อย ๆ ลดต่ำลง แววตาที่อ่านไม่ออกปรากฏบนใบหน้าเขา มุมปากกระตุกคล้ายจะยิ้มแต่เปลี่ยนใจกลางคัน
ขณะกำลังตรวจเช็คระบบ จู่ ๆ แสงไฟทั้งลำดับดับพรึบ ความมืดบีบเข้ามาอึดอัด กรีดกลางความเงียบมีแต่เสียงหายใจและลมหายใจที่ถี่แรง ทุกคนหยุดนิ่ง—สัญญาณไฟฉุกเฉินไม่ติด อะไรบางอย่างผิดปกติกว่าทุกครั้ง นิ่งงันอยู่ครู่เดียว น้ำฝนเป็นคนแรกที่ฝืนหัวเราะออกมา เสียงนั้นแห้งเปราะ “ขอโทษนะ ฉันกลัวความมืดจริง ๆ” เสียงเธอสั่น จ้องแสงไฟมือถือในมือสลัวกะพริบ
อาคินสืบเท้าช้า ๆ ลูบไล้ฝาตู้ไฟด้วยมือเปล่าเผยบาดแผลใหม่ เงียบอยู่นานก่อนจะพูดเบา ๆ “มันไม่ใช่แค่ไฟดับ คืนนี้จะยาวกว่าทุกคืนที่เรารู้จัก” ทุกอย่างเริ่มต้นที่นี่…
ความเงียบถาโถม ท่ามกลางไฟสำรองสีฟ้าอ่อนอึ้ง ดวงตาลอยคว้างของแต่ละคนเปล่งความกลัว บรรยากาศอึมครึม เจน หัวหน้าฝ่ายชีวภาพหญิงวัยกลางคน ผู้ไม่เคยยิ้มเต็มปากเข้ามานั่งข้างอาคิน “ระบบควบคุมบรรยากาศเริ่มหยุดตอบสนอง พวกสัตว์ทดลองยังปลอดภัย แต่ถ้าท่อ O2 รั่ว…” เธอหยุด หยิบสมุดบันทึกปกหนังขึ้นมา เปิดดูรายงานพลางส่ายหน้า
“ปีเตอร์อยู่แล็บฝั่งโน้นใช่ไหม?” อาคินเอ่ย เจนแค่พยักหน้า อวลด้วยแรงกดดันที่ใครก็สัมผัสได้ “เขาตามหาอะไรอยู่?” น้ำฝนแทรกแบบไม่เต็มเสียง
ไม่มีใครตอบในทันที ในห้องแคบ เสียงกระซิบและการแลกเปลี่ยนสายตาบอกถึงความหวาดระแวงที่งอกเงียบ ๆ ปีเตอร์ นักพันธุศาสตร์รุ่นเยาว์ เพื่อนคนเดียวในทีมของน้ำฝน ไม่เห็นหน้ามานานหลายชั่วโมง
“แค่ไปดูระบบกรองเลือดในตู้เย็นเผื่ออะไรเสียหาย… ไม่ได้หายไปไหน” อาคินให้คำตอบคลุมเครือ มุมปากตินยังไม่หายยิ้มประชด “ถ้าถึงเวลาจะได้ฉันอยู่กับใคร ตกลงนายรู้ไหมว่าปีเตอร์ไปทำอะไรลึกขนาดนั้น?”
ไม่มีเสียงตอบ มีแต่เสียงลมหายใจแตกกระเจิง และความเงียบจนคิดว่าอวกาศด้านนอกเปิดกว้างมากกว่าซอกตู้ไฟในห้องนี้ น้ำฝนขยับมือไปแตะมือเจนวูบหนึ่ง เมื่อเธอเห็นอีกฝ่ายไม่สบายใจ
“นายคงอยากให้ฉันไปดูปีเตอร์” น้ำฝนกระซิบ อาคินแค่พยักหน้า ไม่มีคำปลอบ ซ่อนความกังวลไว้ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเก่า ๆ
ตินเปิดประตูออก เดินนำไปด้วยไฟฉายเล็ก น้ำฝนตามไป เสียงฝีเท้ากระทบพื้นเหล็กชวนสะดุด ในความมืดแววตาอาคินเหมือนกำลังย้อนกลับสู่วันที่เขาทำผิดซ้ำซากเมื่อครั้งที่เรือยังลำเก่า ทิ้งคนหนึ่งไว้ข้างหลังเพราะความลังเลในตัวเอง
ทางเดินมืด เงาร่างทั้งสองสะท้อนบนผนังโลหะ ตินหยุดสะกดรอยเท้าฟัง ทุกอย่างเงียบผิดปกติ “น้ำฝน นายเคยสงสัยบ้างไหมว่าทำไมอาคินไม่เคยเล่าถึงบ้านเกิด?”
น้ำฝนเม้มปาก ไม่ตอบตรง ๆ “เราทุกคนล้วนหนีบางอย่างมา ดาวนี้ใครปลอดภัย?”
“ฉันแค่… ไม่อยากติดอยู่กับความลับ” น้ำฝนพูดเสียงแผ่ว
เสียงบางอย่างขูดเคลื่อนในห้องแล็บ ปะทะกับเงา ตินยกไฟฉายส่อง พบปีเตอร์นั่งกอดเข่าในมุมหนึ่ง
“นายโอเคไหม?” น้ำฝนเอ่ย ปีเตอร์เงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงบวม เสียงสั่น “ฉัน… แก้ไขฐานข้อมูลดีเอ็นเอเองไม่ได้ ฉันกลัวถ้ามีอะไรผิด…”
ตินหัวเราะขื่น ย่อตัวลง “ไม่ใช่แค่ระบบ นายกลัวตัวเองมากกว่าใช่ไหม?” ปีเตอร์เหลือบไปมองเศษชิ้นส่วนบนโต๊ะ รอยร้าววิ่งผ่านฝ่ามือ
“กลับห้องควบคุมกัน เดี๋ยวเราวางแผนกันใหม่” น้ำฝนลุกยืน ส่งมือให้ เขารับไปช้า ๆ ตอนเดินกลับ ตินเหล่มองปีเตอร์อยากคุ้ยประเด็นต่อ แต่ปล่อยว่างไว้กลางทางเดินเวลานี้
ไฟติดเพียงชั่วครู่ ก่อนดับพลัน ทิ้งเสียงเพลงเบา ๆ ปนรายการข่าวเก่า ที่เครื่องเล่นอัตโนมัติแว่วขึ้นผ่านลำโพงไร้คนควบคุม “ศิลา-17 ได้รับสัญญาณเตือนภัยดาวต้นกำเนิด กรุณายืนยันสถานะ…” เสียงขาดห้วง ทุกสายตาหันไปทางอาคินราวค้นหาคำตอบ
เจนอึดใจ ลุกขึ้นเดินไปเปิดช่องฉุกเฉิน เช็คถังอากาศสำรอง ดวงตาเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเปิดเผยต่อใคร “เราต้องออกไปตรวจที่ดาดฟ้าไฟสำรองตอนนี้ หาไม่แล้วต้องเลือกว่าระหว่างหายใจหรือรอหวังปาฏิหาริย์”
อาคินยิ้มกลืน “ปาฏิหาริย์ ยังคงไม่ปรากฏบนดาวนี้เลยนะ” น้ำฝนหัวเราะในลำคอ เสียงแห้งจนเหมือนลืมรสชาติความหวัง
ทั้งสี่คนเดินฝ่าความมืดด้วยแสงไฟฉาย เสียงเท้ากระทบกรอบเหล็ก ลมหายใจเย็นเหมือนน้ำแข็ง ปีเตอร์ยังไม่พูดอะไร จวบจนถึงบันไดดาดฟ้า เขาหันมาสบตาติน “ฉัน…ขอโทษที่เก็บเรื่องแบบนั้นไว้ ทั้งที่ควรบอกตั้งแต่วันแรก”
ตินยืนเท้าเอว เงียบครู่ ใช้หลังมือเช็ดน้ำตาตัวเอง “ถ้าทุกคนไม่มีความลับสักคน แต่ละคนก็แค่เครื่องจักร ใช่ไหม?”
ขึ้นสู่ดาดฟ้า ท้องฟ้าดาวเคราะห์แดงขุ่นพล่าน หมอกโปร่งระเรื่อคลุมพื้นผิว อาคินค่อย ๆ เดินไปเปิดฝาเครื่องควบคุมไฟสำรอง เสียงไฟปะทุดังเปรี๊ยะ ทุกคนกลั้นใจ นาทีนั้นเจนเปรยเสียงต่ำ “ฉันไม่กลัวขาดออกซิเจน ฉันกลัวตื่นมาตระหนักว่าใช้ชีวิตทั้งชีวิตโดยไม่เคยไว้ใจใครเลย…เป็นครั้งเดียวที่กลัว”
แสงไฟค่อย ๆ กลับมา ความตึงเครียดเหมือนปล่อยคลายช่วงสั้น ๆ ก่อนที่ระบบภายนอกจะส่งสัญญาณเตือนใหม่ “ห้องเมมเบรนมีการบุกรุก กำลังทำลายหลักฐานบางอย่าง” น้ำฝนรีบวิ่งลงบันได ปีเตอร์ตาม ตินสบตาอาคินที่ยังยืนนิ่ง
“นายไม่ไปหรือ?” ตินเอ่ย เสียงเครียด อาคินถอนใจสั้น “ฉัน…ยังกลัวที่จะชดใช้ ฉันเคยทอดทิ้งเพื่อน ฉันกลัวทำซ้ำอีก”
“ถ้าเลือกนิ่งอยู่ก็เหมือนตายทั้งเป็น” ตินว่า ก่อนจะวิ่งตามพวกนั้น อาคินกัดฟัน ตัดสินใจตามไปทันที
ทั้งสี่ถึงห้องเมมเบรน เห็นข้อความ “ลบข้อมูลแล้ว 80%” บนจอ ทุกคนชะงัก เจนทิ้งสมุดบันทึกลงพื้น “ใครกันแน่ที่ลบ?” ปีเตอร์ยืนนิ่ง น้ำฝนกลับน้ำตาคลอเบ้า ตินนิ่งพูดไม่ออก อาคินตัดสินใจเข้าหาแผงควบคุม กดปุ่มกู้ข้อมูลกลับ
หน้าจอขึ้น “ต้องมีรหัสผ่านอดีต” ทุกคนเงียบ นั่นคือรหัสที่อาคินเคยใช้กับเรือรุ่นเก่า รหัสเดียวที่เขาตั้งจากวันตายของพี่ชายช่วงภารกิจหลบหนีดาวเดิม—ความผิดที่ไม่เคยให้อภัยตนเอง
เขายืนนิ่ง มือสั่น น้ำฝนพูดเบา ๆ “ถ้าไม่ใช่วันนี้จะไม่มีวันไหนที่นายเข้าใจตัวเองอีก”
นิ้วมือกดรหัส ความทรงจำพรั่งพรู เสียงความกลัว ความทุกข์ใจคืนวันเก่า เสียงระเบิด เรือลำเดิม ผู้คนร้องเรียก อาคินปล่อยน้ำตาซึมหยดเดียวขณะแสงไฟจอกะพริบ
ข้อมูลกู้คืนได้ 40% ทุกคนถอนใจ เจนกล่าว “ตอนนี้ใครลบอะไรไปมันไม่สำคัญ ว่าแต่เราต้องไว้ใจกันได้จริงไหม?”
ปีเตอร์เงยหน้ามา “ถ้าไม่เริ่มตอนนี้ เราจะตายก่อนจะได้รู้จักกันจริง ๆ”
ตินหัวเราะเงียบ ๆ “คืนนี้ขอโทษกันทุกเรื่อง แล้วพรุ่งนี้ค่อยทะเลาะใหม่ก็ได้”
อาคินยิ้มละมุนเป็นครั้งแรก “ฉัน…ขอบคุณที่ไม่ทิ้งกันไว้ในความมืด” แสงไฟสุดท้ายส่องประกาย ท่ามกลางสายตาที่สิ้นหวังเมื่อหลายชั่วโมงก่อน ตอนนี้เต็มไปด้วยความหมายใหม่ แม้จะยังไม่มีอะไรสมบูรณ์ แต่ทุกคนเลือกหันหน้าสู้ คืนที่ยาวที่สุดกลายเป็นคืนที่แต่ละคน ‘ได้เห็น’ ตัวเองอย่างแท้จริง
ท้องฟ้าดาวเคราะห์แดงแทรกผ่านหน้าต่าง เรือศิลา-17 ยังคงลอยท่ามกลางอวกาศ เยือกเย็นอ้างว้าง แต่ฉายในไฟริบหรี่ของความไว้ใจ ความผิดและอภัย นั่นคือแสงสุดท้ายบนเรือเหล็ก ที่ใครก็ไม่มีวันลืม