หยดฝนสุดท้ายแห่งเมืองตะวันฝัน
เมฆลอยต่ำปกคลุมเกาะกลางน้ำชื่อ “ระย้าพิรุณ” ดวงอาทิตย์ที่เหี่ยวแห้งดูเหมือนจะไม่ยอมส่งแสงผ่านม่านไอน้ำตั้งแต่เมื่อคืน สถานีผลิตฝนทรุดโทรม แสงสีฟ้ากระพริบวาบริบหรี่ เสียงหวอดังอยู่เบื้องบน พิรุณยืนพิงกระจกหน้าต่างด้วยดวงตาใคร่รู้ ขณะมองหยดน้ำสุดท้ายไหลลงตามร่องไม้บนบานหน้าต่างอย่างแผ่วเบา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ดูอะไร อย่าบอกว่ายังหวังว่าฝนจะตก” ทวี ปิดสมุดบันทึกแรงดันน้ำ วางลงบนโต๊ะโลหะเก่า
พิรุณเหลียวมองพ่อ พยายามเก็บเสียงบ่นเล็ก ๆ ในใจ แต่ใบหน้ากลับเผยความดื้อดึงให้เห็น “ถ้าวันนี้ฝนกลับมา พ่อจะเชื่อว่า…ทุกอย่างยังแก้ไขได้มั้ย”
ทวีถอนใจ หันหลังให้ “ฝนไม่ได้หายไปเพราะคำขอของเรา ถ้าอยากช่วยพ่อ ก็มาช่วยตรงนี้—อย่ามัวเพ้อฝัน”
เสียงอุปกรณ์น้ำกลั่นครวญครางขึ้น พิรุณชะโงกหน้าดูท่อเปียก ๆ ในขณะที่ทวีเร่งปรับเข็มวัด พิรุณกัดปากลังเล แต่ในดวงตาเต็มไปด้วยปรารถนาอยากช่วยค้นหาคำตอบ
ตอนกลางคืน ลมเย็นกรูเข้าตามประตูเก่า เสียงฝีเท้าของพิรุณที่ค่อย ๆ ลอบออกนอกบ้านแว่วแผ่ว ทะเลใต้ท้องฟ้าดำมืดล้นไปด้วยหมอกน้ำแปลกตา เด็กสาวคนเดียวตัดสินใจเดินตามกลิ่นน้ำชื้น ออกสู่ชั้นดาดฟ้าสถานี ภายใต้แสงจันทร์ซ่อนตัวในม่านหมอกสีเงิน
เงาซ้อนบางอย่างกระซิบบนสายลม เงาน้ำระยิบระยับชวนให้หยุดนิ่ง เสียงคลื่นกระทบโครงเหล็กดังแผ่วเบา “…เจ้าหนู” อะไรบางอย่างในหมอกเอื้อนเอ่ย น้ำเสียงแก่ชราและเปลี่ยวเหงา
พิรุณขยับถอยหลังเล็กน้อย ก้มมองตะปูตรงพื้น “ใครน่ะ?”
“ข้า…คือวิญญาณแห่งหยาดฝน เดินสัญจรในคืนหมดหวัง เช่นเดียวกับเจ้า” เงาน้ำที่พูดพลิ้วไหวเหมือนหยาดน้ำเล็ก ๆ ลอยส่งแสงเป็นริ้วระย้า
“ถ้าพาฝนกลับมาได้…ช่วยครอบครัวฉันด้วยเหรอ?” เสียงพิรุณสั่นคลอนปนความหวังและหวาดกลัว
วิญญาณนิ่งงันชั่วขณะ “คำถามสำคัญคือ เจ้ากล้าสารภาพความจริงกับผู้ที่รักหรือไม่…”
เช้าถึง พิรุณหน้าหมองซึม ไร้ความสดใสเดินเคียงข้างพ่อตรวจท่อลำเลียงน้ำ ทวีมองลูกด้วยความสงสัย ก่อนพูดตัดบทเสียงกร้าว “จะบอกอะไรมั้ย หรือจะทำตัวล่องลอยแบบนี้ไปจนเราจืดจางเหมือนแดด?”
พิรุณเม้มริมฝีปาก “เมื่อคืน…ฉันได้ยินเสียงอะไรบางอย่างบนดาดฟ้า มันบอก…ฝนจะมา ก็ต่อเมื่อเราเลิกซ่อนความเศร้าไว้ข้างใน”
ทวีหัวเราะเย็น “มันคือเสียงในหัวลูกเองนั่นละ”
พิรุณเบือนหน้าหนีรู้อยู่ว่าใจตนเองก็คล้ายท่อเก่าของสถานี—เต็มไปด้วยตะกอน ถอนใจระบายความอัดอั้น “พ่อ…ทำไมไม่เคยพูดถึงแม่?”
ทันใด เหมือนทุกสิ่งรอบตัวหยุดนิ่ง ทวียืนนิ่งค้างเหมือนถูกถ่วงด้วยหินหนัก ดวงตาหลุบต่ำเสียจนแทบมองไม่เห็นท้องฟ้า
“บางเรื่อง คิดถึงก็แค่ให้มันเจ็บกว่าเดิม”
เมฆหมอกเริ่มหนาขึ้น พิรุณเงียบงัน พลันได้ยินเสียงกระซิบอีกครั้ง “หากอยากให้ฝนกลับมา ต้องปลดปล่อยความปวดร้าวออกมาให้หมด…อย่าให้มันเป็นสนิมคาใจ”
เด็กสาวลังเล หยิบสมุดเก่าที่แม่เคยใช้มาดู อ่านลายมือที่ขีดเขียนประโยคสั้น ๆ ‘เมื่อใจเราแห้งแล้ง ฝนก็หยุดร้องเพลง’
คืนนั้น พิรุณแอบปีนขึ้นไปบนดาดฟ้า วิญญาณหยาดน้ำรอคอย ท่ามกลางหมอกเยือกเย็นจนเนื้อตัวสั่น เธอถาม “ถ้าฉันยอมรับความเศร้าในใจ จะเปลี่ยนอะไรได้จริงเหรอ?”
วิญญาณยิ้มบาง “ฝนไม่ได้สร้างด้วยเครื่องจักรเท่านั้น แต่รวมถึงน้ำตาของผู้คน ฝนคือสิ่งที่เชื่อมใจ ชะล้างอดีต ช่วยเติบโต…กล้าร้องไห้หน่อยสิ เด็กน้อย”
พิรุณนิ่ง เหม่อมองขอบฟ้า คิดถึงแม่ คิดถึงวันที่ครอบครัวเคยหัวเราะ ลมหอบเอาความทรงจำฝากกับหมอก ก่อนเปล่งเสียงสะอึกสะอื้น—น้ำตาไหลยาวคลอแก้ม
พายุหมอกเคลื่อนตัวแรง หมอกจางลงแล้วท้องฟ้ากลับใสปิ๊ง เสียงสายฝนกระทบโครงเหล็กทีละหยด ทวีวิ่งขึ้นมา เห็นลูกสาวยืนร้องไห้ท่ามกลางฝนแรกในรอบปี เขาชะงัก ใจสั่น มือแข็งค้าง ก่อนจะเดินเข้ามากอดลูกแน่น น้ำตาของเขารินเงียบ ๆ
ทั้งสองนั่งเงียบข้าง ๆ กัน ปล่อยให้สายฝนตกท่วมใจโดยไม่พูดอะไร ทวีลูบหัวพิรุณ สั่น ๆ “พ่อขอโทษ พ่อเองก็คิดถึงแม่ แต่กลัวที่จะยอมรับ ต่อไปนี้…อยากพูดอะไรก็พูด อยากร้องไห้ก็ร้อง ไม่ต้องแข็งแรงตลอดเวลา”
เมฆม้วนตัวเคลื่อนออกไป แสงแดดอุ่นสว่าง สายฝนโปรยทั่วเกาะ พิรุณยิ้มทั้งน้ำตา “เหมือนแม่กลับมาหาใช่ไหม…”
วิญญาณหยาดน้ำลอยขึ้นจากเงาสะท้อน เฉิดฉายแสงสีน้ำเงินเลือนลางตรงปลายนิ้ว “ขอบใจที่กล้าเผชิญความจริง ฝนจะไม่หายไปจากที่นี่ ตราบใดที่เจ้ารู้จักความเศร้าและรักอ้อมกอดหนึ่งของกันและกัน”
ตลอดบ่าย ฝนตกดังเดิม ประตูเก่าเปิดรับกลิ่นเปียกชื้น พิรุณมองพ่อกับท้องฟ้าโล่งใจ กล้าพอที่จะก้าวไปข้างหน้ากับอดีตที่ไม่ต้องซ่อนอีกแล้ว สายฝนบรรจบกับหยาดน้ำตา เกาะเล็กแห่งนี้จึงไม่เป็นเพียงดินแดนแห่งความแร้นแค้นอีกต่อไป