ใต้จันทร์กรดาน้ำ
ฟ้าราวกับละลาย ฝนสีเทาปะทะหลังคาสังกะสีเกิดเสียงซ่า เด็กชายชื่อราม วัยเจ็ดขวบ กอดตุ๊กตาผ้าขาด ๆ แนบอกแน่น มองเงาของแม่ที่นั่งเหม่อข้างตะเกียง รามกระซิบ “แม่…จะหยุดตกมั้ยครับ”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!หญิงสาววัยสามสิบสองชื่อวาทิน เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างลายฝ้าขุ่น น้ำฝนกรดกัดกินใบไม้ร่วงกราว เธอฝืนยิ้ม “สักพักมันก็คงหยุด แม่เคยบอกแล้วใช่มั้ย ฝนแบบนี้มาเร็วไปเร็ว”
รามนิ่งมองฝนสายยาว ลำคอแห้งผาก เด็กน้อยลังเล ก่อนจะถามเสียงแผ่ว “แล้วพ่อจะกลับมาวันไหนครับ” วาทินชะงัก มือกำแก้วน้ำนิ่ง “พ่ออยู่ไกล เขาต้องหาทางกลับมาเองลูก”
เสียงบางอย่างใต้พื้นเรือนดังอืมๆ รามขยับตัวหนี อ้อมแขนวาทินโอบลูกไว้ซบอกเงียบงัน ความอบอุ่นท่ามกลางเสียงฝนโหมกระหน่ำ
กลางคืนจันทราสีน้ำเงินลอดม่านหมอก กลุ่มคนในชุมชนเล็ก ๆ รวมตัวในกระท่อมประชุม หัวหน้าผู้อาวุโสเตรียมแจกหน้ากากกันกรด วาทินตัดใจพารามเข้าประชุม แม้ว่าจะไม่แน่ใจว่าสิ่งใดอันตรายกว่าระหว่างสายฝนหรือเสียงลึกลับยามค่ำ
ภายในกระท่อมไม้แคบแสงเทียนสว่างจ้า ผู้เฒ่ายืนขึ้นประกาศ “ฝนคราวนี้ไม่เหมือนเดิม ดูพระจันทร์สิ…มันเปลี่ยนสี เด็ก ๆ อย่าออกไปเล่นน้ำเด็ดขาด มีคนเจอปลาตายเกลื่อนลำธาร”
เสียงฮือฮา เด็กชายคนหนึ่งเยาะราม “กลัวน้ำเหรอ จะเป็นอะไร มันก็แค่ฝน!” รามก้มหน้าไม่พูด วาทินจ้องกดเสียงตำหนิ “อย่าแหย่กันแบบนั้น คนที่หายไปเมื่อวานยังหาไม่เจอเลยนะ”
ท่ามกลางความเงียบ รามเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแสงจันทราทาบลงผิวน้ำกลางป่า เงาคล้ายตัวอะไรบางอย่างแว่บวาบ เด็กชายขยับเข้าหาแม่ไม่เอ่ยแม้แต่คำเดียว
รุ่งเช้า วาทินเข้าครัวเตรียมอาหาร รามกลั้นใจถาม “แม่…พวกเขารอดได้ยังไงตอนฝนตก” วาทินยิ้มอ่อนโยนแต่สายตาหม่นเศร้า “เราต้องระวัง อย่าดื่มน้ำจากลำธาร อย่าออกไปรับฝน สิ่งที่เกิดขึ้น…มันเปลี่ยนไปแล้วลูก”
เสียงร้องเอะอะจากภายนอก โจ หนุ่มวัยรุ่นร่างเล็ก ตะโกนเรียกวาทินให้รีบไปที่ลำธาร ใครบางคนได้กลิ่นเหม็นเน่ากรุ่นโชย ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมุงดูศพลอยน้ำ วาทินตะลึง เด็กรุ่นเดียวกับรามนอนคว่ำหน้า ผิวซีดเผือด
วาทินดึงรามออกห่างตะโกนห้ามไม่ให้มอง รามตัวสั่น เงาจากใต้น้ำไหววูบ สายตาเขาค้างเติ่งที่ผิวน้ำเหมือนถูกสะกดจิตชั่วขณะ โจจับบ่าราม “อย่าดู นายไม่อยากจำภาพนี่หรอก”
คืนนั้น รามฝันว่าเดินหลงในป่า มีเสียงน้ำเคลื่อนไหวกับเสียงหญิงสาวร้องเรียก เขาตื่นเหงื่อท่วมตัว วาทินปลุกปลอบเอามือเช็ดหน้าผาก อย่างเงียบงัน
วันถัดมา ฝนกรดยังไม่หยุดตก จำนวนปลาตายมากขึ้น ชาวบ้านเริ่มไม่กล้าใช้น้ำ วาทินต้องแอบกักน้ำฝนสะอาดไว้ให้ราม เธอกังวลแต่แสร้งยิ้ม “แม่ยังอยู่ตรงนี้ลูก อย่ากลัวนะ”
โจแวะมาหาวาทินพร้อมข่าวลือ “เมื่อคืนมีคนเห็นแสงใต้ลำธาร พวกผู้ใหญ่ไม่ให้พูด แต่มันไม่ใช่แค่ปลากับศพ เหมือนมันมีอะไรขยับได้”
รามฟังอึ้ง สายตาสงสัยปนกลัว โจเหล่มองวาทินอย่างลังเล ก่อนจะสารภาพเบา ๆ “เมื่อคืนคุณอาลุกออกมากลางฝนด้วยนะครับ ผมเห็นเองกับตา” วาทินสีหน้าเปลี่ยน
ตกเย็น วาทินยืนเฝ้ารามเล่นในบ้าน คิดถึงสามีเก่าที่หายไป เหม่อลอยถึงตอนทะเลาะกันเรื่องการอยู่รอด เขาทิ้งครอบครัว ในใจเธอทั้งโกรธทั้งคิดถึง
เสียงฝนหยุด วาทินจูงรามออกมายืนใต้จันทร์สีคราม ลมเย็นผ่านใบหน้า รามจ้องฟ้าสีแปลก “แม่ พระจันทร์เหมือนดวงตายักษ์เลย” วาทินตอบเงียบ ๆ “บางครั้งธรรมชาติก็ดูน่ากลัว…แต่เราต้องกล้าเผชิญกับมัน”
ค่ำวันต่อมา โจแอบพารามลอบไปดูริมลำธาร แสงจันทราสะท้องเงาน้ำเหนียง ๆ รามลังเลก่อนจะถาม “นายกลัวไหม โจ” โจถอนใจ “แน่นอนสิ แต่ถ้าไม่รู้ว่าอะไรอยู่ข้างใต้ เราจะหนีไปไหนได้”
จู่ ๆ น้ำในลำธารสั่นไหว เงาดำใหญ่ขยับ รามกับโจเบิกตากว้าง หนีจ้ำอ้าวกลับบ้าน โจพึมพำ “มันกำลังดูเรา…”
ในห้องมืด วาทินดึงลูกเข้าห้องปิดประตู เธอทำท่าจะแข็งแรงแต่ลึก ๆ ในใจกลัวโดดเดี่ยว เสียงฝนเริ่มตกอีกครั้ง เธอพ่นลมหายใจหนัก ๆ
คืนถัดมา บางสิ่งคล้ายคนโผล่ขึ้นบนผิวน้ำ หญิงคนหนึ่งแหกปากร้องสุดเสียงก่อนเงียบงัน ชาวบ้านรวมตัวกลางฝนอีกครั้ง มองหน้ากันอย่างไม่ไว้ใจ
วาทินตัดสินใจ