ชมรมตามล่าขาโจ๋
เสียงกรีดร้องดังขึ้นกลางทางเดินอาคารเรียน “ไฟดับ! ใครถีบหลอดไฟ!?” ทุกสายตาหันไปที่ข้าวปั้น ผู้ที่ยืนโบกมือทำท่าจะสืบสวนเหตุการณ์เหมือนเป็นตำรวจมืออาชีพ ทั้ง ๆ ที่ยังใส่ชุดนักเรียนอยู่เต็มยศ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มันแค่ไฟกระพริบเองปั้น จะตื่นเต้นอะไรขนาดนั้นวะ” ธีร์เพื่อนรักเดินถือสมุดบันทึกอย่างจริงจังเข้ามา เขาไม่เคยเชื่ออะไรที่ข้าวปั้นพูดสักเรื่อง แต่ด้วยความเป็นห่วงจึงเดินตามมาดู
“เถียงได้ไง! นี่คือสัญญาณแรกไง! เมื่อวานเสื้อนักเรียนหาย 3 ตัว วันนี้ไฟกระพริบ! มันต้องเป็นแผนแก๊งอะไรสักอย่างแน่ ๆ นี่เราต้องจัดตั้งชมรมลับขึ้นมาสืบสวนแล้ว!” ข้าวปั้นโพล่งแบบมั่นใจ
ธีร์กลอกตา แต่ในใจแอบรู้สึกตื่นเต้นอยู่ลึก ๆ “ถ้าคิดจะทำ เราต้องเก็บหลักฐานอย่างจริงจัง เราต้องกำหนดภารกิจ สัมมนาภาคสนาม สร้างเครือข่ายสายตรวจเงาแข่งกับฝ่ายปกครอง!”
“เยี่ยม! ตั้งชื่อชมรมว่าอะไรดี? ชมรถเข็นตีนผี หรือชมรมนักล่าความลี้ลับ!?” ข้าวปั้นเสนอ ธีร์ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ “ชื่อชมรมจับตีนักเลง ฟังชัดดีไหม?”
จากวันนั้น สองเพื่อนซี้เริ่มปฏิบัติการ ส่องนักเรียนในโรงเรียน พยายามหาคนทำตัวน่าสงสัย แล้วก็เริ่มใส่ความพอเป็นพิธี ทั้งคู่เชื่อเต็มร้อยว่ากำลังทำภารกิจยิ่งใหญ่เพื่อความสงบสุขของโรงเรียน
“เอ้านายคนนั้น! ทำไมหยิบเอาหนังสือในล็อกเกอร์เกินหนึ่งเล่มทุกเช้า? หรือกำลังแบ่งสัญญาณกัน!?” ธีร์เขียนลงสมุด ข้าวปั้นตีความว่าเป็นชั้นเชิงการส่งรหัสลับ
ยูริ เด็กหัวดีขี้เกรงใจที่โดนจับตามองก้มหน้าเดินมาเจอ “ขอโทษครับ… มีอะไรเหรอ?” ข้าวปั้นลากเขาไปมุมตึกกระซิบ “เรารู้นะว่านายร่วมขบวนการกับตึกลี้ลับ! ถ้าไม่อยากให้ครูรู้ รีบสารภาพมา!”
ยูริงงสุดขีด “เอ่อ…ผม…? ตึกลี้ลับ…? คือผมแค่เตรียมหนังสืออ่านสอบนะครับ”
ธีร์จดท่าทีตะกุกตะกักลงสมุด “ทุกอย่างตรงกับพฤติกรรมคนปิดบังตัวจริง” ข้าวปั้นเข้าใจผิดยิ่งกว่าเดิม “นายวางใจเถอะ เรายังให้โอกาสคนกลับใจเสมอ”
วันรุ่งขึ้น ชมรมจับตีนักเลงประกาศหาสมาชิก ธีร์พิมพ์ใบสมัครจริงจังเหลือเกิน “ต้องมีทักษะสังเกต รู้จักเก็บความลับ และมีใจรักความถูกต้อง” ข้าวปั้นตะโกนประกาศกลางสนามเด็กเล่นจนเด็กชั้น ม.1 วิ่งหนีแทบไม่ทัน
มีเพียงหนึ่งคนมาสมัคร ชิชา เด็กสาวช่างฝันที่หลงคิดว่าชมรมนี้จะพาไปสืบวิญญาณตามตำนานโรงเรียนเก่า แค่ฟังคำแนะนำก็อินจัด “ขอสัมผัสรอยเท้าปีศาจด้วยค่ะ!” ข้าวปั้นยิ้มปลื้ม”ได้เลย งานเราจะพิเศษขึ้นไปอีก!”
เย็นวันนั้น ในห้องกิจกรรม ทั้งสามคนประชุมวางแผนสืบสวน “ข่าวลือ เรื่องปากกาหาย วงกลมบนสมุด มันต้องเชื่อมกันได้แน่ ๆ” ธีร์ลากเส้นแผนผังในสมุดจนดูเหมือนไม่น้อยกว่าแผนลับรัฐบาล
ข้าวปั้นเสนอ “คืนนี้เราต้องเฝ้าเวร!” ชิชารีบยกมือถาม “แล้วช่วงทุ่มหนึ่ง ฉันต้องกลับบ้านใครจะเฝ้าต่อคะ?” ธีร์ครุ่นคิด “งั้นแบ่งเวร – ฉันหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม ข้าวปั้นต่อสามทุ่มถึงห้าทุ่ม ชิชาไปอ่านไพ่ทาโรต์ตอนเช้าแทน!”
ปฏิบัติการจริงครั้งแรก ข้าวปั้นเข้ามานั่งมืด ๆ ในห้องเรียน เจออ๊อด เพื่อนอีกคนที่เป็นเจ้าพ่อกีฬายิมนาสติก กำลังซ้อมตีลังกากลางความมืด ข้าวปั้นสะดุ้ง “นี่นายใช่มือขวาแก๊งเงาหรือเปล่า!?”
อ๊อดงง “มีอะไรกับแก๊งนั้นวะ กำลังตีกลับหลังแค่เนี้ยเอง” ข้าวปั้นร่อนสมุดจด “ชื่ออ๊อด – สงสัย – นอนดึก – อาจเข้าข่ายกรรมการลับ”
อ๊อดหัวเราะ “โห ถ้ามานับว่าใครนอนดึกเป็นสายลับ ฉันคงต้องย้ายไปเรียนดาวอังคาร”
คืนต่อมา ทีมหัวแข็งทั้งสามเริ่มตั้งกล้องดักถ่าย ตามรอยตีนเปื้อนดินจากห้องน้ำไปจนโรงอาหาร เห็นกองรองเท้าปะปนกับถุงขยะ พวกเขายืนวิเคราะห์อย่างกับทีม CSI
“นี่คือร่องรอยการแลกเปลี่ยนข้อมูลลับ!” ข้าวปั้นตื่นเต้น ธีร์เริ่มคาดการณ์ขั้นสูง “พรุ่งนี้ถ้ารองเท้าเปลี่ยนขบวนแถว กันชนโรงอาหารเป็นคนใหม่ อะไรต้องเกิดแน่”
วันต่อมา ครูสาวประจำชั้นเดินมาหาพวกเขาอย่างจริงจัง “พวกเธอสามคน อยู่ในเหตุการณ์ตลอดทั้งคืนใช่ไหม? มีใครไปห้องน้ำชายเหมือนโดนดักพฤติกรรมมั้ย?”
ข้าวปั้นกลืนน้ำลาย เผลอบอก “เมื่อคืนน่าจะเป็นผมนะครับ ฝากรองเท้าไว้ตรงนั้น” ธีร์ตอบเสริมทันควัน “ใช่ครับ เราต้องตรวจสอบพื้นที่”
ครูหัวเราะขำปนเหนื่อย “ขอชมที่ตั้งใจนะ แต่โลกจริงมันไม่มีแก๊งลึกลับทุกซอกจบแบบในหนังนะ”
ทีมชมรมรู้สึกหน้าชื้นเหงื่อ แต่ยิ่งคุยยิ่งเดือด “ครูไม่เห็นอะไรแน่นอน! หลักฐานต้องละเอียดกว่านี้! พวกเราไปตั้งเวรกลางวันอีก!”
ชิชาเสนอ “กลางวันฉันจะไปหากระจกส่องวิญญาณค่ะ เผื่อแก๊งนั้นจะกลัว!” ข้าวปั้นจินตนาการเห็นแก๊งนักเลงหน้าเขียวกลัวกระจก
วันถัดมาความเข้าใจผิดใหม่เกิดขึ้น พวกเขาเห็นพี่ ปวช. เดินส่งถุงขนมกัน ธีร์ตัดสินใจเดินแทรกกลางวงทันที “หยุด! ส่งของผิดกฎหมายหรือเปล่า!? ขอตรวจดูหน่อย”
เด็กพี่ ปวช. แปลกใจแต่ยื่นขนมให้ดู ธีร์ถาม “นี่อะไรกันแน่! ทำไมต้องแอบส่งถุงกันทุกวัน?”
พี่ ปวช. ตอบ “แม่ฉันเปิดร้านขนมไง เผื่อใครหิวก็บอก! ปั้น นายอยากลองขนมถุงเขียวแมะแจ๊ะของแม่ฉันมั้ยเนี่ย?” ข้าวปั้นลังเลแต่ก็ยั้งใจไม่ทัน หยิบขนมเข้าปากทันที
ชิชาเอ่ยเสียงขรึม “กลิ่นเหมือนความลับ เอ๊ย เหมือนสาหร่ายทอดชิ้นใหญ่เลย!”
ธีร์อึ้งไปครู่หนึ่ง “แปลว่ารอบนี้พวกเราอาจตีความผิด…”
ทีมต้องปรึกษาใหม่ ทุกคนนั่งเงียบ ต่างคนต่างคิด ข้าวปั้นลูบท้องบ่น “แต่ขนมเขาอร่อยนะ ถ้าจะมีแก๊งขนมลับฉันก็อยากเข้า”
การสืบสวนดำเนินต่อไปจนเริ่มมีเสียงลือในโรงเรียน เด็กๆ เริ่มระวังตัวกับทุกการขยับกลัวทีมชมรมจับตีนักเลงเข้าใจผิด แม่ค้าข้าวแกงในโรงอาหารถึงกับออกมาร้องขอ “อย่ามาแอบใต้โต๊ะแม่เลยลูก! เรื่องใต้โต๊ะโรงอาหารไม่มีมูลลับอะไรหรอกหนู”
กลางความโกลาหลใหม่ ข้าวปั้นเจอซองจดหมายหล่น ชื่อด้านในเขียนถึง “สมาคมลับ” ทีมตื่นเต้นมาก รีบแกะดูทันที กลายเป็นจดหมายแจ้งข่าวงบประมาณโรงเรียนจะนำไปปรับซ่อมห้องน้ำ
“โอ้โห ทีนี้เราก็กลายเป็นชมรมสอดรู้สอดเห็นแบบสุดขั้วเลยล่ะ” อ๊อดเดินผ่านมาแซว
ชิชาถาม “ถ้างั้นโรงเรียนจะลับอะไรอีกมั้ยคะ?” ข้าวปั้นหัวเราะ “ก็คงลับแค่รายงานครู ไม่พูดดีกว่า เดี๋ยวงานจะเข้าอีก”
ตอนเย็นสุดท้ายก่อนจบการสอบ ทีมชมรมปรึกษากันในห้องประชุมอีกครั้ง
ธีร์ถอนใจ “เราอาจคิดมากเองหรือเปล่านะ บางทีทุกอย่างก็แค่เรื่องเล็ก ๆ ที่เราไปจับแพะชนแกะเอง”
ข้าวปั้นยิ้ม “แต่อย่างน้อยสร้างสีสันให้โรงเรียนได้ ฮาได้เป็นเดือน” ชิชายังคงเชื่อแบบลึก ๆ ว่าอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ “ถ้ามีภารกิจลับอีก เรียกฉันด้วยนะ”
ยูริเดินมาทัก “ขอบคุณนะที่ทำให้ผมรู้ว่าการโดนตั้งข้อหาแบบไม่มีเหตุผลบางทีก็ขำดีเหมือนกัน”
ทีมชมรมพยักหน้า หัวเราะจนลืมไปเลยว่าที่จริง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือความผิดพลาดและความเข้าใจผิดยิ่งใหญ่ แต่ทำให้ทุกคนสนิทกันขึ้นอย่างประหลาด
อ๊อดเดินเข้ามาอีกครั้ง “ช่วยหาเพื่อนมาซ้อมยิมกับฉันหน่อย พวกเธอถนัดคิดมาก ฉันถนัดตีลังกา พอดีเลย!”
เสียงหัวเราะอบอวลทั่วห้องชมรม เมื่อความวุ่นวายทั้งหมดจบลงด้วยความเข้าใจและมิตรภาพที่เหลือเชื่อ ขณะที่ทุกคนเดินออกจากห้อง ข้าวปั้นหันมาแซว “ถ้าพรุ่งนี้โรงเรียนหาย กระดานดำถูกขโมย อย่าลืมแจ้งชมรมเราล่ะ!”
มุกสุดท้าย สร้างเสียงหัวเราะทั้งโรงเรียนในวันที่ทุกอย่างกลับสู่ปกติ และทุกคนรู้แล้วว่า… ‘ความสงบสุข’ บางทีก็เริ่มจากความปั่นป่วนเล็ก ๆ นี้เอง