ทางผ่านของความรู้สึก
เสียงฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำใส่หลังคาสังกะสีด้านบน ดึกสงัดในคืนวันจันทร์ที่ออฟฟิศ ‘NOVA Advertising’ ปาล์มเดินกลับเข้ามาในออฟฟิศหลังจากสูบบุหรี่เรียบร้อย กลิ่นเปียก ๆ ของฝนซึมเข้ามาตามหน้าต่างเก่า ๆ เขามองไปที่นิสาซึ่งยังนั่งขยับเมาส์เงียบ ๆ อยู่หน้าเครื่องคอม แม้จะแค่แวบเดียว ปาล์มรับรู้ถึงความหนักอึ้งในบรรยากาศสิบเท่า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขอโทษนะ… ไฟล์นี้ต้องส่งด่วนเหรอ?” ปาล์มหย่อนตัวนั่งลงฝั่งตรงข้าม โต๊ะโล่ง ๆ คั่นระหว่างคนสองคน กับความรู้สึกที่มากกว่าแค่เพื่อร่วมงาน
นิสายกไหล่เล็กน้อย ละสายตาจากจอคอม “อยากให้เสร็จคืนนี้… เพราะถ้าพรุ่งนี้ลูกค้าตีไฟล์ คือเราต้องแก้ทั้งวัน” เสียงเธอนุ่มลึกและเยือกเย็นกว่าสีหน้าจริง ๆ ที่ซ่อนความกังวลบางอย่างเอาไว้
ปาล์มกระตุกยิ้มจาง “งั้นเราไม่น่าเหลือบ่ากว่าแรง…” ชายหนุ่มมองกล่องข้าวที่นิสาทิ้งไว้ ช้อนในกล่องยังค้างอยู่ สะท้อนแสงจากหลอดไฟนีออน เงียบงันครู่หนึ่ง
ในความเงียบนั้น ใจปาล์มก็วุ่นวาย ไม่ใช่เพราะงาน ไม่ใช่เพราะฝน แต่เป็นเพราะผู้หญิงคนนี้ที่เขามองเธอชัดเจนครั้งแรกหลังจากร่วมงานกันมาเกือบหนึ่งปี
นิสาหันมามองปาล์ม สายตานิ่ง ๆ ตอนพูดเบา ๆ ว่า “ถ้าพรุ่งนี้ต้องเริ่มใหม่หมด นายโอเคไหม?”
ปาล์มพยักหน้าแทบไม่ต้องคิด “โอเค แต่…จริง ๆ ไม่อยากให้เริ่มใหม่อีกเท่าไหร่”
นิสาหลบตา “เราทุกคนต่างกลัวการเริ่มใหม่ ล่ะมั้ง”
หลังเที่ยงคืน งานวันแรกของโปรเจกต์สำคัญเพิ่งจบ นิสาทำหน้าที่อาร์ตไดเร็กเตอร์ ปาล์มเขียนบท ทุกดีเทลต้องปะทะกันคนละไมล์ แล้วกลายเป็นการลื่นไถลไปสู่บทสนทนาสั้น ๆ และการเงียบยาว ๆ
“กลับกันเลยไหม?” ปาล์มถาม ขณะที่ฝนนอกหน้าต่างยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
“ขออีกห้านาที” นิสากดส่งไฟล์แล้วถอนหายใจเบา ๆ
ห้านาทีที่รอ กลายเป็นช่วงเวลายาวนาน สองคนต่างจมหายอยู่กับตัวเอง นิสาพลิกสมุดสเก็ตช์ดูไปเรื่อย ส่วนปาล์มจ้องเธอผ่านเงาสะท้อนบนกระจก หน้าต่างกรุงเทพในคืนฝนหนักคล้ายฉากภาพยนตร์ที่เขาอยากเขียน…แต่ไม่เคยรู้จะเขียนอย่างไรให้ซื่อตรงกับความเป็นมนุษย์
เสียงพายุฝ่าตัดความเงียบ นิสาค่อย ๆ พับสมุดสเก็ตช์ลง สะพายกระเป๋าและลุกขึ้น คำบางคำติดอยู่ริมฝีปากปาล์ม ทว่าส่งออกไปไม่ได้
“ส่งกลับบ้านไหม?” ปาล์มพูดช้า ๆ คิดก่อนทุกประโยค
“ไม่เป็นไร… บ้านเราไปทางเดียวกับนายอยู่แล้ว เดี๋ยวเดินเองได้” มุมปากนิสากระตุกขึ้นเหมือนฝืนเล็กน้อยก่อนเดินไปที่ประตู
ปาล์มยืนนิ่ง มองหลังคนที่เดินออกไปกลางฝนคืนนั้น เขาไม่รู้ว่าความกลัวใดที่หยุดเขาไว้ หรืออาจจะเป็นความกลัวที่จะรู้ว่ามีบางอย่างที่เขาเองไม่มีวันได้เป็น
ถัดมาอีกวันหนึ่ง ออฟฟิศคึกคักด้วยเสียงคีย์บอร์ดและโทรศัพท์ ปาล์มพยายามเขียนสคริปต์ตามบรีฟใหม่ที่นิสาทำไว้ แต่เหมือนทุกบรรทัดจะราบเรียบเกินไป ขาดแรงสั่นสะเทือนแบบเดียวกับใจที่ยังครุ่นคิดถึงรอยยิ้มขื่นๆ ของนิสาในคืนฝนตก
“นายเว้นประโยคนี้ไว้ทำไม” เสียงนิสาทำให้ปาล์มเงยหน้า หญิงสาวเดินมายืนข้าง ๆ ถือแฟ้มงานแน่นในมือ นิ้วเรียวชี้ไปตรงจุดที่ปาล์มเว้นว่างไว้ในโฆษณา
“มันควรว่าง… หรืออาจจะไม่จำเป็นต้องเต็ม” เขาตอบเบา ๆ
นิสานิ่งคิดก่อนพูด “ดีไซน์ก็เหมือนกันนะ บางช่องว่างมันจำเป็นเพื่อให้หายใจได้” แล้วเธอก็เดินจากไป ทิ้งไว้แต่ความงุนงงของปาล์ม
เวลาอาหารกลางวัน กลุ่มเพื่อนร่วมงานนั่งล้อมวงกันแน่นโต๊ะ ในขณะที่นิสากำลังพูดกับลูกค้าเรื่องสี ปาล์มฟังห่าง ๆ เสียงผสมกันยุ่งเหยิง
“นิสาจะลาออกจริงหรือ?” เอ ภาพกราฟิกถามปาล์มเบา ๆ ขณะตักข้าวกินไม่หยุด
ปาล์มตกใจเล็กน้อย “ใครบอก?”
“ได้ยินจากฝ่ายบุคคล เธอพูดกับหัวหน้า” เอทำเสียงกระซิบ
ปาล์มกะพริบตาถี่ ฝ่ามือเย็นเฉียบทันที
เย็นวันต่อมา ปาล์มนั่งรอไฟแดงตรงย่านทองหล่อ หลังประชุมโปรเจกต์จบ เขาตัดสินใจหยิบโทรศัพท์โทรหานิสาครั้งแรก “ขอเจอหน่อยได้ไหม?”
อีกฟากหนึ่งเงียบไปครู่ยาว “ตอนนี้?”
“ไม่ต้องก็ได้… เดี๋ยวค่อยคุยก็ได้” ปาล์มลังเล แต่เสียงฝนโปรยปรายอีกครั้งเหมือนเป็นเครื่องยืนยัน
เสียงลมหายใจนิสาดังมาในสาย “อยู่ร้านกาแฟหัวมุมซอย ถ้ามาก็มานะ”
ปาล์มไปถึงร้านไม้เล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นกาแฟกับฝน หญิงสาวนั่งมองฝนข้างหน้าต่าง โต๊ะว่างตรงข้ามยังเปิดไว้เงียบ ๆ
“นายดูรีบจัง” นิสาพูดพลางขยับแก้วร้อนในมือ
“แค่อยากรู้…เรื่องที่จะลาออก จริงไหม”
นิสาหลบนัยน์ตาปาล์ม ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ “อืม…จริง แต่ไม่มีอะไรหรอก แค่…มันถึงจุดที่ควรเปลี่ยน”
“เพราะเราเหรอ?”
นิสายิ้มเจื่อน “ไม่หรอก นายไม่ใช่เหตุผลของทุกอย่างในชีวิตฉันนะ” เธอนิ่ง “แต่บางที…ฉันเองก็อยากเริ่มต้นใหม่ที่กลัวมานาน”
ปาล์มเลื่อนมือไปแตะแก้วกาแฟของตัวเอง “ฉันกลัวมั้ย? แน่นอน…ฉันกลัวเปลี่ยนแปลงมาตลอด กลัวผิดหวังด้วย”
เสียงฝนลอดกรอบหน้าต่างลงมาอีก ทุกถ้อยคำเต็มไปด้วยชั้นเชิงระหว่างบรรทัด
“ฉันก็กลัวนายจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วฉันไม่เก่งอย่างที่ทุกคนคิด” นิสาพูดเหมือนสารภาพกับตัวเองมากกว่า
“งั้นเราก็เหมือนกัน… ฉันก็กลัวจะไม่กล้าทำในสิ่งที่อยากจริง ๆ” ปาล์มถอนหายใจ
“อย่างอะไร?”
“อย่าง…กล้าบอกว่าฉันแคร์เธอ” ปาล์มหัวเราะเบา ๆ ไม่สบตา
นิสาเงียบไปยาวนานก่อนพูดเสียงเบา “แค่นั้นเองเหรอ”
ค่ำวันนั้นเมื่อร้านปิด เสียงฝนยังไม่ซา ทั้งคู่เดินฝ่าสายฝนเงียบ ๆ ไปด้วยกัน ปาล์มหยิบแจ็กเก็ตยื่นให้นิสา เสียงฝีเท้าเปียกเป็นจังหวะเดียวกัน
“ชีวิตเราไม่ได้ง่ายเหมือนบทโฆษณาใช่มั้ย” ปาล์มเปรย
“ใช่…แต่ถ้าเราใส่ใจมันมากพอ อย่างน้อยก็จริงใจกว่า” นิสาตอบ รอยยิ้มเล็ก ๆ ผุดขึ้นมุมปาก
สัปดาห์ต่อมา การทำแคมเปญยังดำเนินต่อ นิสายังคงทำกราฟิกอย่างเอาเป็นเอาตาย ในขณะที่ปาล์มวุ่นกับไอเดียและเดดไลน์ สองคนยังคงวนเวียนพบเจอกันในที่ประชุม สลับช่วงเวลาสั้น ๆ หน้าตู้เย็น หรือพูดคุยขณะรอคิวถ่ายงาน
คืนหนึ่ง ปาล์มกำลังเก็บเอกสารลงกระเป๋า ชายมองออกไปเห็นนิสายังนั่งจ้องหน้าจอ เงียบสงบ ท่ามกลางแสงไฟสลัว ท่าทีเธอดูอ่อนไหวกว่าทุกครั้ง
เขาเดินไปหยุดข้างโต๊ะนิสา “มีอะไรให้ช่วยไหม?”
นิสาไม่ตอบ นิ่งเงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนพูดขึ้นมาเบา ๆ “ถ้าวันหนึ่งนายไม่อยู่ที่นี่แล้ว จะคิดถึงที่นี่บ้างไหม?” เสียงเธอสั่นไหวไม่ปกติ
ปาล์มหัวเราะเจื่อน “คิดถึงแน่…มันคือที่ที่ได้เจอเธอครั้งแรก”
นิสายิ้มจาง ๆ เหมือนอยากพูดอะไรสักอย่างแต่เก็บไว้
ในคืนนั้น ปาล์มนอนพลิกตัวไปมา ภาพรอยยิ้มเจื่อน ๆ ของนิสาหลอกหลอนอยู่ในหัว เขาตัดสินใจพิมพ์ข้อความสั้น ๆ ส่งหาเธอ
“นิสา … ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมาตลอด”
เธอตอบกลับมาแค่ “นายก็เหมือนกัน”
ความใกล้ชิดกับความห่างหายใจรดต้นคออยู่ตลอด ทุกวินาทีที่ได้พูด ได้เงียบด้วยกัน สำคัญเกินกว่าเรื่องงาน
จนถึงวันประชุมใหญ่ลูกค้า นิสาโต้แย้งหัวหน้าตรง ๆ เรื่องครีเอทีฟ ไล่เรียงเหตุผลอย่างไม่เกรงใจ ปาล์มลังเลจะพูดแทรกหรือไม่ แต่สุดท้ายก็วางมือบนแฟ้มงาน สบตานิสาแทนคำว่าพร้อมเคียงข้าง
หลังจากนั้นนิสาโกรธจนลุกสะบัดออกจากห้องประชุม ไม่มีใครกล้าเข้าไปหา ปาล์มตามออกไปข้างนอก เจอเธอยืนเหม่ออยู่ตรงบันไดหนีไฟ
“นายจะมาเสียเวลาเพราะฉันทำไม” นิสาถาม เสียงเอื่อยช้า
“เพราะอยากอยู่ด้วย…เท่านั้น”
น้ำตาไหลเอ่อขอบตาของนิสา เธอหันกลับมา “ฉันไม่รู้จะทำยังไงกับตัวเองแล้ว”
ปาล์มนิ่งคิด เจ็บหนึบที่เห็นเธอร้องไห้ “ไม่ต้องทำอะไรเลย…แค่ให้ฉันอยู่ตรงนี้ได้ไหม” เงียบงันยาวนาน ราวกับโลกหยุดหมุน แต่อีกข้างคือรอยยิ้มที่กลับมาไม่ชัดเจนบนหน้าของนิสา
คืนนั้นทั้งคู่เดินกลับพร้อมกัน ไม่พูดอะไรเลยจนถึงรถไฟฟ้า
โปรเจกต์ใหญ่เสร็จสิ้น บริษัทเฉลิมฉลอง ปาล์มกับนิสานั่งแยกออกมากจากวง เธอยื่นแก้วเบียร์ส่งให้เขา
“นายจะไปไหนต่อ?” คำถามปลายเปิดจากนิสา
“ยังไม่รู้…แต่ไม่อยากหายไปจากชีวิตเธอ”
นิสายิ้ม “แล้วถ้าฉันไปบ้างล่ะ?”
“ก็จะคิดถึง” ปาล์มหัวเราะ “คงโง่มั้งที่รออะไรแบบนั้น…”
นิสานิ่งเงียบไปนาน “ขอบใจนะ ที่กล้าพูดออกมา”
วันสุดท้ายของนิสาที่บริษัท ปาล์มพาเธอไปกินข้าวเย็นในร้านอาหารริมแม่น้ำ ทั้งสองนั่งเงียบ ๆ มองแสงไฟสะท้อนผิวน้ำ ยิ่งใกล้จะจากยิ่งไม่กล้าพูดอะไรที่มีความหมายเกินไป
“ถ้ากลัวจะเปลี่ยนแปลง…ก็แปลว่ามันสำคัญใช่มั้ย?” นิสาถาม
“ใช่”
นิสายื่นมือมาวางทับมือปาล์ม “เราจะกล้าก้าวต่อไปด้วยกันไหม…ในสักวันที่พร้อม”
ปาล์มนิ่งงัน อยากจะเอ่ยคำว่ารัก แต่ก็ยังไม่กล้า ความกล้าวันนี้มีแค่ยอมรับว่าไม่ได้อยากเสียเธอไป
เวลาผ่านไป สองคนแยกย้ายตามทาง ฝ่ายหนึ่งเรียนต่อ อีกฝ่ายรับงานใหม่ มีแค่แชทและสายโทรศัพท์เป็นตัวเชื่อมใจ
คืนหนึ่งกล่องข้อความสั่นขึ้นมา “คิดถึง” คำสั้น ๆ จากนิสา ปาล์มนั่งยิ้มอยู่หน้าคอมโต๊ะทำงานใหม่ กดโทรศัพท์กลับหาทันที
“วันนี้งานหนักไหม” เสียงนิสาทางสายขาด ๆ หาย ๆ
“หนัก…แต่ไม่มีเธอช่วยคิดด้วย เลยเหนื่อยกว่าปกติ”
ปลายสายเงียบไปนาน “ถ้าฉันอยากกลับไป…นายจะยังรอไหม”
ปาล์มหัวเราะ “ไม่ได้รอ…แต่ยังไม่ไปไหนเหมือนกัน” ในความเงียบนั้น ต่างฝ่ายต่างถูกทดสอบด้วยเวลาและระยะทาง ทุกการพูดคุยค่อย ๆ ละลายความกลัวในใจ
คืนวันฝนตกอีกครั้ง ปีต่อมา ทั้งคู่ได้ร่วมงานในโปรเจกต์ใหม่ คราวนี้ปาล์มเป็นหัวหน้าทีม นิสากลับมาเป็นฟรีแลนซ์รับโปรเจกต์ สายตาที่มองกันไม่ใช่แค่ผู้ร่วมงาน แต่เป็นคนที่รู้ใจตัวเองมากขึ้น
ในงานเลี้ยงขอบคุณหลังจบโปรเจกต์ นิสา กับ ปาล์มหยุดยืนอยู่ริมระเบียงข้างกัน ฝนพรำอีกครั้ง
“เราเปลี่ยนไปหรือเปล่า” ปาล์มถาม
นิสาพยักหน้า “เปลี่ยน…แต่ดีกว่าที่เคย”
ปาล์มหันไปสบตาเธอ “ครั้งนี้ เราจะไม่ปล่อยให้กลัวกันอีก…ใช่ไหม”
นิสายิ้ม ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ ก่อนพยักหน้า
มือของทั้งสองค่อย ๆ จับกันไว้แน่นท่ามกลางสายฝนไม่มีคำสารภาพตรง ๆ ไม่มีฉากจูบไม่มีคำสัญญาตลอดไป มีแค่ความกล้าที่จะกุมมือกันไว้ จนกว่าวันพรุ่งนี้จะมาถึง