ตำนานแห่งวารีวิเศษและเมืองเหนือเมฆ
หมู่เมฆสีเงินล่องลอยเหนือขอบฟ้า แต่งแต้มประกายรุ้งบนเนินกว้าง เมื่อรุ่งอรุณแรกสาดส่องสองฝั่งขอบฟ้าของโลกแห่งวารีและอากาศ แสงเช้าวันใหม่แตะต้องยอดอาคารโปร่งใสของเวธานา เมืองเหนือเมฆที่ว่ากันว่า ไม่มีผู้ใดแลเห็นโดยตรงได้ ยกเว้นผู้ซึ่งหัวใจยังคงสว่างและบริสุทธิ์อย่างน้ำฝนแรก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ฟารี เด็กหญิงบ้านริมป่าคริสตัล ดวงตากลมใสและหน้าตระหนก เธอลูบใบหญ้าที่เปียกน้ำค้างในยามเช้า พร้อมน้องชายผู้เงียบขรึมชื่อ “โอลิฟ” ฟารีหายใจยาว ถูกหลอกหลอนด้วยเรื่องเล่าของยายโหรา ชายชราบ้านตรงข้ามผู้ลุ่มหลงตำนานเจ้าเมืองเหนือเมฆ ทุกคืนก่อนนอน เธอมองฟ้าเงียบ ๆ หวังสักวันจะได้เห็นเวธานาจริง ๆ
เช้าที่หมอกปกคลุมนั้น บุตรของชาวบ้านทุกคนต่างวิ่งออกไปเก็บผลคริสตัลสีฟ้า ฟารีชูผลใสขึ้นหมุนดูในแสง ก่อนกับสายตาจ้องท้องฟ้าไกล เธอแอบเห็นเมฆก้อนหนึ่งส่องประกายแปลกตา ราวไร้แรงโน้มถ่วง เคลื่อนตัวเหมือนมีชีวิต
“ฟารี… ช่วยแม่หาน้ำใส่หม้อที ยายน้ำหมดอีกแล้ว” เสียงมารดาจากในครัวตะโกน ฟารีสะดุ้ง เธอจำใจหยุดมองเมฆ แล้วควังจังหวะเดินไปที่บ่อน้ำ ลมหอบสายรุ้งจาง ๆ พร้อมกลิ่นเย็นหวานแปลกประหลาด
เมื่อตักน้ำออก เธอเหลือบเห็นบางสิ่งอยู่ก้นบ่อ เงาลอยแวบในน้ำใสราวเสียงกระซิบ ฟารีกลั้นใจ พยายามชะโงกดู แต่แล้วมีอะไรบางอย่างซัดขึ้นมาใกล้ ๆ หน้าฉับพลัน หยดน้ำกลมไร้ที่มาหยดลงฝ่ามือเธอ เป็นน้ำสีฟ้าประกายแสงเรืองรองและเย็นวาบผิดปกติ
คืนวันนั้น ฟารีนอนไม่หลับ เสียงฟ้าครืนแผ่วเบาดังมาจากไกลโพ้น เธอลุกขึ้นมาเดินออกนอกกระท่อม แหงนดูท้องฟ้ายามราตรี ทันใดนั้น เงาร่างพริบไหว วูบวนในสายลมและก้อนเมฆเปิดทางให้แก่วัตถุแปลกตา เมืองโปร่งแสงขนาดใหญ่ ร้องครวญด้วยเสียงดนตรีที่ไม่เคยมีใครได้ยิน ปรากฏลาง ๆ บนฟ้า
หน้าอาคารหลวงเมืองเวธานา เสาแก้วสูงชะลูด โอบกอดด้วยสายหมอกโปร่ง องค์เจ้าเมือง “ไนลัส” ผู้ครอบครองหยาดวารีวิเศษ นั่งบนบัลลังก์ระหว่างมวลเมฆ รอคอยวันปลดปล่อยคำสาปโบราณ คำสาปซึ่งขังเมืองไว้เหนือโลก ไม่ให้สัมผัสดินได้อีก
ฟารีไม่อาจลืมภาพนั้น เธอปลุกโอลิฟ เล่าเหตุที่พบ น้องชายฟังอย่างไม่เชื่อเต็มที่ “เธอฝันไปเองรึเปล่า…” ฟารีเถียง เธอเชื่อว่าหยดน้ำในมือมีเวทวิเศษ
รุ่งสางวันถัดมา ฟารีตัดสินใจไปที่ป่าคริสตัล ซึ่งว่ากันว่าเป็นทางเดียวที่จะติดต่อกับขอบเมฆได้ เธอเอาหยดน้ำวิเศษติดตัวไป โอลิฟเดินตามทั้งที่ไม่เต็มใจ กลัวป่าคริสตัลเพราะเคยได้ยินเสียงลึกลับในพงรก แต่ฟารีใจกล้า อยากพิสูจน์ว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่แค่ความฝัน เธอฝังเรื่องกลัวในใจลึก ๆ—กลัวจะเป็นเด็กโง่ในสายตาคนอื่น
แสงมรกตลอดแนวป่าคริสตัลทำให้ทั้งคู่ตื่นตะลึง ต้นไม้สูงโปร่งแต่งด้วยใบแก้วแตกความสว่าง เงาสัตว์แปลกตา “รามิโก้” วิ่งโฉบผ่าน ลำตัวโปร่งแสงเจือสีเงินหางยาวพันเกลียว แตกต่างจากสัตว์ทุกชนิดที่เคยรู้จัก
เมื่อลอดเข้าใต้พุ่มไม้ เงาร่างมหึมาพุ่งวาบขวางทาง เบื้องหน้าคือ “โอคัสรา” สัตว์วารีคำราม เจ้าคริสตัลมีหงอนน้ำและขนแวววาวเหมือนหยดน้ำกลิ้งบนใยแก้ว โอคัสราไม่ใช่สัตว์ที่ผู้ใดจะข้ามโดยไม่เจรจา เพราะมันเฝ้าทางขึ้นสู่เมืองเหนือเมฆ โอคัสราแผ่เสียงร้องดังกังวาน เพลงของมันทำให้หัวใจเต้นช้าลง ฟารีรู้สึกเหมือนกำลังหลับใน แต่แล้วโอคัสรากลับพูดขึ้นด้วยเสียงที่ป่วนติ่งหู
“เล่าให้ฟังสิ มนุษย์ตัวน้อย เหตุใดจึงอยากขึ้นเมืองเหนือเมฆ”
ฟารีอ้ำอึ้ง เธอจับมือโอลิฟให้สั่นน้อยลง “ข้า…ข้าเห็นภาพบางอย่างเมื่อคืน แล้วข้าพบหยดน้ำนี้ในบ่อ ข้าเชื่อว่าโลกเบื้องบนมีบางอย่างต้องการเรา”
โอคัสรายิ้มด้วยดวงตาโต “แล้วเจ้ารู้อะไรหรือไม่ เมืองถูกคำสาปขังไว้เป็นร้อยปี ไม่มีมนุษย์คนใดเข้าไปช่วยได้ ของวิเศษใดก็ไร้ผล ถ้าไม่กล้าแลกทุกอย่างที่มี”
โอลิฟเอ่ยสวน “เจ้าอย่าหลอกพวกเรา ถ้าเมืองนั้นถูกขังจริง ทำไมถึงยังเห็นได้จากโลกนี้”
“เพราะความหวังเป็นสิ่งเดียวที่ทะลวงคำสาปได้” โอคัสราสอน “แต่ผู้หวังโดยไม่รู้จักกลัว ไม่ต่างกับคนไร้หัวใจ”
มันเงียบไปครู่ “หยดน้ำในมือเจ้า เป็นเงาของความจริง ถ้าเจ้ากล้าพอจะมองเห็นอดีตของตนเอง ก็จงยื่นหยดน้ำนี้ให้โอคัสรา”
ฟารีลังเล ท้ายที่สุด เธอยื่นหยดน้ำนั้นให้ ร่างโอคัสราโปร่งใส่กลายเป็นสายหมอก พลันทางแคบเหนือยอดไม้เปิดออก เผยบันไดแก้วทอดยาวสู่เวธานา เมืองเหนือเมฆ
เสียงครืนแผ่วของเวทมนตร์เก่าแก่สะท้อนไปทั่วป่า ฟารีจับมือโอลิฟแน่น ขึ้นบันไดแก้ว เสียงเพลงจากเมืองบนฟ้าแปลกหูขึ้นทุกย่างก้าว ลมเย็นตีกระดูกทำให้รู้สึกทั้งกลัวและตื่นเต้น
เหนือเส้นเมฆ ฟารีพบว่าสิ่งปลุกใจมวลเรื่องเล่าคือแขกเก่าของเวธานาจริง ๆ เจ้าเมืองไนลัสต้อนรับด้วยแววตาเหนื่อยล้า แต่กลับเมตตา “เจ้าเด็ก นำของสำคัญมายังข้าแล้ว ทั้งกล้าหาญทั้งไร้เดียงสา—เจ้ามองเห็นเมืองนี้เพราะความหวังยังอยู่ในใจเจ้า”
ฟารีก้มหน้า “ข้ากลัว…กลัวว่าทุกสิ่งจะผิดเพี้ยนไปเพราะมือข้า กลัวแม้แต่จะลองเข้าใจโลกเบื้องบน”
ไนลัสร่ายมนตร์แสงออกจากฝ่ามือ เวทมนตร์ของเมืองนี้ผูกกับธาตุใจ ถ้าใช้ด้วยความโลภจะเปลี่ยนเป็นหมอกมืด คนในเมืองเป็นเงาเดินวังเวงตลอดกาล ได้แต่ฉาบรอยยิ้มปั้นแต่ง ไนลัสชี้ “เราเฝ้าคำสาปโบราณที่ตนเองสร้างขึ้น เมื่อชาวเมืองหลงลืมความเสียสละ เมืองจึงถูกกีดกันจากผืนดิน”
เสียงลมหนักขึ้น ร่างโอคัสราคล้ายจะผุดขึ้นจากสายหมอกอีกครั้ง “เธอพร้อมจะโลดแล่นอยู่ที่นี่หรือจะจดจำเส้นทางกลับบ้าน?”
ฟารีลังเลใจ การตัดสินใจยากเย็น เธอไม่ต้องการทิ้งโอลิฟ ไม่กล้าฝากเพื่อนบ้านกับเมืองบนเมฆที่ยังขังอยู่ในอดีต
ไนลัสมอบหยาดวารีวิเศษให้ “สิ่งนี้ใช่ของวิเศษแก้ปัญหา ไม่ แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าทุกคนต้องเลือกทางเดินและรับผลของการเลือกนั้น”
ฟารีคิดถึงผู้คนบนดิน เธอเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ “เราจะคืนเมืองให้แผ่นดินได้อย่างไร”
ไนลัสหัวเราะระคนเศร้า “เมื่อมีใครสักคน ยอมเสียสละสิ่งมีค่าเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังตอบแทน เมืองจึงจะกลับคืนดินได้”
โอลิฟน้ำตาคลอเบ้า พลันตะโกน “ข้ายอมอยู่แทน ขอให้ฟารีกลับบ้าน!”
แต่ฟารีคว้ามือโอลิฟ “ไม่! ถ้าเมืองนี้จะหลุดจากคำสาป ข้าจะช่วยเจ้าเมือง ไขความลับของโลกใบนี้ อย่าให้ใครต้องเสียสละโดยลำพัง”
เธอก้าวไปใช้หยาดวารีวิเศษแตะอาคารแก้ว เสียงแตกเปราะกังวานเป็นริ้วคลื่น ทุกอย่างสั่นสะเทือน ปรากฏแสงอรุณแทงทะลุเมือง ละอองหมอกหาย คำสาปค่อย ๆ อ่อนกำลังลง
โอคัสรากู่ร้องทำนองสุดท้าย “ความกล้าหาญคือการแบ่งเบาความกลัว ระลึกไว้ว่าการให้อภัยตัวเองสำคัญที่สุด”
สายหมอกจากเมืองลอยบรรจบย้อนลงขอบฟ้า เมฆแยกตัวเปิดทาง บ้านเรือนเมืองเวธานาลดต่ำลงทีละน้อย สู่ผืนดินข้างป่าคริสตัล ชาวเมืองทยอยกลับสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง
ฟารีและโอลิฟเดินกลับบ้าน มองเมฆที่ค่อย ๆ จาง บนฝ่ามือเหลือเพียงหยดน้ำวิเศษเศษสุดท้าย เมื่อเธอลูบแก้มตัวเอง น้ำตาหนึ่งหยดผสมหยาดวารี เป็นประกายแสงพิเศษ เธอไม่รู้ว่าวันไหนจะได้เห็นเมืองเหนือเมฆอีก แต่หัวใจเธอไม่เคยลืมความกล้าและการให้อภัย—สองสิ่งที่สร้างตำนานแผ่นดินนี้ขึ้นมา