หมอกแสงจันทร์บนสถานีวิจัยชั้นฟ้า
เสียงหวีดของอากาศผ่านแผ่นพลังงานแสงอาทิตย์สะท้อนแวววาวกลางเงาจันทร์ที่สาดขึ้นลอดกระจกทรงกลม สถานีวิจัยลูนาไฮท์แขวนราวปลายเส้นด้ายเหนือขอบฟ้า อัยย์ยืนสงบข้างผนังกระจก จดจ้องแจ้งเตือนกระพริบถี่บนแผงควบคุม เขายกมือแตะกระจก พลางทอดสายตาลึกไปยังเมืองที่เคยเป็นบ้านเบื้องล่าง นาฬิกาดิจิตอลบนข้อมือดังติ๊กเบาๆ เป็นเวลาสามทุ่มสิบเจ็ดนาที
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูอัตโนมัติเปิดออกด้วยเสียงแผ่ว สายลมเย็นจากระบบหมุนเวียนอากาศเวียนวนเข้ามา เฌอ ลูกสาวที่ห่างเหิน เดินเข้ามาเงียบๆ สวมเสื้อหนา สีหน้ายังแข็งกระด้าง เธอมองอัยย์นิ่ง ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงพร่าเบา "มีอะไรผิดปกติอีกไหม?"
อัยย์เหลือบมองลูก หลบสายตาไปทางจอแสดงผล "มีหมอกแปลก ๆ อยู่ตรงพื้นที่ D6 เซ็นเซอร์จับความร้อนผิดเพี้ยน ขึ้น-ลงเหมือนมีอะไรเคลื่อนไหว"
เฌอเงียบ คำถามเก่าตรึงในลำคอ "มันเป็นแค่หมอก…ใช่ไหม?"
อัยย์นิ่งคิดชั่วขณะ เขากำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความจริงกับความกลัวในใจตน "ไปตรวจด้วยกันเถอะ จะได้เห็นด้วยตาตัวเอง"
เสียงบี๊บจากระบบแจ้งเตือนดังขึ้นขัดจังหวะ ทั้งคู่สบตากันเพียงเสี้ยววินาทีก่อนออกจากห้องควบคุม เดินผ่านโถงยาวที่ไร้ผู้คน เฉพาะเสียงฝีเท้าของทั้งสองสะท้อนก้องกลางความเงียบ ทุกซอกหลืบของสถานีเต็มไปด้วยเงาระฆังแปลกตาในยามค่ำคืน
ระหว่างเดินอัยย์ชะลอบ้าง มีท่าทีลังเล เฌอพูดเบา ๆ "ถ้าคุณไม่ไว้ใจ ฉันจะไปคนเดียวก็ได้"
อัยย์ส่ายหน้า เสียงของเขาฝืด "เปล่า…แค่…ไม่อยากให้ซ้ำรอยเดิม"
เฌอก้มหน้า ไม่ตอบ ฟันกัดแน่นเหมือนกัดกลืนโทษบางอย่างที่ไม่มีวันพูดออกมาได้
ถึงทางแยกที่นำสู่ D6 ไฟบนเพดานส่องแสงแปลก ๆ ใส่หมอกซึ่งซึมลอดออกมาระเรื่อ เฌอก้าวไปข้างหน้า สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ มือกำไฟฉายแน่น
ในหมอก เสียงก้องเบาเหมือนเสียงเด็กหัวเราะ อัยย์หยุดกึก "ฟังไหม…? เสียงนั้น…"
เฌอตั้งใจฟังทุกอย่างรอบตัว แต่เส้นเสียงจาง ๆ กลับทำให้มือเธอสั่น "หรือว่ามีใคร…"
กระแสอากาศเปลี่ยนวูบ ความเย็นปะทะผิวจนทั้งสองต้องเกาะไหล่กันเดินต่อไป ภาพในหมอกเริ่มสั่นไหว เหมือนมีเงาผู้หญิงยืนอยู่ไกล ๆ อัยย์ร้องออกมาทั้งที่เสียงติดขัดในคอ "นั่นมัน…"
ไฟฉายในมือเฌอหล่นกระทบพื้น เงาในหมอกหันหน้ามาช้า ๆ ดวงตาคู่นั้นเหมือนจะจำใครได้ ทว่าทั้งสองกลับพูดอะไรไม่ได้ ราวกับถูกแรงบางอย่างล่ามให้ฝืนอดีต
เมื่อแสงไฟฉายดับ เฌอรีบคว้าข้อมือพ่อไว้ แล้วเรียกชื่อเขา "พ่อ…อย่าปล่อยหนูนะ" อัยย์นิ่งไปครู่ใหญ่แล้วบีบมือเธอแน่น
ทันใดนั้น หมอกเริ่มสลาย เงาคนนั้นจางหายไป ทิ้งไว้แต่ความรู้สึกเหมือนเจ็บปวดหัวใจลึก ๆ เฌอมองหน้าอัยย์ อยากพูดบางอย่างแต่ก็เงียบไว้
"เรากลับเถอะ" อัยย์พูดเบา ๆ ทั้งคู่เดินออกมาจากพื้นที่หมอก แต่วังเวงในใจไม่ได้หายไปเลย
เช้าวันต่อมา เฌอเอาถุงใส่เครื่องมืองานช่างเข้ามาในห้องวิจัย เธอหยุดหน้าข้อมูลสภาพอากาศที่ขึ้นกราฟผิดปกติ "เมื่อคืนเซ็นเซอร์แสดงคลื่นประหลาด ทุกอย่างเปลี่ยนไป"
เพื่อนร่วมทีม เกื้อ วิศวกรหนุ่มที่คลั่งเทคโนโลยี ทะเล้นแต่ช่างสังเกต โผล่มาพร้อมขนมชีสรสแปลก "เมื่อคืนใครไปยุ่งกับระบบไฟหรือเปล่า? ห้องแล็บ A4 ไฟกะพริบเล่นเอาผมนอนไม่หลับ"
เฌอหลบสายตา เกื้อหรี่ตาเล็กน้อย รู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติ "แล้วพี่อัยย์เป็นไงมั่งครับ เห็นหน้าเครียดทั้งคืน"
อัยย์เดินเข้ามาพอดี สีหน้านิ่งขรึม สั่งงานด้วยเสียงสั้น ๆ "วันนี้เราทำงานไปตามปกติ พวกเหตุการณ์เมื่อคืนขอให้…อย่าแพร่ข่าว"
เกื้อยักไหล่ ใส่ขนมเข้าปาก "ผมแค่ห่วงว่าถ้ามีอะไรจริง จู่ ๆ ระบบอากาศเสียอีก จะได้ซ่อมทัน"
เฌอมองพ่อ อัยย์สบตาเธอนิ่ง ๆ เหมือนไม่พอใจที่เธอประสานหัวใจใครอื่นเข้ามาในเรื่อง แต่สีหน้านั้นซ่อนความห่วงใยเจือเสียใจอยู่ลึก ๆ
ช่วงสาย สถานีลอยฟ้าโยกเล็กน้อย ระบบแรงโน้มถ่วงผันผวน เสียงสื่อสารบนวิทยุเริ่มเกิดจังหวะซ่า ช่วงหนึ่งเหมือนมีเสียงร้องครวญในภาษาเก่า ๆ
นักบินควบคุม อลิน หญิงสาวมั่นใจแต่ปากจัด แสดงความไม่พอใจเสียงนี้ "มีใครเล่นตลกอะไร เปิดเพลงเอเชียเก่าผ่านคลื่นส่งสัญญาณกลางอากาศหรือไง?"
อัยย์ตรวจสอบแล้วส่ายหน้า "มันไม่ใช่สัญญาณภายใน อลิน ลองตรวจสอบความถี่แล้ว ยังไงก็เป็นคลื่นแทรก"
อลินสบตามองหน้าเฌอ กวาดสายตาไปทางเกื้อ "ใครไปรบกวนอะไรบ้างรึเปล่า? พวกนายแอบติดตั้งตัวปล่อยคลื่นเล่นอีกหรือเปล่า?"
เกื้อยกมือยอมรับ "ผมเปล่า สาบานด้วยสายไฟของสถานีเลย!"
ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ เครียดอลินถอนหายใจ "ฉันไม่ชอบแบบนี้ นายอัยย์ มีอะไรก็บอกตรง ๆ"
อัยย์นิ่ง "ผมไม่ปิดบังใคร แต่ข้อมูลเมื่อคืน…ผมกับเฌอยังหาคำตอบไม่ได้"
อลินมองตาเฌอคล้ายอยากถาม แต่กลับพูดตะกุกตะกัก "งั้นช่วยอะไรไม่ได้แหละ เราต้องเตรียมพร้อม"
เวลาผ่านไป เฌอนั่งเปิดไฟล์ข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมคลื่นความถี่ เธอจ้องภาพกราฟที่ซับซ้อน สีหน้าครุ่นคิด ระหว่างที่เธอพรมนิ้วไปบนโต๊ะ เสียงตกกระทบเบา ๆ เหมือนเด็กเคาะประตูในความทรงจำ
เฌอสูดลมหายใจ สั่น มือกุมลำคอแน่น หลับตาพลันเห็นภาพอดีตสมัยเด็กที่เคยนอนเงียบข้างพ่อบนเตียงแคบ ๆ กับแม่ซึ่งหายไปจากชีวิตโดยไม่มีคำตอบ รอยร้าวบางอย่างกลับมาทิ่มแทงอีกครั้ง
เธอลืมตาขึ้น จ้องเงาตัวเองในกระจกฝุ่น "เราแค่กลัวอดีต" เธอพึมพำ น้ำเสียงร้าวลึกด้วยความเสียใจที่ไม่มีใครได้ยิน
เสียงหมอกจันทราลอยเวียนเหนือพื้นที่วิจัยกลางคืนอีกครั้ง เย็นยะเยือกเกินคำบรรยาย อัยย์ยืนเฝ้าเครื่องมือที่ส่งสัญญาณเตือนดังขึ้นถี่ ๆ ความรู้สึกผิดเพิ่มพูนเคล้าความกลัวเก่า ๆ
อัยย์คว้าเครื่องบันทึกเสียง หลับตาลงเหมือนขอขมาใครบางคน "โทษที…ถ้าพ่อทำอะไรผิด พ่อขอโทษ แต่อย่าพาใครไปอีกเลย"
เสียงเด็กหัวเราะแว่วขึ้นตามมา เลื่อนหายไปในอากาศ อัยย์ลืมตา เหงื่อซึมบนหน้าผาก จู่ ๆ เซ็นเซอร์รับแรงโน้มถ่วงดับวูบ ไฟฟ้าดับเป็นกลุ่มเสี้ยววินาที ทุกพื้นที่โดนหมอกปกคลุมชั่วขณะ
อลินประกาศฉุกเฉิน "เตรียมความพร้อมจุดอพยพ! ระบบสั่นไหวผิดปกติ"
เกื้อวิ่งจนเหนื่อย หอบหายใจ "ผมว่าเราต้องสำรวจแกนสถานี ทั้งหมด สวิทช์หลักอาจโดนคลื่นรบกวน"
อัยย์สั่ง "ผมกับเฌอไปดูระบบทาง D6 อีกที อลินกับเกื้อเช็คศูนย์กลาง"
เฌอมองหน้าพ่อในเงาไฟริบหรี่ "พ่อ…ถ้ามีอะไรที่ควรบอก ให้บอกตอนนี้"
อัยย์สะอึก "หนู…จำวันที่แม่หายไปได้ไหม?"
เฌอนิ่ง น้ำตาปริ่มที่ขอบตา "หนูไม่เคยลืม"
เขาเอื้อมแตะไหล่ลูก "พ่อมันคนขี้ขลาด พ่อกลัวจะสูญเสียอีก เลยปิดใจ"
เฌอร้องไห้เงียบ ๆ "แต่หนูก็กลัวเหมือนกัน…เราต่างกลัวอดีตแค่ไม่เคยพูด"
หมอกขาวหมุนวนรอบขาทั้งสองจนเย็นจัด แว่วเสียงเดิมดังขึ้นครานี้ชัดเจน "กลับบ้าน…กลับไป…"
จู่ ๆ หมอกแตกกระจาย ภาพสตรีในชุดขาวยืนรออยู่กลางหมอก ดวงตาปรากฏรอยเศร้า อัยย์ค่อย ๆ ก้าวไปหาเงานั้น เฌอร้องห้าม "อย่าพ่อ!"
เขาชะงัก เงาหญิงคนนั้นยิ้มบางเบา เอื้อมมือมาสัมผัสอัยย์ชั่ววินาที ก่อนหมอกจะแตกพลันหายไป เหลือแต่ความเงียบสงัด อัยย์ทรุดลงกับพื้น สั่นสะท้าน เฌอเข้ามากอด เตือนสติพ่อเบาๆ
ระบบในสถานีกลับมาทำงาน ไฟติดสว่าง ค่อยๆ กวาดเอาหมอกออกไป อลินกับเกื้อวิ่งมา "เกิดอะไรขึ้น!"
อัยย์ถอนใจ เขาขยับลุกขึ้นช้า ๆ สบตาทุกคน "อดีตคงยังไม่ไปไหน แต่เราต้องก้าวออกมาเอง…วันนี้ยังมีพวกนายร่วมเดินทาง"
เกื้อกอดไหล่อลินหัวเราะฝืน ตบไหล่เฌอ "คืนนี้เราอยู่รอดจนเช้า ทุกคนปลอดภัยแล้ว"
ไฟในสถานีดับ-ติดอีกครั้งคล้ายปรากฏการณ์สุดท้ายนั้นลาจากอากาศชั้นสูงไป เฌอเอื้อมจับมื อัยย์แน่น สองสายตาซ่อนแววอาทรที่เพิ่งเข้าใจกันและกันเต็มเปี่ยมเป็นครั้งแรก
ลมเย็นนอกสถานีกวาดกลิ่นหมอกจันทราไปรอบภูมิทัศน์ ทิ้งสถานีลูนาไฮท์ให้สว่างไสว เพียงกระซิบบอกทุกชีวิตว่าบาดแผลเก่ามักไม่หายไป…แต่หัวใจใหม่เลือกจะเดินต่อเสมอ