มิตรภาพระหว่างเรา
เสียงกีตาร์โปร่งเบา ๆ ดังขึ้นในห้องชมรมดนตรีของโรงเรียนเวลาบ่าย คลื่นเสียงลอยกระทบกำแพงเพดานจนละมุนหู เติ้ลนั่งก้มหน้าอยู่ตรงมุมห้อง เขายังคงใช้ปลายนิ้วไล่สัมผัสสายกีตาร์อย่างเงียบงันแต่ท่วงทำนองยังเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกในใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เมษา เด็กสาวผมสั้นตากลม เดินเข้ามาด้วยท่าทีร่าเริง แม้เครื่องแบบจะเปียกฝนจากวิ่งข้ามตึก เธอวางกระเป๋าลงข้างเติ้ลแล้วสูดยาว ๆ เหนื่อยหอบ “เล่นเพลงเดิมทุกวันเลยนะเติ้ล” น้ำเสียงเธอแปร่งแต่ไม่ได้ล้อเลียน
เติ้ลเงียบไปอึดใจ หยุดดีดกีตาร์แล้วเหลือบตาขึ้นสบ “ก็…มันยังไม่คล่องนี่”
“กินขนมมั้ย?” เมษายื่นขนมปังสอดไส้มาให้ ท่ามกลางฝนโปรยที่เคาะกระจกเบา ๆ บรรยากาศมีเพียงความสนิทที่พูดไม่ออก เติ้ลรับขนมปังมาช้า ๆ
เสียงรองเท้านักเรียนเดินผ่านหน้าห้อง สองคนหันไปมอง เงียบกันไปครู่ใหญ่ “เหนื่อยมั้ยวันนี้” เมษาถาม ตากลมสะท้อนสายฝนกับแสงแดดจาง ๆ
“ก็…ไม่มีอะไร พรุ่งนี้สอบอีกแล้ว” เขาเบือนหน้าหนี เมษาคลี่ยิ้มบาง ๆ แล้วหยิบโน้ตเพลงขึ้นมาให้เติ้ล “ถ้าอ่านไม่ออกให้ถามเราได้นะ”
เติ้ลทำท่างึกงักรับ ปลายนิ้วทั้งสองของเขาแตะกันเพื่อข่มความเขิน “ขอบคุณ…นะ” เธอยิ้มรับอีกครั้ง จากนั้นนั่งลงข้างกาย เสียงฝนยังตกพรำเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจทั้งคู่ในเช้าวันแรกแห่งมิตรภาพ
วันเวลาผันผ่าน ฤดูสอบทำให้ทุกคนเคร่งเครียด ในห้องสมุดเงียบสงัด เมษากำลังขีดโน้ตลงบนกระดาษ เติ้ลมองนาฬิกาข้อมืออย่างใจร้อน แม้ใจจะอยากชวนเธอไปซื้อขนมหรือฟังเพลง แต่กลับนั่งนิ่งไม่ขยับ รอจนกระทั่งเมษาพูดขึ้นโดยไม่หันกลับมา “จะไปชมรมก่อนใช่มั้ย?”
เติ้ลพยักหน้าช้า ๆ “อือ…เดี๋ยวเราไปก่อนละกัน”
“เดี๋ยวสิ…” เมษาเรียกไว้ด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “อยู่ก่อนเถอะ ข้อสอบนี้ยาก ให้เราถามคำถามเธอสักข้อก็ยังดี”
เติ้ลกลืนคำลงคอ อย่างไม่กล้าปฏิเสธ เขานั่งลง ฝ่ามือกำแน่นใต้โต๊ะ
“อะไรติดค้างใจหรือเปล่า?” เมษาถาม มือเขียนวงกลมบนกระดาษแต่ไม่เงยหน้ามอง
เติ้ลส่ายหน้าแต่ยังเหม่อ สายตาจับจ้องสมุดโน้ต “ไม่อ่ะ…ก็แค่กังวลนิดหน่อย”
สายฝนภายนอกเริ่มจางลง เหลือเพียงแสงแดดบาง ๆ เมษาไม่เซ้าซี้อีก เธอยอมปล่อยความเงียบค้างไว้
หนึ่งสัปดาห์ของสอบปลายภาคผ่านไป เติ้ลกลับเป็นฝ่ายหลีกเลี่ยงเมษาบ้าง เขาหันไปซ้อมดนตรีมากขึ้น ทอดสายตาเหม่อดูใบไม้หล่นจากต้น ราวกับกำลังใช้เสียงเพลงดับเสียงก้องในใจ
คืนหนึ่ง ขณะซ้อมกีตาร์คนเดียวใต้ตึกเรียน เมษาเดินมาเงียบ ๆ กระเป๋าสะพายเอนข้างไหล่ เธอยืนดูเงียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ “อากาศเย็น…ทำไมไม่ใส่เสื้อกันหนาว?”
เติ้ลสะดุ้งเล็กน้อย “อ๋อ…ลืมติดมา”
“พูดจริงหรือแค่อ้าง…เธอชอบอยู่คนเดียวตลอดเลย”
บรรยากาศอึ้งเงียบ เมษานั่งข้าง ๆ เหม่อมองทางเดินเปียกฝน “ถ้าวันนึง…เราหายไป เธอจะ…”
เธอเว้นคำไป สายตาลอยล่อง เติ้ลหันมามอง พลันถอนหายใจ “ทำไมต้องพูดอย่างนั้น เราจะ…ยังอยู่ตรงนี้เสมอ เราสัญญา”
ทั้งคู่ต่างไม่พูดอะไรต่อ อยู่ท่ามกลางเสียงลมหายใจและเสียงยุงร้อง
หลังจบสอบ ความกดดันในโรงเรียนคลายลง เติ้ลกับเมษากลับมาซ้อมดนตรีด้วยกันอีกครั้ง แต่ช่วงเวลานั้นเมษาดูเงียบลงกว่าปกติ หัวเราะน้อยลง สายตามีภาระบางอย่างแฝงอยู่
มื้อเที่ยง เติ้ลนั่งมองแกงจืดในถ้วย แต่พลันเมษาเอื้อมมือตักไข่เจียวในจานเดียวกันมาให้ “กินซะสิ เดี๋ยวอิ่มละจะได้ไปอ่านโน้ต”
เติ้ลรับไข่เจียวมา เขาฝืนยิ้ม “ช่วงนี้…เธอดูเหนื่อย ๆ”
“บ้านเรามีเรื่องนิดหน่อย ไหน ๆ เธอเองก็น่าจะรู้บ้างแล้ว”
พลันเติ้ลละสายตาลง แววตากระสับกระส่าย “ถ้ามีอะไร…ให้ช่วยก็บอกได้”
เมษานิ่งไป “ถ้าขอให้เธออยู่ข้าง ๆ…ตลอดไป เธอจะเลือกกับฝันของตัวเองมั้ย”
เติ้ลไม่ตอบ เขาแค่กำมือแน่น ใจสั่น หายใจติดขัด
เมื่อถึงวันแข่งดนตรี โรงเรียนทั้งโรงต้องจับตามอง เติ้ลกับเมษาต้องเล่นเป็นดูโอ้ บนเวที เติ้ลเหงื่อซึมมือขณะจับกีตาร์ ผู้คนเบื้องล่างเสียงเงียบกริบ เมษายืนข้างเขาแต่ไม่หันมาสบตา
เสียงเพลงแผ่วเบาเริ่มต้น เติ้ลดึงสมาธิทั้งหมดมาไว้กับคอร์ด เมษาส่งเสียงร้องเพลงอย่างมั่นใจ น้ำเสียงสดใสปะปนกับร่องรอยเศร้า เสียงปรบมือดังกึกก้องเมื่อจบโชว์ เมษาเหลือบตาไปหาเติ้ลและยิ้มจาง ๆ
หลังเวที เมษาถามเบา ๆ “เธอเคยรู้สึกไหม ว่าเพลงบางเพลงมันคืออะไรที่เราพูดออกมาไม่ได้”
เติ้ลคิดนาน ก่อนส่ายหน้า “ถ้าเรากล้าพูด…มันคงไม่ต้องเล่นดนตรี”
เมษาถอนใจเบา ๆ “เราเองก็มีอะไรที่อยากพูดออกไปเหมือนกัน…”
ราตรีหนึ่งในเดือนต่อมา เติ้ลแอบยืนมองเมษานั่งคุยกับเพื่อนชายต่างห้อง หัวใจเขาปั่นป่วนแต่ไม่กล้าเอ่ยถามอะไร เช้าวันรุ่งขึ้นเติ้ลเหมือนหลบหน้าหลบตาเมษาตลอดเวลา
เย็นวันนั้นเมษาตามเขามาถึงซอยหน้าบ้าน “เติ้ล ทำไมช่วงนี้หลบหน้าเรา”
“เปล่า…แค่ยุ่ง ๆ นิดหน่อย” เขาปฏิเสธเสียงแผ่วแต่เมษาจับสังเกตได้ เธอนิ่งงัน “ถ้าเธอมีอะไรในใจ เธอพูดกับเราไม่ได้จริง ๆ เหรอ”
“บางที…เราก็กลัวว่าถ้าพูดแล้ว…เราจะเสียเธอไป”
เมษายืนนิ่ง ลมเย็นพัดผ่านเงาผม “บางครั้ง เราก็กลัวเหมือนกัน…”
เมษาและเติ้ลค่อย ๆ ห่างกันช่วงสั้น ๆ วันผ่านไปต่างฝ่ายต่างยุ่งกับชีวิต เติ้ลทุ่มเวลาให้เพลงมากขึ้น ส่วนเมษาเริ่มเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งสองไม่กล้าคุยกันนานเหมือนเดิม เติ้ลกลับมานั่งดีดกีตาร์เดียวดายในห้องชมรมที่ไร้เงาเมษา
วันหนึ่ง เมษาทิ้งจดหมายน้อยใส่ตู้ล็อกเกอร์
“เติ้ล ถ้าวันหนึ่งเราต้องไปหาความฝันไกล ๆ เรากลัวว่าจะไม่มีใครอยู่ข้าง ๆ แต่มันคือสิ่งที่เราต้องเลือก ขอโทษนะที่เราเห็นแก่ตัว”
เติ้ลเงียบ ไม่ตอบจดหมาย เขารู้สึกคล้ายใจหายวาบ ความกลัวการเสียเมษามีมากกว่าการบอกรัก เงียบงันผ่านคืนแล้วคืนเล่า
วันรับประกาศนียบัตร เมษามอบโน้ตเพลงใบหนึ่งให้เติ้ล “เก็บไว้ เผื่อว่าวันหนึ่งเธอจะได้เล่นกับใครบางคนอีก”
“ถ้าคนนั้นคือเธอ…เรายังอยากเล่นด้วยนะ” เขาพูดเบา ๆ มือกำโน้ตแน่น เมษาหลบตาแล้วยิ้ม เธอเดินลับไปท่ามกลางเสียงผู้คนวุ่นวาย
หลายเดือนต่อมา ชีวิตมหาวิทยาลัยเริ่มต้น เติ้ลซ่อนตัวในรั้วใหม่ ทำวงดนตรีใหม่แต่เขาไม่เคยลืมเพลงสุดท้ายที่เล่นกับเมษา ความทรงจำฉายซ้อนอย่างคุ้นเคยในทุกค่ำคืนที่เขาอยู่คนเดียว
คืนหนึ่ง ขณะเติ้ลซ้อมกีตาร์ในหอพัก เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นข้อความจากเมษา “เธอสบายดีไหม? เราได้ทุนเรียนต่อเมืองนอก…แต่คิดถึงเพลงนั้นเสมอ”
เติ้ลเอื้อมมือแตะโน้ตเพลงที่อยู่ข้างเตียง หัวใจเขากระตุก เริ่มเขียนข้อความตอบกลับไป “สบายดี…ยังเล่นเพลงนั้นอยู่ ยังคิดถึงเธอเหมือนเดิม”
เมษาตอบกลับมาสั้น ๆ “อย่าหายไปนะ”
คืนวันค่อย ๆ พัดผ่าน เมษาและเติ้ลค่อย ๆ คุยกันผ่านข้อความ สารทุกข์สุขดิบ บ้าน เมืองฝัน และเพลงโปรด แต่ช่องว่างหัวใจเหมือนยังคงอยู่ เติ้ลไม่กล้าเอ่ยความรู้สึกมากกว่านั้น เมษาเองก็ไม่เคยอ้อนวอนให้เขากลับไปหา
จนวันหนึ่ง เมษากลับไทยโดยไม่บอกล่วงหน้า เติ้ลได้รับข้อความว่า “เจอกันที่ห้องชมรมนะ?” เขารีบร้อนวิ่งย้อนคืนวันเก่ากลับไปที่โรงเรียน
ห้องชมรมดนตรียามเย็น เห็นเมษานั่งรออยู่ตรงมุมหน้าต่าง เธอผอมลงแต่รอยยิ้มยังเหมือนเดิม
“คิดถึงมั้ย?” เธอถาม
เติ้ลยืนอึ้ง “คิดถึงมาก…ทุกวัน” เสียงเขาสั่นนิด ๆ เขาไม่หลบตาอีกต่อไป
“เราก็คิดถึงเธอ” เมษาพูดทั้งรอยยิ้มเศร้า “เราคิดว่าเราทำผิดที่เลือกเดินไปตามฝันแล้วห่างเธอออกมา”
“แต่เราก็มั่นใจว่าถ้ายังเก็บเธอไว้ตรงนี้ ตอนนี้ เราคงไม่มีวันรู้สึกว่าความฝันของเราเติมเต็มจริง ๆ”
เติ้ลเดินเข้ามาใกล้ ไม่พูดอะไรพักใหญ่ ก่อนจะวางโน้ตเพลงใบเก่าไว้ข้างเธอ “ถ้าเธอพร้อม…เรายังอยากเล่นเพลงนี้ด้วยกัน”
เมษายิ้มทั้งน้ำตา “เราพร้อมแล้ว…”
ทั้งสองหยิบกีตาร์มาเล่นเพลงที่เคยเป็นความลับของคนสองคน ในที่สุดพวกเขาได้ยอมรับทั้งความกลัว ความรัก และอดีตที่เคยหลงทาง สายฝนตกลงนอกหน้าต่างอีกครั้ง ในห้องชมรมดนตรีเดิมที่พิสูจน์ว่ามิตรภาพและหัวใจ จะเติบโตขึ้นได้เสมอแม้เคยห่างกันไป